ตอนที่40 ร่างอสูรโลหิตคลั่ง
เป่าฉูหลงผู้บ้าคลั่งบัดนี้มิได้มีเพียงเส้นผมและดวงเนตรที่แดงฉานร่างกายก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นมนุษย์โลหิตสีแดงฉานตนหนึ่งกล้ามเนื้อของเป่าฉูหลงพลันมีกล้ามเนื้อใหญ่โตขึ้นมาพร้อมกลับมีเขาเหมือนกับเขี้ยวของเสือเขี้ยวดาบงอกออกมาบนหัวคู่หนึ่งมันชี้ชันขึ้นบนท้องนภาอย่างองอาจ
เขาทั้งคู่นี้มีสีแดงฉานมิได้ต่างอันใดกับสีกายเนื้อของเป่าฉูหลงเลย!
“เคล็ดวิชาบ่มเพาะของเจ้าน่าสนใจมิเบาแต่ทว่าก็เท่านั้นเจ้ามิสามารถทนรับพลังของเคล็ดวิชาได้ตลอดไปหรอก…กลับมา!”ฉับพลันนั้นเฟิงอี้พลันเรียกกระบี่เงินผ่าสวรรค์กลับมาร่างของวิหคอัสนีสีทองก็พลันทะยานเข้ามาหาเฟิงอี้ราวกับว่ามีชีวิต
ถึงแม้ว่าจักบอกว่าเฟิงอี้ยังมิได้ฟื้นฟูจิตวิญญาณให้กลับไปเป็นเหมือนตอนรุ่งโรจน์ในช่วงชีวิตก่อนแต่จิตวิญาณของเฟิงอี้ก็แข็งแกร่งกว่าหลางกูเหมินอยู่หลายส่วน
ดังนั้นจิตวิญาณที่ถูกผลาญไปในตอนนี้จึงยังมีเหลือพอให้เฟิงอี้ใช้จิตแห่งกระบี่ได้อีก
‘ถ้าข้ายังอยู่ในระดับกำเนิดชีพจรขั้นที่สองหรือสามเป็นไปได้ว่าข้าอาจจักเป็นลมไปในทันทีเมื่อสำแดงพลังของจิตกระบี่ทั้งรูป...’ข้อนี้เฟิงอี้รู้ตัวดีฉับพลันนั้นเฟิงก็สลายจิตแห่งกระบี่ไปฉับพลันวิหคอัสนีสีทองก็แปรเปลี่ยนเป็นกระบี่เงินผ่าสวรรค์
“ย๊าก! ตายเสีย ตาย!”ร่างของเป่าฉูหลงพลันมีความเร็วในการเคลื่อนกายที่ว่องไวขึ้นฉับพลันนี้ก็มาปรากฏตัวเบื้องหน้าของเฟิงอี้ในระยะประชิดตัว
ดาบใหญ่สีแดงฉานห่อหุ่มออร่าแสงสีแดงฟุ้งเหมือนกับหมอกโลหิตพลังทำลายล้างที่ราวกับจักสะเทือนฟ้าดินถูกฟาดฟันลงมาใส่เฟิงอี้อย่างเหี้ยมโหดไร้ปราณี!
วืด! ตูม!
เฟิงอี้หลบหลีกด้วยท่าเท้าที่มิธรรมดาฉับพลันดาบสีแดงฉานขนาดใหญ่ฟันผ่าพื้นหิมะจนเกิดร่องรอยแตกแยกกระจายออกไปเป็นทางยาว
ตูม! ตูม! ตูม!
เป่าฉูหลงที่บ้าคลั่งรุกฟาดฟันดาบขนาดใหญ่เข้ามาอย่างมิยั้งมือมันเป็นการฟาดฟันที่รวดเร็วและบ้าคลั่งเป็นอย่างมากพลังทำลายล้างก็สูงส่งจนทำให้เกิดฝุนหิมะคลุ้งกระจายออกไปทั่ว
“ถอยไปเสียเจ้าด้วงหน้าตาอัปลักษณ์น่ารังเกียจ…"ฉับพลันนั้นกระบี่ของเฟิงอี้ที่อยู่ในมือพลันวาดด้วยท่วงท่าที่ปราณีตรวดเร็วฉับพลันนั้นกระบี่ก็มุ่งตรงไปยังร่างกายบริเวณท้องของเป่าฉูหลง
ฉึก!
โลหิตสาดกระจายแต่ทว่าเป่าฉูหลงหาได้สนใจไม่เพราะตอนนี้มันบ้าคลั่งทั้งยังอยู่ในร่างอสูรโลหิตจึงมิได้สนใจความเจ็บปวดเพียงเท่านี้
ปัง!
หมัดที่เต็มไปด้วยพลังอันบ้าคลั่งสีแดงฉานของเป่าฉูหลงทุบลงมาใส่ด้านข้างของเฟิงอี้แต่ทว่าเฟิงอี้กลับสามารถยกแขนขึ้นมาป้องกันไว้ได้แต่กระนั้นก็ต้องกระเด็นถอยออกไปอยู่ดีเนื่องจากแรงอันมหาศาลของเป่าฉูหลงกดทับเข้ามาอย่างมิขาดสาย
“การต่อสู้ในครั้งนี้เห็นได้ชัดว่าสิ้นสุดแล้ว”หม่าตุงเอ่ยขึ้นมาเมื่อมองดูร่างที่ทรงพลังและบ้าคลั่งของเป่าฉูหลง
“อืม…”เฉาหลางกำหมัดแน่นเหตุใดหลายๆคนจึงได้แข็งแกร่งกว่ามันยิ่งนักตัวช่างอ่อนด้อย…
“…”หลางกูเหมินมิได้เอ่ยอันใดขึ้นมาเพียงแค่จ้องมองการต่อสู้นั้นอย่างเงียบๆเท่านั้นในตอนนี้ตัวของหลางกูเหมินกำลงค่อยๆฟื้นฟูลมปราณของตนและบาดแผลอยู่เนืองๆเพราะตัวมันเองก็ได้รับแผลที่สาหัสมิน้อยที่ประมือกับศัตรูผู้ร้ายกาจผู้นี้
หากว่าศัตรูผู้นี้มีระดับการบ่มเพาะเทียบเท่ากับตัวของมันคงจักน่าใจหายมิน้อยเลย…ตัวมันเองก็คงมิได้ยืนอยู่ที่นี่จนถึง ณ ตอนนี้กระมั้ง?
อาจจักต้องสังเวยชีวิตให้กับศัตรูผู้ร้ายกาจผู้นี้ไปในทันทีเสียแล้ว…
เฟิงอี้เคลื่อนไหวไปมาอย่างรวดเร็วแต่เป่าฉูหลงในร่างอสูรโลหิตคลั่งก็มิยอมรามือไปต่างประดังการโจมตีที่แสนจักน่าหวาดหวั่นมาตลอดดั่งสายธาร
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
คลื่นดาบอันเฉียบคมพุ่งทะยานพรวดออกไปมันเฉือนเข้าร่างกายของเป่าฉูหลงอย่างมิขาดสายแต่ทว่าเป่าฉูหลงกลับมีพละกำลังที่แข็งแกร่งขึ้นและบ้าคลั่งขึ้นเรื่อยๆอย่างน่าอัศจรรย์ใจ
“มันมีพละกำลังมากขึ้นอีกแล้ว…ข้าจักต้องทำอันใดสักอย่างดูเหมือนว่าปณิธานของมันมุ่งมั่นมิน้อยเลย”เฟิงอี้เอ่ยพลันเคลื่อนกายหลบการโจมตีและโต้ตอบกลับไปเมื่อมีช่องว่างเกิดขึ้น
หากสู้ไปเยี่ยงนี้เรื่อยๆเกรงว่าตนก็คงจักสิ้นฤทธิ์อย่างแน่นอนและถึงแม้ว่าจักสามารถสังหารศัตรูประหลาดผู้นี้ลงได้ด้วยการลงมือสุดกำลังแต่ทว่าจักเอากำลังที่ไหนมารับมือกับศัตรูที่เหลืออีกสามคน?
ดังนั้นแล้วเฟิงอี้จึงหรี่ตาก่อนที่จักเคลื่อนกายด้วยความเร็วมุ่งหน้าเข้าหาศัตรูอีกสามคน
“ระวัง!”หม่าตุงเอ่ยขึ้นฉับพลันนั้นร่างของเฟิงอี้พลันปรากฏขึ้นเบื้องหลังของเฉาหลาง
ปัง!
เฟิงอี้ซัดฝ่ามืออกไปอย่างไรปราณีไปยังร่างของเฉาหลางคลื่นพลังทำลายล้างน่าหวาดหวั่นแตกกระจายออกไปทั่วสารทิศ
“อั๊ก!”เฉาหลางพลิกตัวกลับมาพร้อมกับเค้นพลังปราณออกมาเพื่อสะกัดกันการจู่โจมของเฟิงอี้แต่ทว่าก็ต้องถูกกระแทกจนลอยออกไปคลุกพื้นจนหิมะโดยรอบแตกกระจาย
“เฉาหลาง!”หม่าตุงตโกนขึ้นใบหน้าของเขากลายเป็นโกรธแค้นแต่ทว่ายังมิทันใดทำอันใดอีกนอกจากมองดูเฉาหลางถูกจู่โจมฉับพลันนั้นเสียงเย็นเหี้ยมเกรียมก็พลันดังขึ้นข้างหู
“เจ้าห่วงตนเองก่อนเถิด!”เฟิงอี้ปรากฏกายด้านหลังของหม่าตุงก่อนที่จักซัดผ่ามือเข้าใส่อย่างไร้ปราณี
ปัง! แซด แซด!
เส้นสายอัสนีสีทองแตกกระจายฟุ้งไปทั่วหม่าตุงเองก็มิใช่ผู้ที่จักอ่อนแอนักเขาพลันฟาดค้อนกลับมารับฝ่ามือของเฟิงอี้ได้อย่างรวดเร็วแต่ทว่าเฟิงอี้ก็พลันตบฝ่ามืออีกข้างด้วยความพริ้วไหวเข้าใส่ใบหน้าของหม่าตุงภายในชั่วพริบตา
เพียะ!
เสียงเนื้อกระทบกันดังสนั่นเฟิงอี้ตบเข้าใบหน้าของหม่าตุงอย่างไร้ปราณีฉับพลันนั้นก็ถอยออกไปในทันทีด้วยการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วฉับพลันประชิดกายของหลางกูเหมิน
“ตาย!”
แซด!
เฟิงอี้ฟันกระบี่เงินผ่าสวรรค์ที่แฝงเร้นอัสนีสีทองออกไปใส่หลางกูเหมินด้วยความเฉียบคมพลังทำลายล้างมหาศาลกดทับออกไปอย่างเนืองๆมิขาดสาย
“อันใดกัน!”มันเป็นการจู่โจมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากหลางกูเหมินเองก็ยังตอบสนองมิทันเพราะว่ากำลังพยายามฟื้นฟูลมปราณและบาดแผลของตนเองบัดนี้จึงตระหนกเป็นอย่างยิ่งที่การโจมตีที่พุ่งเข้ามาของเฟิงอี้นั้นมาปรากฏเบื้องของตน
แซด! ฉึก! ตูม!
“อั๊ก! บัดซบ!”หลางกูเหมินในชั่วเวลาเป็นตายนั้นฉับพลันได้ออกกระบวนท่าต้านรับออกไปอย่างรวดเร็วแต่ทว่าก็มิอาจสลายการโจมตีนี้ได้มากเท่าใดนักทำให้การฟาดฟันกระบี่ของเฟิงอี้ครั้งนี้ตัดแขนข้างซ้ายของหลางกูเหมินจนขาดวิ่น!
เพียะ!
เฟิงอี้มิได้หยุดเพียงเท่านี้ฉับพลันฝ่ามืออันพริ้วไหวพลันกระทบเข้าใส่ใบหน้าของหลางกูเหมินจนเสียงดั่งสะนั่นของเนื้อหนังที่กระทบกัน
สวบ!
เฟิงอี้เมื่อประทับฝ่ามือก็พลันถอยออกจากตรงนั้นในทันทีเพราะการจู่โจมอันทรงพลังและบ้าคลั่งกำลังพุ่งพรวดเข้ามาอย่างไร้ปราณี
ตูม!
เป็นเป่าฉูหลงในร่างอสูรโลหิตคลั่งที่เคลื่อนกายด้วยความรวดเร็วตามเฟิงอี้มาและฟันดาบขนาดใหญ่สีแดงฉานลงมา
“เหอะ! ไว้หากเจอกันคราวหน้าข้าจักสังหารพวกเจ้าทุกคน!”
“นะจังงัง!”เฟิงอี้เอ่ยเสียงดัง
ปับ!
ฉับพลันเฟิงอี้ก็ตบมือหนึ่งครั้งชั่วขณะนั้นอักขระบรรพกาลไท่กั๋วพลันปรากฏขึ้นที่บริเวณรอยตบของเฟิงอี้ที่ประทับตามตัวของศัตรูทั้งสี่
อักขระบรรพกาลไท่กั๋วที่ปรากฏขึ้นบนตัวของหลางกูเหมิน หม่าตุงและเฉาหลางหรือกระทั่งบนหน้าออกของเป่าฉูหลงในร่างอสูรโลหิตคลั่งก็ปรากฏขึ้นด้วยเช่นกัน
อักขระบรรพกาลไท่กั๋วส่องแสงสีเหลืองทองจรัสนั้นเขียนว่า จังงัง!
( จังงัง )
ร่างทั้งสี่ก็พลันหยุดชะงักมิอาจเคลื่อนไหวใดๆได้
“เสี่ยวฉุนเจ้าทะลวงระดับเสร็จสิ้นแล้วจงออกมา!”เฟิงอี้เรียกเสี่ยวฉุนออกมาจากถ้ำฉับพลันเสี่ยวฉุนก็ปรากฏตัวระดับพลังของมันในตอนนี้อยู่ในระดับกำเนิดเส้นชีพจรขั้นที่ 8 เลยทีเดียวเห็นได้ชัดว่าพลังสวรรค์ที่เฟิงอี้ขะจัดทิ้งนั้นถูกเสี่ยวฉุนนำไปกลั่นกรองให้บริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่มันจักทำได้นั้นมิน้อยเลยจึงสามารถยกระดับพลังให้รุดหน้าได้ถึงขนาดนี้
พรึบ!
“ไป!”เฟิงอี้ขึ้นไปบนหลังของเสี่ยวฉุนด้วยความพริ้วไหวฉับพลันนั้นก็ออกคำสั่งให้เสี่ยวฉุนเคลื่อนกายในทันที
สวบ! สวบ!
เสี่ยวฉุนเคลื่อนกายออกไปด้วยความเร็วที่น่าตื่นตะลึงบัดนี้ระดับพลังของมันรุดหน้าสูงส่งขึ้นก็เป็นเหตุให้ความเร็วของมันรวดเร็วขึ้นอย่างกับว่าเป็นเสี่ยวฉุนตัวใหม่ก็มิปาน
“กะ กุด! อันใด?!”หลางกูเหมินพยายามเอ่ยขึ้นอย่างยากลำบากนี่มันเกิดอันใดขึ้นเหตุใดถึงมิสามารถขยับร่างกายได้แม้แต่จักเอื้อนเอ่ยก็ยังยากลำบาก
“อะ อะ อ๊าก!”เป่าฉูหลงในร่างอสูรโลหิตคลั่งคำรามออกมาอย่างยากลำบากร่างของเป่าฉูหลงเองก็มิต่างกับหลางกูเหมิน
เฉาหลางแหละหม่าตุงก็มิต่างอันใดกับหลางกูเหมินและเป่าฉูหลงพวกเขาต่างมิสามารถขยับกายของตนได้!
เห็นได้ชัดว่าคนทั้งสี่ถูกวิชาบางอย่างของเฟิงอี้ผนึกเอาไว้!
จบ…โปรดติดตามตอนต่อไป…
“ จังงัง ” มันเป็นคำศัพท์ที่ถูกบันทึกในราชบัณฑิตไว้นานพอควรแล้ว ความหมายจริงๆของมันก็ประมาณ อาการที่ตกตะลึงนิ่งงันอยู่
หรือ หยุดนิ่ง และสมัยเราคงจะแปลว่า สตั้น!