ติ๊ดๆๆๆๆ !! เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นก่อนดนัยจะค่อยๆเอื้อมมือไปปิดมัน
“พึ่งจะหกโมงงั้นเหรอให้ตายสิลืมไปว่าโดนพักงานสองวันไอ้เราก็ตั้งปลุกไว้” ดนัยที่พึ่งจะตื่นบ่นออกมาเพราะเมื่อคืนพอเขากลับมาถึงห้องเขาก็หลับเป็นตายเลยทั้งๆที่ยังไม่ได้อาบน้ำ
แต่ก็น้ำอากาศที่ญี่ปุ่นนั้นไม่ค่อยชื้นเท่าไหร่ตัวจึงไม่เหม็นเพราะฉะนั้นไม่อาบน้ำแค่คืนเดียวไม่เป็นไรหรอก
หลังจากตื่นขึ้นมาดนัยก็พยายามนอนต่อแต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็นอนไม่หลับจนสุดท้ายเขาก็ตัดสินใจลุกขึ้นมาอาบน้ำ
1 ชั่วโมงต่อมา
“นี่เราอาบน้ำตั้งชั่วโมงนึงเลยเหรอเนี่ยเพราะเจ้าอ่างอาบน้ำแท้ๆเลยแช่แล้วไม่อยากขึ้นเลย” ทันทีที่ดนัยออกจากห้องน้ำเขาก็ไม่อยากจะเชื่อว่าเขาใช้เวลาอาบน้ำไปถึงหนึ่งชั่วโมงเต็มๆซึ่งนั่นก็เป็นเพราะอ่างอาบน้ำที่อยู่ในห้องน้ำของเขานั่นเองก็นะเมื่อวานเขากว่าจะมาถึงนี่ก็เที่ยงๆพอกลับหอเขาก็รีบอาบน้ำนอนเพื่อที่จะได้ไม่มาทำงานสายแถมเมื่อวานตอนเช้าเขาก็รีบอาบน้ำจะได้ไปทำงานทันด้วยพอมาวันนี้เขาโดนพักงานจึงถือโอกาสลองใช้อ่างอาบน้ำเสียหน่อย
(คนญี่ปุ่นปกติไม่อาบน้ำตอนเช้าครับแค่ล้างหน้าแปรงฟันเท่านั้น ส่วนมากเขาอาบแค่ตอนเย็นรอบเดียวเท่านั้นเพราะอากาศบ้านเขาค่อนข้างแห้งไม่เหมือนบ้านเราที่ชื้นมาก)
“จะว่าไปออกไปซื้อของหน่อยดีกว่าจะให้กินข้าวที่โรงอาหารทุกวันก็ไม่ไหวถึงราคามันจะถูกแต่ก็จานละ 750 เยน ออกไปซื้อเครื่องปรุงกับของสดมาแช่ตู้เย็นไว้ดีกว่าไหนๆก็มีตู้เย็นให้แล้ว” ดนัยพูดก่อนจะรีบแต่งตัว
แกร๊ก !! เสียงดนัยเปิดประตูห้องออกมาดนัยเดินลงบันไดแทนที่จะลงลิฟท์เพราะห้องของเขาอยู่แค่ชั้น 3 เท่านั้นเมื่อลงมาด้านล่างดนัยก็เจอหมอยูมิเดินออกมาจากลิฟท์พอดี
“หือหมอยูมิวันนี้วันหยุดเหรอครับ” ดนัยถามหมอยูมิเพราะวันนี้เธอใส่กางเกงยีนส์และเสื้อยืดบางๆ
“อ๊ะหมอดนัยก็หยุดเหรอคะ” หมอยูมิแปลกใจเพราะดนัยพึ่งจะทำงานยังไม่ถึงสามวันเลยก็มีวันหยุดเสียแล้ว
“เอ่อ...ก็ทำนองนั้นครับ” ดนับตอบพลางยิ้มแห้งๆ
“ว่าแต่คุณหมอยูมิจะไปไหนครับเนี่ย” ดนัยถาม
“ว่าจะเข้าเมืองไปซื้อของหน่อยน่ะค่ะ” หมอยูมิตอบ
“หมอยูมิก็จะไปซื้อของเหรอครับ !!” ดนัยอุทานออกมาพลางมองหมอยูมิด้วยสายตาเป็นประกายเพราะถ้าเขาขอหมอยูมิไปด้วยล่ะก็เขาก็ไม่ต้องแบกของหนักๆกลับเอง
“ยะ ยะ อย่าบอกนะคะว่าหมอดนัยก็จะไปซื้อของ” หมอยูมิพูดหลังจากเห็นปฏิกิริยาของดนัย
“ใช่ครับผมว่าจะไปซื้อพวกเครื่องปรุงและพวกของสดมาติดตู้เย็นหน่อยแล้วก็จะไปซื้อพวกสบู่กับยาสระผมด้วยเพราะจากที่ไทยผมพกของเหลวมาได้ไม่มาก” ดนัยพูด
“ถ้าอย่างนั้นไปด้วยกันมั้ยคะ” หมอยูมิถาม
“ด้วยความยินดีครับเดี๋ยวผมช็อปปิ้งเป็นเพื่อนหมอยูมิเอง” ดนัยตอบพลางตีหน้าให้นิ่งๆเข้าไว้แต่ในใจน่ะเหรอกระโดดโลดเต้นไปหลายรอบแล้ว
“ฉันซื้อเยอะนะคะ !!” หมอยูมิยิ้มออกมา
“ไม่มีปัญหาครับเห็นอย่างนี้ผมแข็งแรงมากนะ” ดนัยยิ้มพลางเบ่งกล้ามให้หมอยูมิดู
3 ชั่วโมงต่อมา
“หมอยูมิจะซื้อของไปช่วยผู้ประสบภัยเหรอครับ !!” ดนัยสงสัยพลางมองถุงข้าวสารถุงละ 5 กิโลที่อยู่ในรถเข็น 5 ถุงแล้วก็ข้าวของอื่นๆอีกมากมายรวมๆแล้วรถเข็นที่เขากำลังเข็นอยู่นี้นั้นหนักราวๆ 30 กิโลเลยทีเดียว
“ฉันนานๆจะมาซื้อของทีน่ะค่ะ เห็นอย่างนี้แต่ถ้าวันไหนฉันมีเข้าเวรฉันก็จะทำข้าวมื้อเย็นไปกินเหมือนกันนะคะเพราะโรงอาหารนั้นเปิดแค่ช่วงกลางวันเท่านั้น” หมอยูมิบอก
“ว่าแต่หมอดนัยล่ะคะซื้ออะไรมาบ้างฉันยังไม่เห็นของหมอดนัยเลย” หมอยูมิถาม
“นี่ไงครับผมซื้อเสร็จแล้ว ข้าวหอมมะลิ 1 ถุง น้ำปลา น้ำมันหอย น้ำตาล เกลือ พริกแล้วก็พวกผักที่นำเข้าจากไทย” ดนัยพูดพลางชี้ของที่เขาซื้อมาให้ดูซึ่งมันหลบมุมอยู่ในรถเข็นนั่น
“หมอดนัยซื้อแค่นั้นเองเหรอคะ แล้วน้ำปลานั่นฉันได้ข่าวว่ามันเหม็นไม่ใช่เหรอคะ ไหนจะผักพวกนั้นอีกมันแพงมากเลยนี่คะหมอดนัย” หมอยูมิถาม
“แค่นี้ก็พอแล้วครับ ส่วนน้ำปลาเอาจริงๆสำหรับคนญี่ปุ่นมันก็เหม็นนะ แต่น้ำปลานั้นพอนำไปผ่านกระบวนการทำอาหารแล้วกลิ่นมันจะหายไปครับดังนั้นจึงไม่ต้องห่วง ส่วนพวกผักผมเลือกผักที่สามารถเหลือต้นมันเอาไปปลูกต่อได้ครับ ดูอย่างต้นนี้ ถ้าเราตัดเหลือรากและต้นมันไว้สักสองนิ้วแล้วเอาไปปลูกต่อมันจะงอกมาให้กินได้เรื่อยๆครับ” ดนัยตอบพลางอธิบายให้หมอยูมิฟัง
“หมอดนัยปลูกผักเป็นด้วยงั้นเหรอคะ !!” หมอยูมิแปลกใจ
“เป็นสิครับ” ดนัยพยักหน้าก็นะสมัยก่อนเขาต้องใช้เงินอย่างประหยัดและตอนนั้นบังเอิญไปเจอวิธีปลูกผักกาดโดยการเหลือต้นมันเอาไว้จากในเน็ตมาพอดี พอเขาลองทำตามมันก็ปลูกได้ซะงั้นจนในที่สุดเขาก็ได้ลองกับผักหลายๆอย่างจนรู้ว่าผักอะไรของไทยสามารถนำมาปลูกต่อหลังจากน้ำไปทำอาหารแล้วได้บ้าง ซึ่งวิธีนี้มันช่วยประหยัดไปได้เยอะเลยล่ะ อย่างเช่นเวลาเขาจะทำแกงจืดผักกาดหมู เขาก็แค่ไปตัดผักกาดที่อยู่หลังบ้านมาใช้เพียงต้นเดียวเท่านั้นโดยเวลาตัดก็เหลือตอมันเอาไว้หน่อยให้มันงอกอีกรอบถึงแม้มันจะใช้เวลาโตใหม่เป็นเดือนแต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา
เพราะดนัยเขาก็ไม่ได้ปลูกแค่ต้นเดียวซะหน่อยเขาปลูกเป็นสิบ กินวนมันไป 2-3 วันครั้งพอกินไปจนถึงต้นสุดท้ายต้นแรกก็โตให้กินใหม่ได้อีกรอบพอดี
(ค้นหา Google ว่า “ผักที่สามารถปลูกใหม่ได้” จะเจอถึง 24 ชนิดเลยครับส่วนที่บ้านผมปลูกผักกาดไว้ 5 กระถางไว้ทำแกงจืดหมูสับครับพอมันโตเราก็ตัดมากิน)
ที่บ้านผมก็ปลูกไว้แบบนี้ครับมันโตก็เอาไปผัดน้ำมันหอยบ้าง เอาไปทำต้มจืดใส่หมูสับบ้างปลูกหลายๆต้นกินวนมันไป“ต้นนี้กับต้นนี้ก็ปลูกได้เหรอคะ” หมอยูมิชี้ไปที่ผักกาดและต้นหอม
“ได้สิครับผักกาดนี่นะ แค่เวลาเราตัดมันให้เหลือโคนตรงนี้เอาไว้แช่น้ำไว้สัก 1-2 สัปดาห์มันก็แตกหน่ออ่อนแล้วครับพอมันแตกหน่อก็ย้ายลงดิน ส่วนต้นหอมนี่ยิ่งง่ายใหญ่เลยครับมันไม่ต้องใช้ดินก็สามารถโตได้ หาขวดน้ำไม่ใช้แล้วมาตัดให้เป็นแก้วใส่น้ำลงไป ส่วนต้นหอมเราก็อย่าไปใช้ส่วนรากมันเราใช้แต่ใบเขียวๆรากมันก็เอาไปแช่น้ำว่างๆก็เอามันออกไปโดนแดดบ้างไม่นานก็งอกใหม่ให้กินได้เรื่อยๆแล้วครับ” ดนัยบอกพลางหยิบผักกาดและต้นหอมมาอธิบายประกอบ
“ว้าวความรู้ใหม่เลยนะคะเนี่ยฉันเองก็ชอบกินต้นหอมกับผักกาด เอาไว้ขากลับแวะซื้อดินกับกระถางไปด้วยดีกว่า” หมอยูมิพูดอย่างตื่นเต้น
“ว่าแต่นั่นซื้อธูปหอมไล่ยุงไปทำไมเหรอคะ” หมอยูมิถามหลังจากเห็นมีซองธูปหอมอยู่ในรถเข็นด้วย
“ก็ซื้อเผื่อไว้เผื่อมียุงในบ้านน่ะครับ” ดนัยตอบหมอยูมิยิ้มๆ
หึหึ !! เอาไปใช้ในพิธีทำข้าวสารเสกน่ะเซ่ ดนัยคิดในใจพลางนึกถึงยัยผีฮิคาริที่แกล้งเขาถ้าข้าวสารเสกนี่ได้ผลกับผีอย่างฮิคาริล่ะก็สนุกแน่งานนี้
แต่ก่อนดนัยนั้นไม่เคยเชื่อเรื่องไสยศาตร์หรือเรื่องอะไรที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์มาก่อนแต่พอมาเจอฮิคาริความคิดดนัยก็เปลี่ยนไปเพราะขนาดผีอย่างฮิคาริเขายังเจอได้ทำไมเรื่องไสยศาสตร์และอาคมจะมีไม่ได้ล่ะจริงมั้ย
หลังจากซื้อของเสร็จหมอยูมิก็พาดนัยไปกินข้าวที่ร้านแถวๆนั้นก่อนจะแวะไปซื้อกระถางและดินสำหรับปลูกผักแน่นอนดนัยเองก็ซื้อด้วยเพราะเขาก็จำเป็นต้องใช้
สรุปวันนี้ดนัยใช้เงินไปเกือบ 20000 เยน หรือราวๆ 6000 บาท
ฮึบ !! ดนัยยกของขึ้นมาแขนของเขาตอนนี้สั่นไปหมดเพราะข้าวของของหมอยูมินั้นราวๆ 40 กว่ากิโล (รวมดินปลูกผักและกระถางต้นไม้)
“หมอยูมิไปกดลิฟท์มาเลยครับผมจะได้ยกไปเลย” ดนัยพูด
“ค่ะ !!” หมอยูมิพยักหน้าก่อนจะไปกดลิฟท์
หนักโคตร !! ดนัยได้แต่บ่นอยู่ในใจแต่ในที่สุดเขาก็ยกของๆเขาและของๆหมอยูมิเข้าลิฟท์ไปจนหมด
“หมอยูมิอยู่ชั้นไหนครับ” ดนัยถาม
“ชั้น 7 ค่ะ” หมอยูมิตอบดนัยได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าก่อนจะกดลิฟท์ไปที่ชั้น 7 ทันทีเพื่อไปส่งหมอยูมิก่อน
ติ๊ง !! เสียงลิฟท์เปิดออกก่อนหมอยูมิจะรีบไปเปิดประตูห้องดนัยค่อยๆลากของออกมาจากลิฟท์โดยไม่ลืมเอาถุงข้าวหอมของเขามาขวางประตูเอาไว้เพื่อไม่ให้ลิฟท์มันปิดเสียก่อน
“หมอดนัยลงไปเลยก็ได้ค่ะขอบคุณนะคะที่มาส่ง !!” หมอยูมิรีบเดินกลับมาพลางพูดกับดนัยเมื่อเห็นว่าดนัยเอาถุงข้าวขัดประตูเอาไว้อยู่
“ได้ยังไงกันครับของหนักขนาดนี้จะให้ผู้.....” ดนัยยังพูดไม่ทันจบก็ต้องอ้าปากค้างเพราะจู่ๆหมอยูมิก็ยกถุงข้าวของเธอ 3 ถุงนั้นขึ้นบ่าสบายๆก่อนจะหยิบถุงพวกเครื่องปรุงและถุงดินปลูกผักมาไว้ในมือข้างที่แบกข้าว 3 ถุงนั้นส่วนอีกมือก็หิ้วพวกเครื่องปรุงและของใช้ส่วนตัวของเธอขึ้นมาอย่างชิลล์ๆ
“ขอบคุณมากค่ะหมอดนัยที่มาส่งเอาไว้เจอกันนะคะ” หมอยูมิพูดก่อนจะเดินๆไปทันทีทิ้งให้ดนัยอ้าปากค้างกว่าดนัยจะได้สติก็ตอนที่ลิฟท์มันร้องออกมา (ลิฟท์จะร้องตอนที่เปิดประตูค้างไว้นานๆครับแต่ก็เป็นบางที่นะที่ติดตั้งระบบนี้ไว้)
หมอยูมิคุณยังเป็นผู้หญิงธรรมดาใช่มั้ยนั่นหรือว่าตอนมอปลายคุณเคยเป็นนักกีฬายกน้ำหนักมาก่อน ดนัยได้แต่คิดอยู่ในใจก่อนจะกลับลงไปที่ชั้น 3 เพื่อกลับห้องของเขาเอง
จบ...