ทั้งแก้ว เพียจันทน์ฯ และแสนแสงฯ ได้ตัดบอสออกจากกลุ่มผู้ต้องสงสัยในการลักพาตัวสร้อยฟ้าไปในครั้งนี้ แต่ทุกคนก็ยังคงคิดว่าผู้ที่ทำได้เช่นนี้ต้องเป็นผู้ที่มีวิชชาอาคมแกร่งกล้าเป็นแน่
จนรุ่งเช้า เสียงผู้คนเดียวเดินขวักไขว่พูดคุยกันเจื้อยแจ้วบริเวณถนนที่ห่างจากเพิงร้างไปประมาณ 50 เมตร บอสรู้สึกตัวตื่นขึ้น จึงได้เห็นสร้อยฟ้านั่งหลับหลังพิงเสาและใช้มือทั้งสองข้างกุมมือตนไว้แน่น บอสแหงนมองดูสร้อยฟ้ายามนี้กลับช่างเปล่งประกายเป็นยิ่งนัก ใบหน้าที่เลอะมอมแมมของเธอกลับสดใสน่าทะนุถนอมยิ่ง
บอสจึงพยายามลุกขึ้นนั่งโดยที่ไม่ให้สร้อยฟ้าตื่น แล้วเอามือซ้ายออกจากกุมมือของสร้อยอย่างเบาที่สุด จากนั้นจึงใช้มือนั้นเสยผมสร้อยฟ้าที่ร่วงลงมาปิดบังใบหน้าบางส่วนกลับขึ้นไปทัดหูเบาๆ บอสยิ่งมองหน้าสร้อยฟ้ากลับยิ่งทำให้ตนรู้สึกดี
‘ทำไมวันนี้สร้อยฟ้าถึงสวยจัง ยิ่งมองยิ่งน่ารัก แต่… เดี๋ยวสิ… นี่เราเป็นอะไรไป สถานการณ์แบบนี้ยังจะมาคิดอะไรแบบนี้อีก…’
ก่อนที่จะเคลิ้มไปมากกว่านี้ บอสจึงรีบเรียกสติกลับคืนมา จากนั้นจึงค่อยๆ ปลุกสร้อยฟ้าให้ตื่นขึ้น
“ท่านหญิง ! ท่านหญิงสร้อยฟ้า !! ตื่นเถิดขอรับ เพลานี้เช้าแล้วขอรับ”
“อืม… พี่สา ขอข้านอนต่ออีกสักประเดี๋ยวหนา วันนี้ข้ามิมีกิจว่าข้อราชการอันใด”
‘เอ๋ นี่สร้อยฟ้ากำลังพูดเรื่องอะไรอยู่ ข้อราชการอะไร แล้วพี่สาคือใคร สงสัยเธอคงละเมอมั้งนะ…’
สร้อยฟ้างัวเงียเพราะพึ่งตื่นจึงเผลอคิดว่าตนยังอยู่ที่ห้องบรรทมในตำหนักแล้วมีพระพี่เลี้ยงมาปลุก จึงได้พูดเนื้อความดังกล่าวออกไป พอนึกขึ้นได้จึงรีบลืมตาแล้วรีบลุกขึ้นนั่งก่อนลูบหน้าปัดผมเผ้าที่รุงรังอยู่ให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนจะพูดว่า
“เออ ท่านไซ ตื่นนานแล้วหรือเจ้าคะ เป็นเยี่ยงไรบ้าง เมื่อคืนอยู่ๆ ท่านก็สลบไป ข้าตกใจมากจริงๆ”
“ออ มิเป็นไรแล้วขอรับท่านหญิง เมื่อคืนคาดว่าข้าจักใช้อาคมเกินความสามารถตนเองไป จึงอ่อนล้าแลทำให้ข้าสลบไปหน่ะขอรับ อย่าได้กังวลใจอันใดเลย”
“เป็นเช่นนั้นเองดอกหรือเจ้าคะ เช่นนั้นก็ดีแล้ว แลบัดนี้ก็เช้าแล้ว เราควรกลับกันเลยดีไหมเจ้าคะ ?”
“ข้าขอตรวจสอบความปลอดภัยก่อนสักครู่หนา ถึงจักเช้าแล้ว ก็มิรู้ว่าพวกมันจักซุ่มอยู่หรือไม่”
“เจ้าค่ะ…”
บอสรีบลุกขึ้นยืนมองซ้ายและขวาพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วพบว่าไม่มีผู้ใดน่าสงสัย จึงหันไปหาสร้อยฟ้าแล้วยื่นมือให้เธอจับก่อนจะดึงตัวเธอขึ้น สร้อยฟ้าเซเล็กน้อยมาทางบอส บอสจึงรีบโอบกอดไว้เพื่อไม่ให้สร้อยฟ้าล้ม สายตาทั้งคู่จ้องมองกัน ซึ่งสายตาทั้งสองนั้นบ่งบอกถึงอะไรบางอย่างที่ยากจะอธิบาย บอสจึงรีบปล่อยมือแล้วกล่าวขอโทษ
“กราบขอประทานอภัยด้วยขอรับท่านหญิง ข้าหาได้มีเจตนาล่วงเกินท่านไม่”
“มิเป็นไรดอกท่านไซ ข้าเองที่ผิด ข้าทรงตัวมิดีเองเจ้าค่ะ…”
จากนั้นทั้งคู่กลับยิ่งเขินอายกันไปใหญ่ จนแทบจะไม่กล้าสบตากันเลยทีเดียว…
อีกด้านหนึ่งขอเมือง ณ เรือนเพียจันทน์ฯ ทับและพันอินเร่งรีบมาหาผู้เป็นอาจารย์ตั้งแต่เช้ามืด ทหารที่เฝ้ายามอยู่หน้าทางเข้าเรือนเมื่อสังเกตเห็นทับจึงรีบทักทายและทำความเคารพอย่างแข็งขัน ทับก็เพียงกล่าวทักทายก่อนจะรีบเดินขึ้นเรือนไป โดยไม่ไถ่ถามเลยว่าเพียจันทน์ฯ อยู่หรือไม่ พร้อมตะโกนเรียกผู้เป็นอาจารย์ระหว่างเดินขึ้นเรือนนั้น
“อาจารย์ อาจารย์ขอรับ !! ท่านอยู่หรือไม่ขอรับ ข้ามีเรื่องด่วนจักรายงานท่านขอรับ”
ไม่มีเสียงตอบจากบนเรือน แต่เมื่อทับและพันอินเดินขึ้นมาถึงบนเรือน จึงได้เห็นผู้เป็นอาจารย์กำลังนั่งหารือกับชายหนุ่มผู้หนึ่งอยู่ และพลันมีชายอีกคนรีบวิ่งเข้ามาขวางตนเองไว้ แล้วหันกลับไปลงนั่งก้มหมอบกับพื้น
“เดชะฯ ข้าฯ มิทันระวัง เจ้าเด็กนี้ จึงขึ้นมาบนเรือนนี้ได้ ขอจงทรงลงพระราชอาญาด้วยเถิด ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมฯ…”
“มิเป็นไรดอกท่านแสง เจ้าเด็กนี่เป็นศิษย์ของข้าเอง มิมีอันตรายต่อเจ้ามหาชีวิตดอก…”
ทับได้ยินผู้เป็นอาจารย์เอ่ยเช่นนั้น เข่าของเขาก็เกือบแทบทรุด ทับและพันอินจึงรีบหมอบและกราบชายหนุ่มผู้นั้นอย่างรวดเร็ว
“เดชะฯ ข้าฯ มิทราบว่าจักเป็นใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท (ต่อไปจะย่อเหลือเพียง ใต้ฝ่าฯ พระบาท) ที่ทรงกำลังหารือข้อราชการกับท่านอาจารย์อยู่ จึงมิได้ระวัง แลขึ้นมาโดยพลการ ขอจงทรงลงพระราชอาญาด้วยเถิด ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมฯ…”
“นี่ศิษย์เอกของท่านจันทน์ดอกหรือ หน่วยก้านดีทีเดียว แลรู้ความยิ่งนัก เจ้ามีเหตุอันใดด่วนจักรายงานท่านจันทน์รึ เราจักขอฟังด้วยได้หรือไม่”
“กราบฯ ทูลฯ เจ้าเด็กนี่ชื่อว่า ทับ เป็นบุตรคนรองของท้าวแสงขัน แลเป็นศิษย์ของข้าฯ เอง พระพุทธเจ้าข้า”
ทับแอบแหงนหน้ามองผู้เป็นอาจารย์ขณะกำลังก้มหมอบกราบอยู่ ซึ่งเพียจันทน์ฯ ก็พยักหน้า จากนั้นทับจึงเปลี่ยนท่าจากที่หมอบอยู่ขึ้นมานั่งคุกเข่าในท่าถวายบังคม
“ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม (ต่อไปจะย่อเหลือเพียง ขอเดชะฯ) เมื่อคืน ข้าฯ แลท่านพันอินได้ประมือกับคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งผู้เป็นหัวหน้ามีวิชชาที่แกร่งกล้ามาก คนพวกนั้นกำลังลักพาตัวเด็กสาวผู้หนึ่งอยู่ แลข้าฯ คาดว่าน่าจักเป็นพระน้องนางเธอฯ เพราะเห็นว่ามีเด็กหนุ่มที่ชื่อว่าไซคอยถวายอารักขาอยู่มิห่าง หลังกลับมาแล้ว ข้าฯ มิรู้จักทำประการใดต่อ จึงคิดจักนำเรื่องมาหารือกับท่านอาจารย์… ควรมิควรฯ สุดแล้วแต่จะทรงโปรดฯ พระพุทธเจ้าข้า”
(คำว่า “ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม” เป็นคำนำพูดรายงานกับพระมหากษัตริย์)
“หือ… นี่เจ้าไปพบเจ้าสร้อยมารึ นางเป็นเช่นใดบ้าง แลมันผู้ใดที่บังอาจมาทำเยี่ยงนี้กัน เจ้าพอจักรู้จักหรือไม่”
“เพลานี้ ข้าฯ นั้นมิทราบได้ว่าพระน้องนางเธอฯ จักทรงเป็นเยี่ยงไร แต่ตอนที่ข้าฯ รั้งกลุ่มโจรนั้นไว้ เจ้าหนุ่มที่ชื่อไซได้นำเสด็จพระน้องนางฯ ให้หลบหนีไปได้อย่างปลอดภัยแล้ว พระพุทธเจ้าข้า…”
“เช่นนั้นรึ ปลอดภัยก็ดีแล้ว เจ้าไซนั่นอีกแล้วรึ มันช่างมีวาสนากับเจ้าสร้อยเสียจริง ฮ่าๆ”
ทับได้ยินแก้วตรัสดังนั้นถึงกับแปลกใจ สงสัยว่าเหตุใดผู้เป็นถึงเจ้าพระมหาชีวิตจึงรู้จักบอสได้ แถมยังเหมือนเคยพบกันมาก่อนอีก ยิ่งทำให้ทับสนใจในตัวบอสขึ้น จึงแอบอมยิ้มที่มุมปากจนเผลอแสดงออกทางสีหน้า โชคดีที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น
“เจ้าทับ เจ้าทำดีมาก แลพวกโจรกลุ่มนั้นเล่า พวกมันเป็นเยี่ยงใดบ้าง เจ้าจงเล่ามาโดยละเอียด”
เพียจันทน์ฯ ผู้เป็นอาจารย์ที่ก่อนหน้านั่งฟังอย่างตั้งใจได้เริ่มสอบถามรายละเอียดจากทับ ทับจึงเริ่มเล่าตั้งแต่ต้นที่ตนสังเกตเห็นบอสกำลังติดตามคนกลุ่มหนึ่งอยู่ แล้วพบว่ายังมีชายฉกรรจ์อีก 2 คนวิ่งตามบอสไปอยู่ห่างๆ ทับจึงเกิดความสงสัย เลยชวนพันอินสะกดรอยตามไป
จนมาถึงเกือบสุดเขตเมืองที่เป็นสถานที่เปลี่ยวร้าง ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุ จึงได้เห็นว่าคนกลุ่มนั้นกับพวกบอสและชายฉกรรจ์ทั้ง 2 กำลังต่อสู้กันเพื่อช่วยสร้อยฟ้าอยู่ และดูเหมือนจะเพี้ยงพล้ำ พวกตนจึงต้องยื่นมือเข้าไปช่วย จนสามารถช่วยสร้อยฟ้าและบอสให้หลบหนีไป พร้อมกับขับไล่กลุ่มโจรเหล่านั้นให้ล่าถอนไปได้
ทับเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้แก้ว เพียจันทน์ฯ และแสนแสงฯ ฟังอย่างละเอียดแทบไม่มีตกหล่น ทั้งสามฟังอย่างตั้งใจพร้อมวิเคราะห์สถานการณ์ตามไปด้วย
“เช่นนั้นก็ตามหาพวกเขากันเถิด เราคิดว่าทั้งสองน่าจักหลบอยู่ภายในเมือง แลกำลังจักกลับเข้าวังเป็นแน่”
“พระพุทธเจ้าข้าฯ”
จากนั้นคนทั้งห้าจึงรีบลงจากเรือน (แก้ว เพียจันทน์ฯ แสนแสงฯ ทับ และพันอิน) แล้วขี้ม้ามุ่งหน้าไปตามเส้นทางที่พวกโจรและบอสใช้กันเมื่อคืนจากปากคำของทับ
ตัดภาพกลับมาที่บอสและสร้อยฟ้าที่ตอนนี้เตรียมตัวพร้อมจะออกจากเพิงร้างเพื่อเดินต่อไปยังใจกลางของเมืองกันแล้ว บอสให้สร้อยฟ้าคลุมใบหน้าด้วยผ้าคลุมไหล่ จากนั้นทั้งคู่จึงค่อยๆ เดินออกมา บอสประกบสร้อยฟ้าอยู่ไม่ห่าง แต่ไม่ได้เดินจับมือกันเหมือนเช่นเมื่อคืน เพราะเกรงว่าผู้คนจะมองดูกันไม่ดี
ทั้งสองเดินตามถนนสายรองที่มาจากทิศใต้มุ่งสู่ศูนย์กลางเมืองไปครู่ใหญ่ พลันเห็นกลุ่มคนเร่งควบม้ามุ่งมายังทิศทางพวกตนอย่างเร่งรีบ บอสจึงรีบดึงสร้อยฟ้าเข้ามาหลบอยู่ภายในอ้อมกอดของตน เพื่อให้คนกลุ่มนั้นผ่านเลยไปโดยไม่เห็นสร้อยฟ้า แต่ขณะที่ม้าตัวหนึ่งกำลังจะผ่านหลังบอสไป สร้อยฟ้าพลันเหลือบไปเห็นผู้ที่อยู่บนหลังม้านั้น
“ท่านพี่ ! ท่านพี่เจ้าคะ น้องอยู่ทางนี้เจ้าค่ะ…”
ม้าทั้งห้าถูกหยุดจากผู้ขี่อย่างกะทันหัน แล้วมีหนึ่งตัวเดินย้อนกลับมา พร้อมกับชายหนุ่มที่รีบลงมาจากหลังม้า สร้อยฟ้าผละตัวออกจากบอสแล้วรีบวิ่งไปหาชายหนุ่มผู้นั้น ทั้งสองเข้าสวมกอดกัน…
“สร้อยฟ้า… เจ้ามิเป็นอันใดใช่หรือไม่ น้องพี่…”
“ตอนนี้ น้องมิอันเป็นไรแล้วเจ้าค่ะ โชคดีที่ได้ท่านไซช่วยไว้อีกครา…”
“พระอาญาฯ ข้าฯ เห็นควรว่าใต้ฝ่าฯ พระบาท แลพระน้องนางเธอฯ ควรเร่งเสร็จกลับพระราชวังก่อนเถิด จักได้มิเป็นที่แตกตื่นของอาณาประชาราษฎร์ ควรมิควรฯ สุดแล้วแต่จะทรงโปรดฯ พระพุทธเจ้าข้า”
เพียจันทน์รีบกราบทูลฯ ให้แก้วและสร้อยฟ้ารีบกลับวังก่อนที่จะทำผู้คนแตกตื่น โดยไม่สังเกตเห็นว่าตอนนี้คนที่ตื่นตระหนกที่สุดเห็นจะมีเพียงบอสผู้เดียว
‘ห๊ะ อะไรเนี่ยะ ราชาศัพท์แบบนี้ เป็น… กษัตริย์เหรอ แล้วสร้อยฟ้าก็เป็นเจ้าหญิงเหรอ นี่มันอะไรกัน !!!’
---------------------------------------