ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 367 : สลายพันธนาการแผ่นดินร้าง

จารึกที่ 367 : สลายพันธนาการแผ่นดินร้าง : นาวาทะลวงมุ่งสู่ทะเลน้ำหมึก


แสงสีเทาเงินยวงที่สาดส่องออกมาจากศิลาจารึกสีดำทมิฬ ค่อยๆ ซึมซาบเข้าสู่ฝ่ามือซ้ายของอาเจียจนหมดสิ้น ภาพจำลองของสมรภูมิในยุคอดีตกาลอันไกลโพ้นและกุญแจเส้นทางสู่ทะเลน้ำหมึกไร้ก้นบึ้ง ถูกสลักลึกลงไปในห้วงวิญญาณของชายหนุ่มประดุจการสลักลวดลายลงบนผืนศิลา


อาเจียหอบหายใจหนักหน่วง ร่างกายของเขาสั่นสะท้านแผ่วเบา หยาดเหงื่อเย็นเยียบผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้าที่ซีดเซียว มวลความรู้ที่มาก่อนการถือกำเนิดของวิหารเทพอนันตกาลนั้นหนักอึ้งเกินกว่าที่ทารกวิญญาณของมนุษย์จะรองรับได้ในคราวเดียว เส้นชีพจรที่แขนขวาซึ่งถูกเย็บผสานด้วยอักขระ เต้นตุบๆ อย่างรุนแรงจนผิวหนังปริร้าว โลหิตสีแดงคล้ำไหลซึมออกมาตามรอยต่อของเส้นสายอักขระ ทว่าดวงตาอันลึกล้ำของเขากลับทอประกายแห่งความตระหนักรู้ที่สว่างไสวที่สุด


"อาเจีย! อาการของเจ้าไม่สู้ดีนัก พลังชีวิตของเจ้ากำลังผันผวนอย่างรุนแรง!" ฉินมู่หลางที่ยืนคุ้มกันอยู่เบื้องหลังเอ่ยเตือนด้วยความร้อนใจ ยอดกระบี่หนุ่มสัมผัสได้ถึงแรงกระเพื่อมของมวลธาตุที่ปั่นป่วนอยู่ภายในร่างของสหาย


"ข้าเพียงแค่... ต้องใช้เวลาจัดระเบียบโครงสร้างความรู้เหล่านี้" อาเจียเค้นเสียงตอบ มือซ้ายยันแท่นบูชาหยกเพื่อพยุงกายมิให้ล้มลง "ความจริงที่ถูกซุกซ่อนไว้ มันกว้างใหญ่และบ้าคลั่งยิ่งกว่าที่เราจินตนาการนัก... ทะเลน้ำหมึกไร้ก้นบึ้ง มิใช่เพียงสถานที่ ทว่ามันคือ 'แหล่งกำเนิด' ของเส้นสายทุกเส้นที่ประกอบขึ้นเป็นสามภพ"


เฟิงอี้หรานก้าวเข้ามาประคองแขนซ้ายของอาเจีย เปลวเพลิงสีแดงอมทองที่ปลายนิ้วของเขาถูกเก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิดเพื่อไม่ให้รบกวนสมาธิของสหาย "ได้ความรู้มาแล้วก็ถือว่าบรรลุเป้าหมาย พวกเรารีบถอนตัวกันเถิด ข้าสังหรณ์ใจว่าความเงียบของสถานที่นี้ มันผิดปกติเกินไป"


ลางสังหรณ์ของดาวนำโชคแห่งตระกูลเฟิงแม่นยำเสมอ ทันทีที่ศิลาจารึกสีดำทมิฬสูญเสียพลังงานและแหลกสลายกลายเป็นผุยผง เศษซากของโซ่ตรวนสีทองคำที่ถูกอาเจียบดขยี้ไปก่อนหน้านี้ ก็เริ่มเกิดปฏิกิริยาตอบสนอง ผงทองคำที่ร่วงหล่นอยู่บนแท่นบูชา พลันส่องแสงสว่างวาบและลอยตัวขึ้นกลางอากาศธาตุ พวกมันไม่ได้รวมตัวกันเพื่อโจมตี ทว่าพวกมันพุ่งกระจายออกไปฝังตัวลงในผืนดินที่แห้งแตกระแหงของแผ่นดินร้างแห่งนี้


*ครืนนนน... เปรี๊ยะ!*


เสียงสั่นสะเทือนที่ดังก้องมาจากก้นบึ้งของแผ่นดิน ทำให้อากาศธาตุรอบด้านหนักอึ้งขึ้นในพริบตา รอยแยกขนาดมหึมาปริแตกออกเป็นทางยาวนับร้อยจั้ง กลิ่นอายแห่งการทำลายล้างที่ไร้ความปรานีปะทุขึ้นจากใต้ผืนดิน


"ตรรกะของสวรรค์ช่างคับแคบและอำมหิตเสมอ" อาเจียหยัดกายยืนตรง สลัดความอ่อนล้าทิ้งไปและแทนที่ด้วยความเยือกเย็น ชายหนุ่มตีหน้าเศร้าเล่าความชอบธรรมอีกครา ทว่าคราวนี้เพื่อตอกย้ำให้สหายเห็นถึงความโหดร้ายของศัตรู "วิหารเทพอนันตกาลไม่ได้เพียงแค่ส่งผู้พิทักษ์มาเฝ้าศิลา ทว่าพวกเขาสลัก 'วัฏจักรแห่งการดับสูญ' ไว้ในแก่นของแผ่นดินนี้ หากศิลาจารึกถูกสัมผัส แผ่นดินนี้จะพังทลายลงมาบดขยี้ผู้รุกล้ำและฝังกลบความลับไปพร้อมกันตลอดกาล... พวกเขาเห็นสรรพชีวิตเป็นเพียงฝุ่นผงที่ไร้ค่า"


"มารดามันเถอะ! คิดจะฝังพวกเราทั้งเป็นงั้นหรือ ย่อมไม่มีทาง!" เฟิงอี้หรานคำรามก้อง สะบัดมือเรียกแส้เพลิงบรรพกาลออกมา "พี่มู่หลาง พวกเราทะลวงเปิดทาง อาเจีย เจ้าคอยรักษาเสถียรภาพวิญญาณของเจ้าเอาไว้!"


"ช้าก่อน อี้หราน พี่มู่หลาง" อาเจียยกมือห้าม รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปากแม้ใบหน้าจะซีดเซียว "การพุ่งชนกำแพงหินที่กำลังถล่มลงมา ย่อมเปลืองแรงโดยใช่เหตุ ในเมื่อสวรรค์มอบ 'แรงระเบิด' ของแผ่นดินนี้ให้แก่เรา เหตุใดเราจึงไม่ยืมแรงของมัน เพื่อดีดตัวพวกเราออกไปเล่า?"


ชายหนุ่มหลับตาลง สัมผัสความสั่นสะเทือนของผืนดินใต้ฝ่าเท้า เขาไม่ได้ใช้ปราณฟ้าดิน ทว่าใช้ความหนักอึ้งของมวลธาตุในแขนขวา ประเมินทิศทางและจุดรวมศูนย์ของการแตกร้าว "การพังทลายนี้มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่แท่นบูชา แรงอัดทั้งหมดกำลังจะระเบิดขึ้นจากใต้ฝ่าเท้าของเรา... อี้หราน! ข้าต้องการให้เจ้าใช้เพลิงบรรพกาล เจาะทะลวงลงไปใต้แท่นบูชานี้ให้ลึกที่สุด! พี่มู่หลาง เมื่ออี้หรานเจาะช่องว่างสำเร็จ ท่านจงใช้กระบี่หิมะสังหาร บีบอัดรังสีอำมหิตปิดกั้นปากหลุมไว้ชั่วพริบตา!"


ทั้งสองคนไม่ตั้งคำถามให้มากความ ความเชื่อใจที่หล่อหลอมผ่านความเป็นความตายทำให้พวกเขาตอบสนองในทันที


เฟิงอี้หรานทะยานตัวขึ้นเหนือแท่นบูชาหยก เปลวเพลิงสีแดงอมทองที่ผสานกับอักขระความมืดหมุนวนเป็นเกลียวสว่านขนาดยักษ์ "วัฏจักรหลอมละลาย: ทะลวงบาดาล!" เขากระแทกเกลียวเพลิงลงสู่ใจกลางแท่นบูชา ความร้อนที่ผิดธรรมชาติแผดเผาและละลายชั้นหินศิลาที่แข็งแกร่งให้กลายเป็นหลุมลึกลงไปหลายสิบจั้ง เผยให้เห็นแสงสีทองของค่ายกลระเบิดที่กำลังเดือดพล่านอยู่เบื้องล่าง


"ถึงตาข้า!" ฉินมู่หลางทิ้งตัวลงมา รังสีอำมหิตสีขาวโพลนถูกปลดปล่อยออกจากกระบี่หยกเย็น เขามิได้ฟันทำลาย ทว่าเขากวาดกระบี่เป็นวงกลม สร้างเป็นแผ่นน้ำแข็งและรังสีดาบที่หนาแน่น ปิดกั้นปากหลุมที่อี้หรานเพิ่งเจาะไว้อย่างมิดชิด!


มวลพลังงานการระเบิดที่ถูกกระตุ้นขึ้นจากใต้ดิน เมื่อพบช่องทางระบายความดันที่ถูกสร้างขึ้น มันย่อมพุ่งทะยานมาตามหลุมนั้น ทว่าเมื่อปะทะกับแผ่นกระบี่ของมู่หลางที่ปิดกั้นปากหลุมไว้ แรงดันมหาศาลจึงถูกบีบอัดจนถึงขีดสุด!


"ทุกคน เข้ามารวมกันที่เหนือแผ่นกระบี่!" อาเจียตะโกนสั่ง


ทั้งสามคนพุ่งมารวมตัวกันเหนือแผ่นรังสีอำมหิตที่กำลังสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่ง อาเจียยกแขนขวาขึ้นตวัดพู่กันนิรันดร์ด้วยมือซ้าย วาดอักขระ 'เกราะหุ้มสูญตา' ครอบคลุมร่างของพวกเขาทั้งสามคนไว้


"พี่มู่หลาง ปลดปล่อยรังสีดาบเดี๋ยวนี้!"


ฉินมู่หลางตวัดข้อมือ ดึงเจตจำนงกระบี่กลับคืน แผ่นน้ำแข็งและรังสีอำมหิตที่ปิดกั้นปากหลุมพลันสลายตัว!


*ตูมมมมมม!*


พลังงานการพังทลายของแผ่นดินที่ถูกบีบอัดไว้ ระเบิดพุ่งขึ้นมาจากหลุมประดุจเสาน้ำพุขนาดยักษ์! แรงอัดอากาศอันมหาศาลกระแทกเข้ากับม่านอักขระของอาเจีย ส่งร่างของพวกเขาทั้งสามทะยานพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความเร็วที่เหนือล้ำกว่าการใช้วิชาเหาะเหินใดๆ พวกเขาพุ่งทะลวงผ่านวงแหวนหินอุกกาบาตที่ล้อมรอบแผ่นดินนั้นออกมาได้อย่างง่ายดาย โดยอาศัยแรงดีดตัวจากการทำลายล้างของวิหารเทพเอง!


เบื้องล่างของพวกเขา แผ่นดินที่เคยซุกซ่อนความลับแห่งยุคอดีตกาล แตกสลายและยุบตัวลงกลายเป็นเพียงเศษซากฝุ่นผงที่ล่องลอยไปในทะเลดาวสิ้นสูญ


"ฮ่าๆๆ! ยืมพลังสวรรค์มาเตะก้นสวรรค์เอง ช่างสาแก่ใจนัก!" เฟิงอี้หรานหัวเราะร่าขณะที่ร่างพุ่งทะยานผ่านความมืดมิด


เมื่อพ้นจากรัศมีของวงแหวนปิดผนึก เย่ปิงอวิ๋นและหลินชิงเสวี่ยที่รอคอยอยู่อย่างกระวนกระวายใจ ก็รีบประสานงานกันทันที หลินชิงเสวี่ยใช้เข็มทิศมิติสร้างอุโมงค์รองรับการตกของพวกเขา ในขณะที่เย่ปิงอวิ๋นส่งเถาวัลย์ศิลาออกมารัดพันร่างของทั้งสามคน ดึงตัวกลับเข้าสู่ลานหน้าตำหนักประธานของป้อมปราการหมื่นอักขระอย่างนุ่มนวล


"พวกเจ้ากลับมาได้อย่างปลอดภัย!" เฟิงหลิงเอ๋อร์วิ่งลงมาจากหอคัมภีร์ด้วยความโล่งอก ทว่าเมื่อเห็นสภาพแขนขวาที่ชุ่มไปด้วยโลหิตของอาเจีย รอยยิ้มของนางก็เจื่อนลง "อาเจีย... แขนของเจ้า..."


"บาดแผลทางกายภาพเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย หลิงเอ๋อร์" อาเจียส่ายศีรษะเบาๆ เขาคลายม่านอักขระออก ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งพักบนเบาะศิลา "สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ บัดนี้เราได้แผนผังเส้นทางที่สมบูรณ์แล้ว"


อาเจียไม่รอช้า ชายหนุ่มหลับตาลง รีดเค้นเจตจำนงดึงเอาภาพความทรงจำที่สลักอยู่ในห้วงวิญญาณ ถ่ายทอดออกมากระทบกับอากาศธาตุเบื้องหน้า ภาพของเศษซากทวีป ขุนเขาศิลา และพิกัดดวงดาวที่แตกสลาย ปรากฏขึ้นเป็นภาพสามมิติสีเทาเงินยวงกลางโถงตำหนัก และที่ใจกลางของภาพฉายนั้น คือจุดที่ส่องสว่างที่สุดซึ่งระบุตำแหน่งของ 'ทะเลน้ำหมึกไร้ก้นบึ้ง'


"นี่คือโครงสร้างของสมรภูมิที่เราต้องก้าวเดินต่อไป" อาเจียชี้ไปยังเส้นทางที่คดเคี้ยวและเต็มไปด้วยรอยแยกมิติ "ทะเลดาวสิ้นสูญที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้ เป็นเพียงปราการธรรมชาติชั้นนอกเท่านั้น เพื่อจะไปให้ถึงทะเลน้ำหมึก เราต้องนำเกาะลอยฟ้าตัดผ่าน 'ช่องแคบอนธการ' ซึ่งเป็นเขตที่มีความหนาแน่นของมวลธาตุสูงที่สุด"


ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบตากับสหายทั้งห้า ดวงตาของเขาฉายแววความเชื่อมั่นที่ลึกซึ้ง "ข้าไม่อาจแบกรับน้ำหนักของเกาะและวาดอักขระนำทางไปพร้อมกันได้ในสภาพที่แขนขวาเป็นเช่นนี้ ดังนั้น การควบคุมทิศทางและการฝ่าฟันอุปสรรคทางกายภาพ ข้าขอฝากไว้ในมือของพวกเจ้าทุกคน"


คำกล่าวของอาเจียไม่ใช่การร้องขอความช่วยเหลือด้วยความอ่อนแอ ทว่ามันคือการประกาศเกียรติและมอบความไว้วางใจอย่างสูงสุด การที่ราชาแห่งหมื่นอักขระยอมถอยมาเป็นเพียงผู้ชี้ทาง และปล่อยให้สหายเป็นผู้กุมหางเสือและเขี้ยวเล็บ คือบทพิสูจน์ว่าพวกเขาได้ก้าวข้ามสถานะของผู้ติดตาม กลายเป็นเสาหลักที่เท่าเทียมกันอย่างแท้จริง


"เจ้าจงวางใจเถิด อาเจีย" ฉินมู่หลางก้าวออกมายืนเบื้องหน้าภาพฉายมิติ น้ำเสียงของยอดกระบี่หนักแน่นดุจขุนเขา "พวกเรามีอักขระพิทักษ์ที่เจ้ามอบให้ และมีวิถีเต๋าที่ขัดเกลามาด้วยความตายของพวกเราเอง ป้อมปราการแห่งนี้คือบ้านของพวกเราทุกคน ใครที่กล้ามาขวางทาง ข้าจะฟันมันให้ขาดเป็นสองท่อน"


"ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น พวกเจ้าควบคุมการทรงตัวของเกาะ หลิงเอ๋อร์เป็นดวงตาให้พวกเรา ส่วนข้ากับพี่มู่หลางจะประจำที่หัวเรือ คอยกวาดล้างทุกความวิปริตที่ขวางหน้า!" เฟิงอี้หรานรับหน้าที่จัดกระบวนทัพอย่างกระตือรือร้น


สหายทั้งห้าพยักหน้าให้กันและกัน ความผูกพันที่หล่อหลอมด้วยเจตจำนงร่วมกันทำให้บรรยากาศบนเกาะลอยฟ้าเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต พวกเขาแยกย้ายกันไปประจำตำแหน่งรอบทิศทางของเกาะ ทิ้งให้อาเจียนั่งทำสมาธิอยู่ใจกลางตำหนัก เพื่อฟื้นฟูเส้นชีพจรและทำหน้าที่บัญญัติทิศทางจากความทรงจำโบราณ


"เริ่มการจัดสรรโครงข่าย!"


เสียงของเฟิงหลิงเอ๋อร์กังวานขึ้นจากยอดหอคัมภีร์ เนตรดาราของนางสาดแสงสว่างวาบ สแกนเส้นทางที่สอดคล้องกับพิกัดในภาพฉาย "เบนทิศทางไปทางบูรพาเฉียงใต้ ห่างออกไปร้อยจั้งมีกระแสลมมิติที่เอื้อต่อการลื่นไหล!"


หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นรับคำสั่งทันที ม่านมิติและเถาวัลย์ศิลาทำงานประสานกันอย่างงดงาม บังคับให้ป้อมปราการหมื่นอักขระขยับตัวล่องลอยไปตามกระแสลมนั้นอย่างนุ่มนวลประดุจปลาที่แหวกว่ายในสายน้ำ


หุ่นกลศิลาทั้งร้อยตัวที่ประจำการอยู่รอบเกาะ แผ่กระจายคลื่นความหนาแน่นจำลองออกไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกาะลอยฟ้าทั้งเกาะกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมอันวุ่นวายของทะเลดาวสิ้นสูญ พวกเขาเดินทางผ่านความมืดมิด ลัดเลาะหลบหลีกวังวนมิติและพายุอุกกาบาตลูกแล้วลูกเล่า


หลายคราที่เศษอุกกาบาตขนาดยักษ์หลุดรอดจากวิถีพายุ พุ่งเข้าหาป้อมปราการด้วยความเร็วสูง ฉินมู่หลางและเฟิงอี้หรานที่ยืนตระหง่านอยู่หัวเกาะ ก็จะประสานรังสีอำมหิตและเพลิงอัคคีบรรพกาล ตัดและหลอมละลายพวกมันทิ้งอย่างหมดจด โดยไม่ต้องรบกวนสมาธิของอาเจียแม้แต่น้อย


เวลาล่วงเลยผ่านไปท่ามกลางความมืดมิดที่ทอดตัวยาวนาน ป้อมปราการหมื่นอักขระได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พวกเขามิใช่นาวาที่เปราะบางอีกต่อไป ทว่าคือป้อมค่ายที่แข็งแกร่งที่สุดซึ่งขับเคลื่อนด้วยความเชื่อใจและความสามารถที่แท้จริง


ในที่สุด ภายใต้การนำทางอันแม่นยำของเนตรดาราและการประคับประคองของสหายทุกคน อาเจียที่นั่งหลับตาอยู่กลางตำหนักก็ลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาฉายแววแห่งความสำเร็จ


"พวกเรามาถึงแล้ว..." อาเจียลุกขึ้นยืน ก้าวเดินออกมาริมระเบียงตำหนัก


ภาพเบื้องหน้าของพวกเขา มิใช่ความมืดมิดที่ว่างเปล่าอีกต่อไป ทว่ามันคือห้วงพื้นที่ที่แผ่กลิ่นอายความเก่าแก่และหนักอึ้งที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยสัมผัสมา ช่องว่างระหว่างมิตินับพันเส้นบรรจบกัน ณ ที่แห่งนี้ เผยให้เห็น 'มหาสมุทร' ที่กว้างใหญ่ไพศาล ไร้ซึ่งขอบเขตและก้นบึ้ง ทว่าของเหลวที่เติมเต็มมหาสมุทรนั้น มิใช่วารี ทว่ามันคือมวลธาตุสีดำสนิทที่แฝงไปด้วยเส้นสายอักขระนับอสงไขยที่ไหลเวียนและก่อตัวขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด


ทะเลน้ำหมึกไร้ก้นบึ้ง! ศูนย์กลางแห่งการสร้างสรรค์ของยุคอดีตกาล!


กลิ่นอายที่ลอยขึ้นมาจากผืนน้ำสีดำนั้น ทำให้ทารกวิญญาณของผู้ฝึกตนทุกคนสั่นสะท้าน มันมิใช่ความหวาดกลัว ทว่ามันคือสัญชาตญาณที่รับรู้ได้ถึง 'ต้นกำเนิด' อันยิ่งใหญ่


"งดงามและน่าครั่นคร้ามยิ่งนัก..." มู่เฉินพึมพำด้วยความตื่นตะลึง ร่างเนื้อของปรมาจารย์เฒ่าสั่นสะท้าน "ที่นี่คือสถานที่ที่ผู้สร้างสรรค์อักขระรุ่นแรก ถือกำเนิดขึ้น"


อาเจียทอดสายตามองผืนน้ำสีดำสนิท แขนขวาที่ฝังด้วยหมึกปฐมกาลเต้นระริกตอบสนองอย่างบ้าคลั่งราวกับจะได้กลับคืนสู่บ้านเกิด รอยยิ้มแห่งความทะเยอทะยานและสติปัญญาปรากฏขึ้นบนใบหน้าของราชาผู้กุมพู่กัน


"สวรรค์พยายามปกปิดต้นกำเนิดนี้ เพื่อให้มนุษย์หลงลืมว่าพวกเขาก็มีสิทธิ์ที่จะขีดเขียนโชคชะตาของตนเอง" อาเจียชูพู่กันนิรันดร์ขึ้นเบื้องหน้า "สหายเอ๋ย... การเดินทางที่แท้จริงเพื่อยกระดับรากฐานของพวกเรา ได้มาถึงแล้ว! เราจะสูบกลืนความรู้และมวลธาตุจากทะเลแห่งนี้ และหล่อหลอมป้อมปราการของเราให้กลายเป็นดินแดนที่ไม่มีสวรรค์ชั้นใดอาจเอื้อมลงมาแตะต้องได้!"


นาวาของเหล่าผู้ไร้นามได้ทอดสมอลง ณ ริมฝั่งของดินแดนแห่งความลับที่สุดในสามภพ การเตรียมความพร้อมเพื่อการก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น พร้อมกับบททดสอบใหม่ที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำสีดำสนิท การท้าทายกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน ได้เข้าสู่เขตแดนที่ไม่เคยมีผู้ใดก้าวล่วงมาก่อน!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน