กลับมาที่เหตุการณ์ปัจจุบัน
เว่ยอี้หานและมู่เสี่ยวหลันคนใหม่ต่างก็จมอยู่ในความคิดของตัวเองอยู่สักพัก เว่ยอี้หานจึงทำลายความเงียบในตอนนี้โดยการถามมู่เสี่ยวหลันว่า “ คุณอยากได้อะไรอีกไหม ผมว่าคุณนอนพักต่ออีกหน่อยดีกว่านะ เพิ่งจะฟื้นขึ้นมาร่างกายของคุณยังคงต้องการการพักผ่อนเพิ่ม ”
“ ไม่ล่ะค่ะฉันไม่ต้องการอะไรเพิ่มแล้ว แต่ว่าฉันเป็นห่วงเด็กทั้งสองคนเลยอยากเห็นพวกเขาก่อนจะได้รู้สึกวางใจ ”
“ เดี๋ยวถ้าลูกร้องหิวนมอีกครั้ง แม่ก็คงจะอุ้มมาให้ดูดนมคุณที่นี่ คุณไม่ต้องห่วงหรอก นอนพักต่อเถอะเพราะร่างกายของคุณยังอ่อนแออยู่ ”
“ ห๊ะ! เมื่อกี้คุณว่าอะไรนะ ” ประโยคหลัง ๆ ที่เว่ยอี้หานพูดไม่ได้เข้าหูเลยสักนิดหลังจากที่ได้ยินคำว่า ‘เอาลูกมาดูดนมอีก’ เพราะก่อนหน้านี้เธอยังสลบอยู่การที่ลูกจะดูดนมจากเธอได้ก็ต้องมีคนอื่นมาช่วยอุ้มเด็กเข้าเต้าเธอน่ะสิ เพียงแค่คิดมู่เสี่ยวหลันก็รู้สึกว่าหน้าของเธอร้อนผ่าวจนแทบไหม้แล้วในตอนนี้
เห็นท่าทางตกใจของภรรยาเว่ยอี้หานจึงอธิบายเพิ่มเติมเพราะกลัวว่าเธอจะไม่พอใจที่แม่ของเขาถือวิสาสะกับร่างกายของเธอก่อนที่จะได้รับอนุญาต “ ก็ก่อนหน้านี้ลูกทั้งสองคนร้องไห้เพราะหิวนม และมันก็ดึกแล้วที่บ้านไม่มีใครให้นมพวกเขาได้นอกจากคุณ แม่ก็เลยอุ้มลูก ๆ มากินนมตอนที่คุณยังไม่ฟื้นน่ะ หากเป็นตอนที่ยังไม่มืด ก็คงจะไปขอร้องสะใภ้บ้านโจวให้ช่วยอีกสักครั้ง แต่โชคดีที่น้ำนมคุณมาไว ไม่อย่างนั้นเด็ก ๆ คงต้องทนหิวแย่ เดี๋ยวเราคงต้องหาของไปขอบคุณพวกเขาสักหน่อยที่ช่วยให้นมลูก ๆ ของเรากินตอนที่คุณยังสลบอยู่ "
“ อ..อื้อ ” มู่เสี่ยวหลันตอบรับเสียงเบาหวิวจนแทบไม่ได้ยิน เพราะสติของเธอนั้นบินหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ตั้งแต่ได้ยินว่ามีคนดูดนมเธอ ฮือ…. ถึงจะเป็นเด็กทารกสองคนก็เถอะ แม่กำมะลออย่างเธอทำใจรับไม่ทัน และเว่ยอี้หานก็พูดเหมือนมันเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไป
ตอนนี้เธออธิบายความรู้สึกของตัวเองไม่ถูกเพราะเธอนั้นไม่ได้รู้สึกโกรธที่จู่ ๆ ก็มีคนมาถอดเสื้อและเห็นหน้าอกของตนเองตอนที่ยังนอนไม่ได้สติ เพราะรู้ว่าตอนนี้ตนเองคือมู่เสี่ยวหลันแม่แท้ ๆ ของเด็กทั้งสองคน ถ้าไม่กินนมเธอแล้วจะให้เด็ก ๆ ไปกินนมของใครกัน ในเมื่อในบ้านหลังนี้ก็มีเธอเพียงคนเดียวที่มีน้ำนม! สาวโสดที่ไร้ประสบการณ์อย่างเธอ จู่ ๆ ก็ต้องมากลายเป็นแม่ลูกอ่อนทำให้ปรับตัวไม่ทันจริง ๆ ก็คนมันไม่ชินนี่นา
“ แล้ว…แล้ว… เอ่อ ตอนที่แม่เอาลูกมากินนม คุณอยู่ด้วยหรือเปล่า ”
“ อื้ม คุณไม่ต้องห่วงนะ ถึงตอนที่คุณคลอดลูกผมจะไม่ได้อยู่ดูแลคุณกับลูก แต่ผมสัญญาว่าหลังจากนี้ไปผมจะช่วยคุณเลี้ยงลูกของเราให้ดีที่สุดแน่นอน ”
“ นะ นี่หมายความว่า……. ” มู่เสี่ยวหลันรู้สึกเหมือนสติของเธอได้หลุดลอยไปแล้วเมื่อเกิดเสียงระเบิดดัง ตู้ม! เหมือนดอกไม้ไฟดังขึ้นภายในหัว
ซึ่งหากตอนนี้ในห้องนอนมีแสงสว่างที่เพียงพอ ก็จะเห็นได้ว่าใบหน้าเนียนสวยของเธอนั้นกำลังแดงก่ำรวมไปถึงใบหูเล็ก ๆ ทั้งสองข้างเพราะกำลังรู้สึกอายและเขินเป็นอย่างมาก และรู้สึกเหมือนกับว่ามันกำลังจะระเบิดในเร็ว ๆ นี้
มู่เสี่ยวหลันคิดว่าเมื่อก่อนเธอปล่อยให้ตัวเองโสดมานานจนเกินไปถึงได้รู้สึกอายชายหนุ่มวัยละอ่อนคนหนึ่งแบบนี้ โดยที่ลืมไปว่าตอนนี้เธอมีอายุเพียงสิบเก้าปีไม่ใช่สามสิบเก้าอีกต่อไป ทั้งชีวิตตลอดระยะเวลาสามสิบเก้าปีในชีวิตก่อนเธอเคยมีคนรักมาบ้าง เพราะหน้าตาก็ไม่ได้แย่ แถมยังมีดีพอสมควรทั้งฐานะและการงานที่มั่นคง ถึงแม้จะไม่ใช่คนสวยจัดอย่างฟ่านปิงปิง แต่ไก่งามเพราะขนคนงามเพราะแต่ง เรื่องความสวยความงามเธอก็ไม่เคยละเลยกับการดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอ
แต่สุดท้ายก็ไปกันไม่รอดสักราย เพราะเวลาส่วนมากเธออุทิศให้กับการทำงานหาเงินและทำอาหาร จนลืมใส่ใจผู้คนรอบข้างไปบ้าง ชายหนุ่มที่เข้ามาสานสัมพันธ์กับเธอส่วนมากจึงค่อย ๆ โบกมือลาหายไปโดยที่บ้างครั้งเธอเองก็ไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำไป
“ ค..คุณ นอนต่อเถอะค่ะ ฉ..ฉันก็รู้สึกเหนื่อยแล้วเหมือนกัน พรุ่งนี้คุณยังต้องตื่นไปทำงานตั้งแต่เช้า ” มู่เสี่ยวหลันกัดปากตัวเองให้หยุดสั่นแล้วบอกเว่ยอี้หานให้นอนต่อ เธอต้องการเวลานอก! ยกนี้เธอโดนน็อคเอ้าท์จากสามีหมาด ๆ ฮืออออ อายอ่ะ โดนผู้...เห็นนมแบบนี้ ตอนนี้เธอที่เป็นเจ้าของยังไม่เคยเห็นนมใหม่ของตัวเองเลยนะ
ก้มหน้าลงไปมองแต่ไม่กล้าเอื้อมมือขึ้นมาจับวัดขนาด แม้ว่าในห้องนอนจะมีเพียงแสงสลัว ๆ แบบนี้ เธอยังกะได้ว่า ไม่ซีก็ดีล่ะว้า หึหึ เจ๊แฮปปี้มาก! คนที่อดีตเคยแบนเป็นไม้กระดานพอเห็นแบบนี้ก็ดีใจจนเกือบจะอดใจไม่ไหวยกมือขึ้นมาจับนมใหม่เพื่อกะขนาดดูด้วยความสงสัย แต่โชคดีที่เธอได้ยินเว่ยอี้หานส่งเสียงขึ้นมาเสียก่อน เลยยังไม่เผลอตัวทำกิริยาน่าอายนั้นออกไปต่อหน้าคนหล่อ
“ อืม คุณก็นอนพักต่ออีกสักหน่อยเถอะ หรือถ้าหากคุณอยากได้อะไรหรือรู้สึกไม่สบายตรงไหนก็ปลุกผมได้ตลอดเวลานะ ”
“ ค่ะ คุณนอนเถอะไม่ต้องห่วงฉัน หากอยากได้อะไรฉันจะบอกคุณนะคะ ”
“ ครับราตรีสวัสดิ์ ”
“ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ ”
เว่ยอี้หานดับเทียนไขที่เขาจุดไว้ก่อนหน้านี้ ห้องนอนจึงกลับมาปกคลุมไปด้วยความมืดอีกครั้ง
‘ ไอ้หยา เกือบทำเรื่องน่าอายไปแล้วสิเรา ’ คิดในใจแต่หน้านั้นกลับแดงแปร๊ด มู่เสี่ยวหลันนึกถึงเหตุการณ์เมื่อกี้นี้ที่เธอเกือบจะเผลอเอื้อมมือขึ้นมาจับหน้าอกของตัวเองต่อหน้าเว่ยอี้หาน ก็ปกติเธออาศัยอยู่คนเดียวก็เลยเคยชินกับการทำอะไรโดยไม่ต้องกลัวว่าคนอื่นจะมาเห็นนี่นา นึกแล้วก็อดใจที่จะเหลือบมองไปที่อีกฝ่ายไม่ได้….
ผ่านไปเพียงครู่เดียวมู่เสี่ยวหลันกลับเห็นว่าเว่ยอี้หานที่นอนอยู่ข้าง ๆ มีลมหายใจสม่ำเสมอและหลับไปแล้วเรียบร้อย เธอคิดว่าเขาคงเหนื่อยมากถึงได้นอนหลับไปอย่างรวดเร็วแบบนี้ เรียกได้ว่าหัวถึงหมอนปุ๊บก็นอนหลับปั๊บเลยทีเดียว ดูท่าทางคงจะเหนื่อยมากถึงได้หลับไปเร็วขนาดนี้ ถึงเธอจะไม่เคยทำนามาก่อนแต่ก็รู้ว่ามันเป็นงานที่เหนื่อยมากเช่นกัน
เว่ยอี้หานนอนหลับไปแล้ว แต่มู่เสี่ยวหลันกลับนอนตาค้าง แม้ว่าเธอจะบอกกับเว่ยอี้หานไปว่าเธอรู้สึกเหนื่อย แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ข้ออ้าง เพราะเธอนั้นแค่กำลังตั้งตัวไม่ทันกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับตัวเองในขณะนี้นั่นเอง
มู่หลันกำลังรู้สึกวิตกกังวลว่าสตรีฟรีสปิริตที่เคยชินกับการคิดและทำอะไรตามใจตัวเองมาตลอดเนื่องจากต่อสู้ดิ้นรนใช้ชีวิตด้วยตัวคนเดียวจากยุคสองพันยี่สิบเอ็ดเช่นเธอจะใช้ชีวิตเป็นคนอื่นในยุคล้าหลัง หัวโบราณ คลั่งกตัญญู เห็นผู้ชายเป็นใหญ่แบบนี้ได้ยังไง
เธอเคยใช้ชีวิตอย่างอิสระ อยากทำอะไรก็ทำ ไม่เคยใช้ชีวิตตามกรอบประเพณีีจีนที่ยึดถือความกตัญญูเป็นหลัก ผู้หญิงที่แต่งงานไปเป็นลูกสะใภ้ต้องดูแลครอบครัวและพ่อแม่ของสามี ไม่สามารถมีปากมีเสียงไม่อย่างนั้นจะถูกหาว่าไม่เคารพผู้หลักผู้ใหญ่และอกตัญญู
ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ใช่คนขาดเหตุผลแต่ก็ไม่ใช่คนที่จะยอมก้มหน้ายอมให้คนอื่นมาบังคับหรือบงการชีวิตเช่นกัน แล้วเธอจะสามารถเข้ากับสมาชิกในครอบครัวนี้หรือเปล่าก็ยังไม่แน่ใจ แต่ภาพจากความทรงจำของมู่เสี่ยวหลันคนเดิมทำให้เธอรู้ว่าครอบครัวนี้ค่อนข้างนิสัยดีกันทุกคน
เว่ยชิงเทียนผู้เป็นพ่อและหัวหน้าครอบครัวนี้เป็นคนเรียบง่ายและไม่ค่อยชอบพูดจาเท่าไหร่นัก แต่ก็เป็นคนที่ใจดีและให้ความอบอุ่นกับคนในครอบครัวมากเลยทีเดียว เธอไม่แปลกใจเลยสักนิดที่ลูก ๆ ของครอบครัวนี้จะมีนิสัยดีกันทุกคน
หลิงฟางผู้เป็นแม่ก็ค่อนข้างใจดีและอ่อนโยน แม้ว่าบางทีจะรู้สึกไม่ชอบใจในพฤติกรรมของลูกสะใภ้ โดยเฉพาะเมื่อลูกชายคนโตต้องลาออกจากงานกลับมาอยู่บ้านเนื่องจากสุขภาพไม่เอื้ออำนวย แทนที่ลูกสะใภ้จะดูแลสามีกับหาเรื่องทะเลาะเพราะไม่พอใจที่ลูกชายของนางกลายมาเป็นชาวนาเหมือนกับคนอื่น ๆ แต่นางหลิงซื่อก็ไม่เคยตำหนิหรือทำให้อีกฝ่ายลำบากใจและยังพยายามดูแลและเอาใจเนื่องจากลูกสะใภ้กำลังตั้งครรภ์
เว่ยอี้หานเองก็ดูเป็นสุภาพบุรุษเพราะไม่อย่างนั้นเขาคงจะไม่รับผิดชอบแต่งงานกับมู่เสี่ยวหลันเพียงเพราะแค่ต้องการช่วยรักษาชื่อเสียงให้กับอีกฝ่าย จากเหตุการณ์อุบัติเหตุเล็กน้อยทำให้เกิดการถึงเนื้อถึงตัวเพียงแค่ครั้งเดียวเพียงเท่านั้น มู่เสี่ยวหลันแทบอยากส่ายหน้าเมื่อนึกมาถึงตรงนี้ อย่างกับในนิยายที่พ่อเทพบุตรตกหลุมพลางแม่บัวขาวชัด ๆ
เว่ยชิงชิงลูกสาวคนโตของบ้านเป็นสาวน้อยเรียบร้อยและมองโลกในแง่ดี จนกลายมาเป็นสะพานให้พี่สะใภ้ก้าวเข้ามาในครอบครัว และมีความสนิทสนมกับมู่เสี่ยวหลันมากที่สุด
เว่ยอิงอิง ลูกสาวคนรองของครอบครัวเว่ยมีหน้าตาและนิสัยคล้ายกับพี่สาวที่อายุห่างกันเพียงหนึ่งปีอย่างกับฝาแฝด แต่เธอกล้าแสดงออกมากกว่าและไม่ขี้อายเหมือนกับพี่สาว
ส่วนเว่ยอี้หยางน้องเล็กของบ้านที่มีอายุห่างจากพี่ชายคนโตถึงแปดปี ก็เป็นเด็กที่มีนิสัยร่าเริงแก่นซ่าส์ตามประสาเด็กผู้ชายแต่ก็เป็นเด็กรู้ความคนหนึ่งเลยทีเดียว ที่สำคัญเด็กชายนั้นเรียนเก่งมากจึงได้เลื่อนชั้นมาเรียนชั้นมัธยมต้นแล้วแม้ว่าจะเพิ่งอายุเพียงแค่สิบสองปีเท่านั้น
ตอนนี้เธอเพิ่งจะทะลุมิติมาแล้วยังเพิ่งจะคลอดลูกอีกต่างหาก เมื่อสถานการณ์และสุขภาพไม่เป็นใจ สิ่งเดียวที่มู่หลันทำได้ในตอนนี้คือการทำตัวเป็นมู่เสี่ยวหลันชั่วคราวแล้วค่อยคิดหาทางออกดูอีกทีว่าจะทำอย่างไรต่อไปดีหากไม่สามารถอยู่ร่วมกับครอบครัวนี้ได้อีกต่อไป
ซึ่งมู่หลันก็มั่นใจว่าเธอสามารถเอาตัวรอดได้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะตอนนี้เธอมีนิ้วทองคำติดตัวมาด้วยแบบนี้ บ้านในมิติก็มี อาหารก็มีแล้วเธอจะอดตายได้อย่างไรกัน
ดังนั้นเรื่องสามีเธอไม่กังวลอะไรมากนักหากจะต้องหย่าแต่กับลูกที่เพิ่งคลอดเธอก็ไม่สามารถทอดทิ้งเด็ก ๆ ไปแบบคนใจดำได้เช่นกัน เพราะตอนนี้เธอได้กลายมาเป็นแม่ของพวกเขานั้นเป็นความจริงที่ตนเองไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบและภาระหน้าที่ของคนเป็นแม่ต่อเด็กทั้งสองได้นั่นเอง ‘หรือเธอจะหย่าแล้วหอบลูกไปเลี้ยงดูเองดีไหมนะ’ มู่เสี่ยวหลันคิดก่อนที่จะผล็อยหลับไป
……….
“อุแว๊ อุแว๊ ”
เมื่อได้ยินเสียงหลานชายคนโตร้องไห้ คุณย่าหมาด ๆ ผู้มีประสบการณ์โชกโชนจากการเลี้ยงลูกทั้งสี่คนมาก่อนจึงสำรวจดูที่ผ้าอ้อมแล้วก็พบว่าผ้าอ้อมนั้นยังแห้งอยู่ แสดงว่าที่หลานชายของเธอร้องไห้ตอนนี้ก็คงเพราะรู้สึกหิวนม
แม่เว่ยจึงรีบอุ้มหลานชายขึ้นมาแล้วเดินตรงไปที่ห้องของลูกชายและลูกสะใภ้ทันที
“ อี้หาน เสี่ยวหลัน เปิดประตูให้แม่หน่อยลูก ต้าเป่าร้องไห้หิวนมแล้ว ”
เนื่องจากในอดีตเว่ยอี้หานเคยเป็นทหารและผ่านการฝึกระวังภัยมาก่อนเขาจึงมีสัญชาตญาณและประสาทสัมผัสรับรู้ที่รวดเร็วเสมอ เมื่อมีการเคลื่อนไหวหรือเสียงดังเพียงนิดเดียวเขาก็จะรู้สึกตัวทันที
เมื่อแม่เว่ยอุ้มลูกชายของเขามาเคาะประตูห้อง เว่ยอี้หานจึงรีบลุกขึ้นจากที่นอนแล้วเดินไปเปิดประตูห้องนอนให้แม่ในทันทีเพราะเขาได้ยินเสียงลูกชายร้องไห้
“ ลูกหิวนมอีกแล้วเหรอครับแม่ "
“ ใช่จ้ะ แล้วเสี่ยวหลันเป็นยังไงบ้าง เธอฟื้นขึ้นมารึยัง? นานขนาดนี้แล้วถ้ายังไม่ฟื้น แม่ว่าเราพาเธอไปหาหมอที่โรงพยาบาลในเมืองเถอะ เผื่อเธอจะอาการหนัก ”
“ ไม่ต้องหรอกครับ เธอฟื้นขึ้นมาแล้วทีหนึ่งแต่ยังอ่อนเพลียอยู่เลยหลับไปอีกรอบ แม่อุ้มลูกเข้ามาก่อนเถอะครับเดี๋ยวผมจะไปปลุกเสี่ยวหลันก่อน ”
มู่เสี่ยวหลันที่เผลอหลับไปอีกครั้งก็ถูกสามีสะกิดเรียกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
“ เสี่ยวหลัน เสี่ยวหลัน คุณตื่นขึ้นมาก่อนนะ ลูกหิวนมแล้ว ” เว่ยอี้หานปลุกภรรยาเสียงเบา
“ ฮื้อ คนจะหลับจะนอน จะมาปลุกทำไมเนี่ย ยังไม่เช้าเลยนะ ” มู่เสี่ยวหลันบ่นพึมพำเพราะนึกว่าเพื่อนมาค้างด้วยและโดนปลุกให้ตื่นเหมือนเมื่อก่อน
แต่เมื่อมีคนเรียกไม่หยุดอยู่แบบนี้ต่อให้ง่วงและไม่อยากตื่นมากแค่ไหน เธอก็ต้องสะลึมสะลืองัวเงียลืมตาตื่นขึ้นมาโดยที่เผลอลืมไปอีกแล้วว่าตอนนี้ตนเองนั้นไม่ใช่มู่หลันสาวโสดคนเดิมอีกต่อไปแต่เป็นมู่เสี่ยวหลันที่มีครอบครัวแล้วที่สำคัญตอนนี้เธอนั้นเป็นแม่ลูกอ่อน! เธอจึงต้องให้นมลูก
“ อุแว๊ อุแว๊ อุแว๊ ” เสียงทารกที่ร้องไห้เสียงดังไม่หยุดเพราะความหิวดังขึ้นที่ตรงหน้าทำเอามู่เสี่ยวหลันที่ก่อนหน้านี้ยังรู้สึกงัวเงียอยู่รู้สึกตื่นเต็มตาขึ้นมาในทันที
“ ต้าเป่าหิวนมแล้วคุณลุกขึ้นมาให้นมลูกก่อนนะ ”
“ อะ อื้ม ” ทารกตัวน้อยที่อยู่ตรงหน้าทำให้มู่เสี่ยวหลันตอบรับกระอึกกระอักเพราะยังตั้งตัวไม่ทัน จำได้ว่าก่อนหน้านี้ตนเองนอนไม่หลับกำลังนึกถึงเรื่องของมู่เสี่ยวหลันอยู่เลย นี่เธอคงจะเผลอหลับไปอีกครั้งแบบไม่รู้ตัวอีกแน่เลย มู่เสี่ยวหลันคิดในใจ