ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 357 : เพลิงมิติกลืนสวรรค์

จารึกที่ 357 : เพลิงมิติกลืนสวรรค์ : กรีดชีพจรบัญญัติร่างปฐมกาล


ท่ามกลางความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้งของสุสานแห่งเผ่าเซียนโบราณ ร่องรอยของรอยแยกมิติสีเลือดที่เคยเปิดออกบัดนี้ถูกกลบฝังจนมิดชิด ห้วงอากาศธาตุบริเวณที่เคยเป็นที่ตั้งของเตาหลอมดาราบรรพกาลหลงเหลือเพียงความว่างเปล่าอันเย็นเยียบ เศษซากปรักหักพังของเกาะศิลาดำทมิฬล่องลอยเคว้งคว้างอย่างไร้จุดหมาย ประหนึ่งเศษฝุ่นผงในเอกภพที่ถูกหลงลืม


ทว่า ความเงียบสงัดนั้นดำรงอยู่ได้เพียงชั่วก้านธูปมอดไหม้...


*วูบบบบ! เปรี้ยง!*


ม่านอากาศธาตุที่สงบนิ่งพลันถูกฉีกกระชากออกอย่างรุนแรงจากเบื้องบน ลำแสงสีทองคำอันศักดิ์สิทธิ์และเจิดจ้าพุ่งทะลวงความมืดมิดลงมาประดุจหอกของเทพเจ้า ลำแสงนั้นขยายตัวออกกลายเป็นประตูมิติขนาดยักษ์ ก่อนที่ร่างของนักรบในชุดเกราะสีทองอร่ามนับร้อยนายจะก้าวเดินออกมาอย่างพร้อมเพรียง


ทุกย่างก้าวของพวกเขาแผ่รังสีอำมหิตและกลิ่นอายแห่งความสูงส่งที่กดทับมวลธาตุรอบด้าน พวกเขาคือ 'กองทัพสอดแนมประกายอัสนี' แห่งวิหารเทพอนันตกาล กองกำลังหัวกะทิที่ขึ้นชื่อเรื่องความรวดเร็วและการแกะรอยที่แม่นยำที่สุด นำทัพโดย 'แม่ทัพสวรรค์กู้ไห่' ตัวตนระดับเซียนมนุษย์ขั้นสูงสุดที่ทะลวงผ่านคอขวดแห่งสัจธรรมมาแล้วถึงเก้าครั้ง


กู้ไห่หยัดยืนอยู่เบื้องหน้ากองทัพ ใบหน้าของเขาหล่อเหลาทว่าเย็นชาประดุจสลักจากน้ำแข็งหมื่นปี ดวงตาสีทองคำของเขากวาดมองไปรอบบริเวณ ความว่างเปล่าของสุสานบรรพกาลมิได้ทำให้เขาหวั่นเกรง ทว่าความเงียบที่มากเกินไปกลับทำให้สัญชาตญาณของนักรบสวรรค์ตื่นตัว


"กลิ่นอายความผันผวนของมิติหายไปจากจุดนี้... แต่กลับไม่มีร่องรอยของสิ่งมีชีวิต" กู้ไห่พึมพำเสียงเรียบ มือขวาของเขากุมด้ามหอกอัสนีสวรรค์ไว้แน่น "กระจกส่องสวรรค์กาดำถูกทำลาย เพชฌฆาตไร้เงาก็ขาดการติดต่อ... มดปลวกที่ไร้นามพวกนั้น ไม่น่าจะมีพลังพอที่จะลบล้างร่องรอยได้หมดจดถึงเพียงนี้"


"ท่านแม่ทัพ! เบื้องหน้าห่างออกไปสามร้อยจั้ง พบร่องรอยของมวลธาตุที่ผิดปกติขอรับ!" ทหารสอดแนมนายหนึ่งที่ถือเข็มทิศดาราพุ่งเข้ามารายงาน พร้อมกับชี้ไปยังกลุ่มเศษซากศิลาที่ลอยเกาะกลุ่มกันอยู่อย่างหลวมๆ


กู้ไห่หรี่ตาลง เขาทะยานร่างนำกองทัพเข้าไปใกล้จุดที่ได้รับรายงานอย่างระมัดระวัง แม้จะเย่อหยิ่งในสายเลือดสวรรค์ ทว่าเขาไม่ใช่คนโง่เขลาที่ประมาทศัตรู ทันทีที่เข้าใกล้ระยะห้าสิบจั้ง ดวงตาสีทองของเขาก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยอย่างยิ่ง


ท่ามกลางเศษหินโสโครกเหล่านั้น มีเศษซากของ 'โซ่ตรวนสีทองคำ' ที่ขาดสะบั้นหลายสิบเส้นลอยปะปนอยู่ แม้มันจะแหลกสลายและสูญเสียพลังงานไปมาก ทว่าลวดลายอักขระสวรรค์บนผิวโลหะนั้น เป็นสิ่งที่ผู้รับใช้วิหารเทพอนันตกาลไม่มีวันจำผิด


"นั่นมัน... โซ่ตรวนสะกดสัจธรรม!" รองแม่ทัพที่ตามมาเบื้องหลังอุทานด้วยความตกตะลึง "โซ่ตรวนระดับนี้ถูกใช้เพื่อสะกดข่มความลับระดับสูงสุดของวิหารเทพเท่านั้น เหตุใดมันจึงมาขาดสะบั้นอยู่ที่นี่ได้? หรือว่า... มดปลวกพวกนั้นบังเอิญมาพบกับอสูรบรรพกาลที่ถูกผนึกไว้ แล้วเกิดการปะทะกันจนพินาศไปทั้งสองฝ่าย?"


กู้ไห่ยกมือขึ้นเป็นเชิงห้ามมิให้ผู้ใดผลีผลามเข้าไปใกล้ เขาสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง "ระวังตัวไว้ โซ่ตรวนเหล่านี้ขาดด้วยรอยตัดที่ประณีตเกินไป ไม่ใช่ร่องรอยของการฉีกกระชากด้วยกำลังของอสูร ทว่า... กลิ่นอายรอบๆ นี้กลับไม่มีคลื่นพลังปราณอื่นเจือปนเลยแม้แต่น้อย ไม่มีร่องรอยค่ายกล ไม่มีเจตจำนงของมนุษย์... มีเพียงกลิ่นอายของโซ่ตรวนสวรรค์เท่านั้น"


แม่ทัพสวรรค์ครุ่นคิดอย่างหนัก ตรรกะของสวรรค์สั่งสอนเขาว่า ไม่มีมนุษย์หรือผู้ฝึกตนคนใดสามารถลบล้างเจตจำนงของตนเองได้หมดจด หากมีการวางกับดัก ย่อมต้องมีกลิ่นอายของปราณฟ้าดินที่ผิดปกติหลงเหลืออยู่ ทว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้า คือความว่างเปล่าที่สมบูรณ์แบบ มีเพียงเศษซากของวิหารเทพเท่านั้น


นี่คือจุดบอดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสวรรค์! พวกเขาไม่รู้จัก 'วิถีแห่งสูญตา' ที่อาเจียใช้เป็นสื่อกลาง และยิ่งไม่เข้าใจกลวิธานของ 'มิติที่พับซ้อน' ซึ่งเก็บกักความร้อนทางกายภาพเอาไว้โดยปราศจากปราณธาตุไฟ


"ส่งหน่วยเก็บกู้เข้าไป" ในที่สุด กู้ไห่ก็ตัดสินใจออกคำสั่ง "โซ่ตรวนสะกดสัจธรรมคือสมบัติระดับสูงของวิหารเทพ แม้จะขาดสะบั้นก็ไม่อาจปล่อยทิ้งไว้ในดินแดนโสโครกนี้ได้ นำมันกลับมาตรวจสอบ เราอาจแกะรอยเจตจำนงที่หลงเหลือบนรอยตัดได้"


ทหารสวรรค์สิบนายในชุดเกราะเงินทะยานร่างออกไปเบื้องหน้า พวกเขาปราศจากความลังเล เพราะในสายตาของพวกเขา ไม่มีสถานที่ใดหรือสิ่งใดในสถานที่นี้ที่มีกลิ่นอายคุกคาม ทหารทั้งสิบเอื้อมมือออกไป คว้าจับเศษซากโซ่ตรวนสีทองคำที่ลอยเคว้งคว้างอยู่


ในเสี้ยววินาทีที่ถุงมือโลหะของทหารสวรรค์ ซึ่งอาบไล้ไปด้วย 'ปราณสวรรค์บริสุทธิ์' สัมผัสเข้ากับพื้นผิวของโซ่ตรวน...


เงื่อนไขทางตรรกะที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าโดยจอมเจ้าเล่ห์ผู้ถือพู่กัน ก็บรรจบกันอย่างสมบูรณ์แบบ!


*กริ๊ก...*


เสียงที่แผ่วเบาประดุจหยาดน้ำค้างกระทบผิวน้ำ ทว่ากลับดังกึกก้องเข้าไปในโสตประสาทของกู้ไห่ มิติที่ดูเหมือนจะว่างเปล่ารอบๆ เศษซากโซ่ตรวน พลันเกิดรอยยับย่นขึ้นมานับร้อยชั้น มันมิใช่ค่ายกลโจมตี ทว่ามันคือค่ายกลที่ 'คลายตัวออก' อย่างฉับพลัน!


รอยพับของมิติที่หลินชิงเสวี่ยถักทอไว้ คลายตัวออกประดุจสปริงที่ถูกกดทับมาอย่างยาวนาน และสิ่งที่ทะลักออกมาจากรอยพับเหล่านั้น... มิใช่ปราณทำลายล้าง มิใช่วิถีกระบี่ ทว่ามันคือ 'ความร้อนมหาศาล' ที่เป็นของเสียจากการบีบอัดมวลธาตุของเตาหลอมดาราบรรพกาล ซึ่งเฟิงอี้หรานได้อัดแน่นเอาไว้!


ความร้อนนี้มิได้มีคุณสมบัติของธาตุไฟ มันไร้สี ไร้รูปร่าง ทว่าอุณหภูมิของมันสูงเสียจนสามารถหลอมละลายมิติให้กลายเป็นของเหลวได้


"ถอยยยยย!" กู้ไห่ตวาดสุดเสียง ดวงตาสีทองเบิกกว้างด้วยความหวาดหวั่นที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต


ทว่าสายเกินไปเสียแล้ว... ความร้อนที่ถูกบีบอัดจนถึงขีดสุด เมื่อถูกปลดปล่อยออกสู่มิติที่เปิดกว้าง ย่อมเกิดการขยายตัวทางกายภาพอย่างบ้าคลั่ง!


*ตูมมมมมมมมมม!*


การระเบิดที่ปราศจากเสียงคำรามของสายฟ้า ปราศจากแสงสีชาดของอัคคี ทว่ามันคือแรงกระเพื่อมของอุณหภูมิที่ไร้รูป คลื่นความร้อนพุ่งกวาดกลืนทหารสวรรค์ทั้งสิบนายที่อยู่ใกล้ที่สุด ชุดเกราะสีเงินที่สลักอักขระป้องกันภัยระดับสูง ไม่แม้แต่จะส่งเสียงเตือน มันหลอมละลายกลายเป็นหยดโลหะเหลวในพริบตา พร้อมกับร่างกายและทารกวิญญาณของทหารสวรรค์ที่ระเหยกลายเป็นไอธาตุโดยไม่ทันได้ส่งเสียงกรีดร้อง!


คลื่นความร้อนยังคงขยายตัวออกไปอย่างเกรี้ยวกราด กวาดต้อนเข้าใส่กองทัพหลักที่อยู่ห่างออกไปห้าสิบจั้ง กู้ไห่กัดฟันกรอด รีบเค้นปราณสวรรค์บริสุทธิ์ทั้งหมดในร่าง สร้างเป็นโล่มิติเจ็ดชั้นซ้อนกันเบื้องหน้าตนเองและกองทัพ


*เพล้ง! เพล้ง! เพล้ง!*


โล่มิติของแม่ทัพสวรรค์ระดับเซียนมนุษย์ขั้นสูงสุด แตกสลายลงทีละชั้นๆ ประดุจกระจกบางๆ ที่ถูกค้อนเหล็กทุบตี กู้ไห่กระอักโลหิตสีทองคำออกมาคำใหญ่ ร่างกายของเขาถูกแรงกระแทกจากคลื่นความร้อนซัดจนปลิวถอยหลังไปไกลนับร้อยจั้ง ทหารสวรรค์กว่าครึ่งกองทัพที่อยู่ด้านหน้าถูกแรงระเบิดฉีกร่างจนแหลกเหลว เศษเนื้อและชุดเกราะปลิวว่อนไปในอากาศธาตุ


เมื่อแรงระเบิดทางกายภาพสงบลง กู้ไห่ยันกายลุกขึ้นด้วยสภาพสะบักสะบอม ชุดเกราะสีทองคำอันภาคภูมิใจของเขาบิดเบี้ยวและมีรอยไหม้เกรียม ดวงตาสีทองที่เคยเย่อหยิ่งบัดนี้เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและความตื่นตระหนกที่ไม่อาจปกปิด


เขาเพิ่งจะสูญเสียกองทหารหัวกะทิไปกว่าครึ่ง โดยที่ยังไม่ได้เห็นแม้แต่เงาของศัตรู! และสิ่งที่น่าหวาดกลัวที่สุด คือศัตรูมิได้ใช้พลังปราณหรือค่ายกลโจมตีใดๆ เลย พวกมันเพียงแค่ใช้ 'ของเสีย' จากบางสิ่งบางอย่าง มาบรรจุไว้ในมิติที่พับซ้อน และหลอกล่อให้พวกเขาเดินมาสะกิดมันด้วยกฎเกณฑ์ของสวรรค์เอง


"ความเจ้าเล่ห์ที่ไร้ขอบเขต... ตรรกะการฆ่าฟันที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของสวรรค์..." กู้ไห่กัดฟันแน่น กำด้ามหอกอัสนีจนกระดูกลั่น "พวกมันไม่ได้หลบหนีไปเฉยๆ... แต่พวกมันกำลังท้าทายกฎเกณฑ์ของวิหารเทพอนันตกาลอย่างโจ่งแจ้ง!"


แม่ทัพสวรรค์เงยหน้าขึ้นมองความมืดมิดที่ทอดยาวไปเบื้องหน้า สุสานเผ่าเซียนโบราณแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาลนัก ทว่าเขารู้ดีว่า หากนำกองทัพที่เหลือเพียงหยิบมือนี้ตามเข้าไป ย่อมไม่ต่างจากการเดินเข้าสู่เตาหลอมมรณะ


"ถอยทัพ..." กู้ไห่สั่งการด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความขมขื่น "เรื่องนี้เกินกว่าที่กองทัพสอดแนมจะรับมือได้ พวกมันครอบครองสติปัญญาและกลวิธานที่อันตรายเกินไป... เราต้องกลับไปรายงานองค์มหาราชันย์เซียน ให้ส่ง 'ผู้ไต่สวนสัจธรรม' ลงมาชำระล้างมิติแห่งนี้ด้วยตนเอง!"


กองทัพสวรรค์ที่เหลือรอดเพียงน้อยนิด รีบถอยร่นกลับเข้าสู่ประตูมิติด้วยความหวาดผวา ทิ้งไว้เพียงเศษซากความพินาศที่เกิดจากความหยิ่งยโสของตนเอง นี่คือคำทักทายแรกจากมนุษย์ผู้ถูกลบนาม... คำทักทายที่เขียนด้วยเลือดของสวรรค์!


---


ในขณะเดียวกัน ณ ส่วนลึกของสุสานเผ่าเซียนโบราณ ห่างไกลจากจุดระเบิดนับหมื่นลี้...


ป้อมปราการหมื่นอักขระขนาดยักษ์กำลังแหวกมิติไปข้างหน้าอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว รากไม้ศิลาที่ถักทอเชื่อมต่อกับเกาะลอยฟ้าและเตาหลอมดาราบรรพกาล ทำหน้าที่ถ่ายเทแรงบีบอัดมิติให้กลายเป็นพลังงานขับเคลื่อนได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งการกระเพื่อมของปราณฟ้าดิน ทำให้เกาะลอยฟ้าแห่งนี้กลายเป็นผีร้ายที่เร้นกายอยู่ในความมืด สวรรค์ไม่อาจแกะรอยได้อีกต่อไป


บนลานกว้างหน้าตำหนักประธาน สหายทั้งสี่ต่างสัมผัสได้ถึงคลื่นกระแทกที่แผ่วเบามาจากเบื้องหลังอันไกลโพ้น รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฉินมู่หลางและเฟิงอี้หราน


"ดูเหมือนว่าของขวัญต้อนรับของอาเจีย จะส่งถึงมือผู้รับอย่างงดงามแล้ว" ดาวนำโชคแห่งตระกูลเฟิงหัวเราะเบาๆ พลางลูบกำไลอัคคีบรรพกาลที่ข้อมือ "สวรรค์คงได้รู้เสียที ว่าการประมาทผู้ไร้นามนั้นมีราคาที่ต้องจ่ายแพงเพียงใด"


ทว่า ท่ามกลางความยินดีของสหาย บรรยากาศภายในห้องศิลาเร้นเงาที่อยู่ลึกลงไปใต้รากฐานของตำหนัก กลับอัดแน่นไปด้วยความตึงเครียดและกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง


อาเจียนั่งขัดสมาธิอยู่ใจกลางค่ายกล อาภรณ์สีครามท่อนบนถูกปลดออก เผยให้เห็นเรือนร่างที่เต็มไปด้วยรอยแตกร้าวและเส้นเลือดที่ปูดโปนเป็นสีดำคล้ำ แขนขวาของชายหนุ่มมีสภาพน่าเวทนาที่สุด ผิวหนังฉีกขาดเป็นแนวยาว เผยให้เห็นกระดูกและเส้นชีพจรที่บิดเบี้ยวแหลกเหลวจากการรับปฏิกิริยาสะท้อนกลับของการวาดอักขระเชื่อมมิติ


การหลอมรวม 'หมึกปฐมกาล' เข้าเป็นรากฐานใหม่แทนสมอแห่งเต๋านั้น มอบสัจธรรมแห่งการบัญญัติกฎเกณฑ์ให้แก่เขา ทว่ามวลธาตุของอักขระปฐมกาลนั้นหนักอึ้งเกินกว่าที่เส้นชีพจรของมนุษย์ขอบเขตวิญญาณแรกเริ่มจะรองรับได้ มันไหลเวียนประดุจตะกั่วเหลวที่แผดเผาและบดขยี้ทางเดินพลังในทุกเสี้ยวลมหายใจ


มู่เฉินยืนอยู่เบื้องหน้าศิษย์รัก ปรมาจารย์เฒ่ามีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างที่สุด สองมือของท่านแผ่ปราณเซียนแท้ดั้งเดิมออกไปโอบอุ้มร่างของอาเจียไว้เพื่อไม่ให้ร่างกายเนื้อแตกสลายไปเสียก่อน


"อาเจีย... เส้นชีพจรลมปราณที่แขนขวาของเจ้า แหลกสลายไปจนไม่อาจฟื้นฟูด้วยโอสถใดๆ ในโลกเซียนได้แล้ว" มู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ความหนักอึ้งของรากฐานใหม่นี้ มันปฏิเสธเส้นทางเดิมของเจ้าโดยสิ้นเชิง หากเจ้าฝืนโคจรพลังอีกเพียงครั้งเดียว แขนข้างนี้ของเจ้าจะระเบิดเป็นจุณ"


อาเจียค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาอันลึกล้ำของเขาเต็มไปด้วยหยาดเลือด ทว่าความเจ็บปวดแสนสาหัสกลับไม่อาจบดบังความสงบนิ่งและปัญญาที่ฉายชัดอยู่ภายใน ชายหนุ่มมิได้มีท่าทีหวาดหวั่นต่อความพิการ ทว่าเขากลับเผยรอยยิ้มเย็นชาที่แฝงความเด็ดขาดออกมา


"เส้นชีพจรเดิม... เป็นเพียงภาชนะที่สวรรค์ออกแบบมาเพื่อให้มนุษย์รองรับปราณฟ้าดินเท่านั้นขอรับ ท่านอาจารย์" อาเจียตอบกลับเสียงแหบพร่า ทว่ากังวานลึกซึ้ง "ในเมื่อรากฐานของข้าในบัดนี้ ไม่ใช่ปราณฟ้าดิน ทว่าคือ 'หมึกปฐมกาล' ที่มาก่อนสวรรค์... เช่นนั้น ภาชนะเดิมที่คับแคบ ย่อมต้องถูกทิ้งไป ข้าไม่ต้องการฟื้นฟูมัน แต่ข้าจะ 'บัญญัติ' มันขึ้นมาใหม่"


ชายหนุ่มยกมือซ้ายที่ยังใช้งานได้ขึ้นมา พู่กันนิรันดร์ปรากฏขึ้นในกำมือ องค์หญิงน้อยลอยออกมาจากด้ามพู่กัน ใบหน้าเล็กๆ ของนางเต็มไปด้วยความตระหนกและหวาดกลัว


"เจ้านาย! เจ้าคิดจะทำอะไร! อย่าบอกนะว่าเจ้าจะใช้วิถีอักขระผ่าตัดตัวเอง! การวาดอักขระลงบนสสารภายนอกยังเกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับรุนแรงขนาดนั้น หากเจ้าวาดมันลงในร่างกายตนเอง ความผิดพลาดเพียงเสี้ยวมิลลิเมตร จะทำให้วิญญาณเจ้าแหลกละเอียดนะ!"


"การแสวงหาความจริง ย่อมต้องกล้าที่จะชำแหละความลวงตา... แม้ว่าความลวงตานั้น จะเป็นร่างกายของตนเองก็ตาม" อาเจียเอ่ยตอบอย่างไม่แยแสต่อคำเตือน


ชายหนุ่มหลับตาลง ดำดิ่งสติสัมปชัญญะเข้าสู่ห้วงวิญญาณของตนเอง ณ ใจกลางความมืดมิดนั้น รอยขีดเขียนปฐมกาลหนึ่งเส้นลอยตระหง่านอยู่เหนือทารกวิญญาณ มันแผ่กลิ่นอายแห่งความว่างเปล่าและความหนักอึ้งออกมาอย่างต่อเนื่อง


อาเจียไม่ได้พยายามโคจรพลังปราณเพื่อรักษาแผล ทว่าเขาใช้เจตจำนง บังคับให้ 'หมึกปฐมกาล' หยดหนึ่ง ไหลซึมออกจากรอยขีดเขียนนั้น มาเคลือบอยู่ที่ปลายพู่กันนิรันดร์ในมือซ้าย


ความเจ็บปวดที่เหนือล้ำกว่าการถูกมีดนับพันเล่มกรีดแทง บังเกิดขึ้นในวินาทีที่ปลายพู่กันจรดลงบนท่อนแขนขวาที่แหลกเหลวของตนเอง!


*สวบ... กรอดดดด!*


อาเจียกัดฟันแน่นจนเลือดไหลซึมจากริมฝีปาก เขาไม่ได้วาดอักขระรักษาแผล ทว่าเขากำลังใช้ปลายพู่กันและหมึกปฐมกาล 'กรีด' ลึกลงไปในชั้นกล้ามเนื้อและกระดูก เพื่อขุด 'ร่อง' สำหรับใช้เป็นเส้นชีพจรสายใหม่!


ทุกการตวัดพู่กัน คือการชำแหละเนื้อเยื่อของตนเอง ทว่าในขณะเดียวกัน หมึกปฐมกาลสีทองคล้ำที่ไหลรินลงไปในร่องแผลนั้น ก็ทำหน้าที่เป็นกาวผสานและสร้างความเสถียร มันไม่ได้ซ่อมแซมเส้นเลือดเดิม แต่มันกำลังแปรสภาพกล้ามเนื้อและกระดูกให้กลายเป็น 'เส้นทางเดินอักขระ' ที่แข็งแกร่งประดุจศิลาบรรพกาล!


"อักขระหลิง (零) คือความว่างเปล่า... รอยขีดเขียนแรก (一) คือการบัญญัติมวลธาตุ..." อาเจียพึมพำบทสวดแห่งวิถีเต๋าในใจ ใช้ปัญญาและความมุ่งมั่นข่มความเจ็บปวด "ข้าจะลบทิ้งเส้นทางที่สวรรค์ขีดไว้... และให้ร่างกายนี้ เป็นผืนกระดาษที่รองรับบัญญัติของข้าแต่เพียงผู้เดียว!"


มู่เฉินยืนมองศิษย์รักกระทำการอันโหดร้ายต่อตนเองด้วยความตื่นตะลึงและเลื่อมใส ปรมาจารย์เฒ่าไม่ได้เข้าไปก้าวก่าย ท่านเพียงแต่แผ่ปราณเซียนคอยคุ้มครองทารกวิญญาณของอาเจียมิให้ดับสูญไปเพราะความเจ็บปวด ท่านรู้ดีว่า นี่คือกระบวนการลอกคราบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด การละทิ้งข้อจำกัดของมนุษย์ เพื่อก้าวไปสู่การเป็น 'ร่างวิถีปฐมกาล' อย่างแท้จริง


เวลาผ่านไปเนิ่นนานประดุจกัปป์กัลป์ ภายในห้องศิลาเร้นเงาเต็มไปด้วยเสียงหอบหายใจและเสียงพู่กันกรีดผ่านเนื้อหนัง


ในที่สุด... อาเจียก็ตวัดพู่กันลากเส้นสายสุดท้ายลงบนปลายนิ้วชี้ของมือขวา!


*วูบบบบบ!*


แสงสว่างสีทองคล้ำวาบขึ้นจากร่องแผลทั่วทั้งท่อนแขนขวา เลือดที่เคยไหลซึมหยุดชะงัก รอยแผลที่เปิดกว้างประสานตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็ว ทว่ามันไม่ได้กลับไปมีผิวพรรณเรียบเนียนดุจมนุษย์ปกติ ผิวหนังบริเวณแขนขวาของชายหนุ่มบัดนี้ปรากฏลวดลายเส้นสายอักขระสีเทาเงินยวงที่สลักฝังลึกอยู่ภายใน เส้นสายเหล่านั้นเต้นตุบๆ สอดคล้องกับจังหวะของรอยขีดเขียนปฐมกาลในห้วงวิญญาณ!


อาเจียค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาปราศจากความเหนื่อยล้า มีเพียงความสงบนิ่งอันเยียบเย็นประดุจห้วงน้ำลึกที่ก้นบึ้งของมหาสมุทร ชายหนุ่มขยับนิ้วมือขวาทั้งห้าเข้าหากันช้าๆ


*แกรก... กึก...*


ไม่มีเสียงกระดูกลั่น ทว่ามีเสียงคล้ายกลวิธานศิลาขบประสานกันดังก้องออกมาจากภายในแขนข้างนั้น อาเจียสัมผัสได้ถึงพลังงานมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่อย่างราบรื่น มันไม่มีแรงเสียดทานอีกต่อไป เพราะเส้นชีพจรใหม่นี้ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับหมึกปฐมกาลโดยเฉพาะ!


"สำเร็จแล้ว..." มู่เฉินถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก รอยยิ้มภาคภูมิใจปรากฏบนใบหน้าชรา "ร่างกายของเจ้า... ก้าวข้ามขอบเขตของปราณสวรรค์ไปแล้ว อาเจีย บัดนี้ แขนข้างนั้นของเจ้า คืออาวุธที่สามารถบดขยี้มิติ และพู่กันที่สามารถเขียนความจริงได้อย่างแท้จริง"


อาเจียยันกายลุกขึ้นยืน ชายหนุ่มสวมเสื้อคลุมสีครามกลับเข้าที่ แอบซ่อนแขนขวาที่มีลวดลายอักขระเร้นลับเอาไว้ใต้แขนเสื้อ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์และเด็ดขาดกลับมาปรากฏบนใบหน้าของบุรุษผู้กล้าท้าทายสวรรค์อีกครั้ง


"วิหารเทพอนันตกาลคงกำลังโกรธเกรี้ยวที่สูญเสียกองทัพสอดแนม... และพวกมันกำลังจะส่งสุนัขรับใช้ที่ตัวใหญ่กว่าลงมา" อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าเจตจำนงแห่งการต่อต้านแผ่ซ่านไปทั่วห้อง "แต่พวกมันจะไม่มีวันตามหาเราพบในระยะเวลาอันสั้น... สุสานแห่งเผ่าเซียนโบราณแห่งนี้ ยังมีความลับและทรัพยากรอีกมากมายที่รอให้พวกเราไปขุดค้น... ท่านอาจารย์ พวกเราจะใช้เวลาที่ยืมมานี้ สร้างกองทัพหุ่นกลศิลาที่แข็งแกร่งที่สุด และเตรียมพร้อมสำหรับการพลิกกระดานฟ้าดิน!"


ป้อมปราการหมื่นอักขระเคลื่อนที่ลึกลงไปในความมืดมิดอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งให้วิหารเทพอนันตกาลต้องเผชิญกับความสับสนและหวาดระแวง มหากาพย์แห่งการเตรียมความพร้อมเพื่อการชำระแค้น ได้เข้าสู่ขั้นตอนของการวิวัฒนาการอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งรากฐานของสำนัก และรากฐานของจอมราชันย์!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน