สัตย์สาบานแห่งดวงดาว

    ตอนที่ 54 พวกท่านรู้จักบาป 7 ประการรึเปล่า

    ยูรันที่ยืนอยู่พลันชะงัก


    “โอ๊ะ”


    ทุกคนหันมามองเขาพร้อมกัน


    ยูรันยกมือแตะคาง


    “ข้าลืมเรื่องสำคัญอีกแล้ว”


    หลานชิงอวี้ถามทันที


    “เรื่องอะไรเหรอคะ”


    ยูรันหันหน้ามาทางนาง


    “สวนสมุนไพรไง”


    เขาพูดเหมือนเพิ่งนึกได้จริง ๆ


    “ต้องไปดูสมุนไพรที่ตำหนักโอสถด้วยน่ะสิ ข้าลืมขอป้ายจากผู้อาวุโสซู กลัวไปถึงแล้วเจอเรื่องยุ่งยาก”


    “...”


    ทุกคนเงียบลงพร้อมกัน


    หนานอวี้ยกมือกุมหน้าผาก


    ไป๋หลิงถอนหายใจยาว


    หลานชิงอวี้มองเขาด้วยสายตาเอื่อมระอาอย่างปิดไม่มิด


    แม้แต่หลิงเยวี่ยยังยกถ้วยชาขึ้นจิบช้า ๆ ราวกับทำใจไว้แล้ว


    ช่วงเวลาหลายวันที่ผ่านมา ทุกคนเริ่มเข้าใจสิ่งหนึ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ


    ยูรันไม่ใช่คนจำไม่ดี เขาเพียงมักจะลืมสิ่งที่คนอื่นคิดว่าสำคัญ


    ไม่ก็เพราะสำหรับเขา เรื่องเหล่านั้นไม่ได้สำคัญพอให้จำจริง ๆ


    หนานอวี้พึมพำ


    “ศิษย์น้อง เจ้านี่นะ...”


    ยูรันพยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับตนเอง


    “ช่วยไม่ได้ ไว้ค่อยว่ากัน”


    เขาหันกลับมานั่งลงที่โต๊ะอีกครั้ง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ


    “เรามาคุยเรื่องศิษย์พี่เย่กันต่อดีกว่า”


    บรรยากาศที่เพิ่งเอื่อยเฉื่อยเมื่อครู่ พลันเย็นลงทันที


    หนานอวี้ที่ยังบ่นเรื่องเขาลืมป้ายอยู่เมื่อครู่ สีหน้ากลับเปลี่ยนเป็นจริงจังในพริบตา


    ไป๋หลิงวางถ้วยชาลงเบา ๆ


    หลานชิงอวี้เองก็ขยับตัวตรงขึ้น


    หลิงเยวี่ยมองยูรันนิ่ง ๆ


    “ว่ามา”


    ยูรันเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ


    “ช่วงนี้พวกท่านคิดว่าเขาเป็นยังไงบ้างล่ะ”


    หลานชิงอวี้เป็นคนแรกที่ตอบ


    “ข้าก็ไม่แน่ใจเจ้าค่ะ ข้าเข้ามาพร้อมกันกับศิษย์พี่ เลยไม่รู้อะไรมาก แต่เขาดูแตกต่างจากข่าวลือก่อนหน้ามากเลยเจ้าค่ะ เหมือนเขาเป็นคนดี ยิ้มแย้มแจ่มใส แถมยังฝีมือดี”


    นางหยุดไปเล็กน้อย


    “แต่พอวันที่เขาพยายามใส่ร้ายป้ายสีศิษย์พี่ ข้าก็รู้สึกว่าเขาไม่น่าจะเป็นคนดีเท่าไร”


    ไป๋หลิงกล่าวต่อเสียงเรียบ


    “ข้าคิดว่าเขาเปลี่ยนไปมากตั้งแต่เจ้าเข้ามา ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ถึงดูเคียดแค้นเจ้าขนาดนั้น”


    หนานอวี้ขมวดคิ้ว


    “นั่นสิ ศิษย์น้อง เจ้าไปทำอะไรให้เย่อ้าวเทียนไว้รึเปล่า”


    ยูรันตอบทันที


    “เปล่า”


    เขาหันไปทางหลิงเยวี่ย


    “แล้วท่านอาจารย์ล่ะ คิดว่ายังไง”


    หลิงเยวี่ยนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวช้า ๆ


    “ห้าปีก่อน ข้าเห็นเขาเร่ร่อนไม่มีที่ไปในเมืองแห่งหนึ่ง ดูน่าสงสาร ประกอบกับข้าเห็นว่าเขามีกายาทรราชโลหิตคลั่ง ก็เลยรับเขาไว้”


    นางวางถ้วยชาลงเบา ๆ


    “เพียงห้าปี เขาก็เกือบทะลวงขึ้นก่อวิญญาณทารกได้แล้ว เหลืออีกเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น”


    หลิงเยวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย


    “ตลอดห้าปีนี้ เขาเหมือนเป็นคนดีมาก พูดจาดี วางตัวดี ข้าเองก็แปลกใจเช่นกัน ตั้งแต่วันที่เจ้าเข้ามา เขาก็เปลี่ยนไป แววตาเต็มไปด้วยความแค้น”


    นางมองยูรันตรง ๆ


    “เจ้าไม่เคยทำอะไรไว้ให้เขาเลยจริงรึ”


    ยูรันส่ายหน้าเบา ๆ


    “อืม ไม่เคย”


    เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ


    “ข้าไม่เคยเจอเขาสักหน่อย วันที่เข้าสำนักเป็นครั้งแรกนั่นแหละที่เจอเขา”


    ทุกคนเงียบลงเล็กน้อย


    ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนวางลงช้า ๆ


    “แต่ว่า มีสองเรื่องที่ท่านกำลังเข้าใจผิด”


    หลิงเยวี่ยมองเขานิ่ง ๆ


    “เรื่องอะไร”


    ยูรันยกนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว


    “เรื่องแรก เป็นความเห็นของข้าต่อเขา”


    จากนั้นเขายกนิ้วที่สองขึ้น


    “เรื่องสอง เป็นความเห็นของพวกท่านต่อเขา”


    เขาหยุดไปครู่หนึ่ง เหมือนกำลังเรียบเรียงความคิด


    [อืม จากเท่าที่ดู ดูเหมือนจะไม่มีสูตรสำเร็จอย่างผู้ช่วยในแหวน ในจี้ ในสร้อยคอ ในกำไลสินะ]


    [เย่อ้าวเทียนเป็นบุตรแห่งโชคชะตา ทำไมดูขยะเปียกแบบนี้]


    ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวเสียงเรียบ


    “ความเห็นของข้าคือ กายาของเขาสำหรับคนทั่วไปมันคือขยะดี ๆ นี่เอง”


    “...”


    ทั้งโต๊ะเงียบลงทันที


    ยูรันกล่าวต่ออย่างไม่รู้สึกรู้สา


    “สำหรับคนบำเพ็ญ มันควรจะเป็นกายาเทพนักรบศักดิ์สิทธิ์โลหิตคลั่งสิ ถึงจะดี”


    “...”


    สีหน้าของทุกคนเหมือนกำลังถามคำเดียวกัน นี่เจ้าล้อเล่นอีกแล้วรึเปล่า


    กายาทรราชโลหิตคลั่งเนี่ยนะขยะ? แล้วอะไรคือกายาเทพนักรบศักดิ์สิทธิ์โลหิตคลั่ง?


    ยูรันเหมือนอ่านสีหน้าของทุกคนออก จึงพยักหน้าเบา ๆ


    “ดูจากสีหน้า พวกท่านกำลังสงสัยสินะว่าอะไรคือกายาเทพนักรบศักดิ์สิทธิ์โลหิตคลั่ง”


    เขาเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ


    “อืม จะว่าไงดีล่ะ”


    ทุกคนเงียบลงพร้อมกัน


    ยูรันกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย


    “กายาทรราชโลหิตคลั่งของเขานะ ตบะจะเพิ่มขึ้นหลังมีการหลั่งเลือดออกมา ทำให้สามารถสู้ข้ามระดับได้สบาย ๆ”


    หลิงเยวี่ยพยักหน้าเล็กน้อย


    นี่คือสิ่งที่นางรู้เช่นกัน


    ยูรันกล่าวต่อ


    “ถึงแม้ว่าจะพัฒนากลายเป็นกายาราชันทรราชโลหิตคลั่ง ทำให้สำแดงพลังออกมาได้โดยไม่ต้องเสียเลือดก็เถอะ”


    เขาหยุดไปนิดหนึ่ง


    “แต่ปัญหาคือ สู้ไปเรื่อย ๆ เลือดออกหมดตัว สู้ยื้อเวลายังไงก็แพ้ เจอพวกพลังป้องกันกับพลังชีวิตมหาศาล ถ้าไม่โง่เกินไป ยังไงก็แพ้”


    “...”


    หนานอวี้อ้าปากเหมือนอยากเถียง แต่ก็เถียงไม่ออก


    ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ แล้วพูดต่อ


    “ส่วนกายาเทพนักรบศักดิ์สิทธิ์โลหิตคลั่ง มันพิเศษกว่า”


    “ความสามารถพื้นฐานคล้ายกัน แต่มีเพิ่มมาไม่กี่อย่าง”


    เขายกนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว


    “หนึ่ง เพิ่มความสามารถในการต้านการโจมตีทุกรูปแบบ หากมีการหลั่งเลือด จะต้านทานได้สูงสุดถึงครึ่งหนึ่ง ต่อให้การโจมตีนั้นรุนแรงแค่ไหน ก็จะถูกลดทอนเหลือครึ่งหนึ่งทันที”


    ไป๋หลิงสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย


    ยูรันยกนิ้วที่สอง


    “สอง เพิ่มความสามารถในการฟื้นฟูอย่างมหาศาล แทบจะใกล้เคียงกับผนึกร้อยชีวิตของข้าเลยแหละ แล้วก็ไม่ต้องใช้พลังปราณอีกด้วย”


    ยูรันยกนิ้วที่สาม


    “แล้วอย่างสุดท้าย กายานี้สามารถฉีกกระชากโลหิตของอีกฝ่ายออกมาได้ครึ่งหนึ่งทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข”


    คราวนี้ทุกคนสีหน้าเปลี่ยนจริง ๆ


    ยูรันกล่าวต่ออย่างสงบ


    “ทำให้ทุกอย่างในร่างกายอีกฝ่ายลดลงครึ่งหนึ่งทันที ไม่ว่าจะเป็นตบะ พลังกาย ประสาทสัมผัส พลังชีวิต ทุก ๆ อย่าง”


    เขาวางมือลง


    “ถ้าเทียบกัน กายาทรราชโลหิตคลั่ง มันก็คือขยะอะ”


    “...”


    ทั้งโต๊ะเงียบกริบ


    ไม่มีใครรู้ว่าควรเริ่มตกใจกับจุดไหนก่อนดี


    ตกใจที่ยูรันเรียกกายาทรราชโลหิตคลั่งว่าขยะ


    หรือตกใจที่เขาพูดถึงกายาที่สามารถลดทุกอย่างของศัตรูลงครึ่งหนึ่งได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


    หนานอวี้กลืนน้ำลายเบา ๆ


    “ศิษย์น้อง... ไอ้กายาเทพนักรบอะไรนั่น มันมีอยู่จริงเหรอ”


    ยูรันพยักหน้า


    “มีสิ”


    ทุกคนยังไม่ทันได้โล่งใจ ยูรันก็กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงธรรมดามาก


    “ถ้าไม่มี ข้าก็ทำให้มีได้นะ”


    “...”


    ความเงียบตกลงกลางโต๊ะทันที


    เอิ่ม


    หลานชิงอวี้ค่อย ๆ ยกมือกุมขมับ


    ไป๋หลิงหลับตาลงช้า ๆ


    หนานอวี้อ้าปากค้างอยู่นาน ก่อนพึมพำ


    “ศิษย์น้อง เจ้าพูดเหมือนกำลังบอกว่าถ้าไม่มีซาลาเปา ก็ทำใหม่ได้เลยนะ”


    ยูรันหันไปทางนาง


    “ซาลาเปาง่ายกว่านะ”


    “นั่นไม่ใช่ประเด็น!”


    ยูรันพยักหน้าเหมือนเห็นด้วยกับตัวเอง


    “ก็จริง ต่อเถอะ”


    เขาวางถ้วยชาลง


    “เรื่องที่สอง ความคิดของพวกท่านต่อเขา ดูเหมือนพวกท่านจะเข้าใจผิดไปจุดหนึ่งนะ”


    หลิงเยวี่ยขมวดคิ้ว


    “ตรงไหน”


    ยูรันตอบเสียงเรียบ


    “ก็ตรงที่พวกท่านคิดว่า ห้าปีที่ผ่านมาเขาเป็นคนดี และคิดแค่ว่าข้าไปทำอะไรให้เขารึเปล่า เขาถึงใส่ร้ายข้า”


    ทุกคนเงียบลงทันที


    ยูรันกล่าวต่อ


    “ทำไมพวกท่านไม่คิดล่ะ ว่าเขาแค่แกล้งทำเป็นคนดี แล้ววางแผนใส่ร้ายข้า”


    “ทั้ง ๆ ที่ข้าเข้ามาพร้อมกับชิงอวี้แท้ ๆ แต่เขากลับจงใจใส่ร้ายข้า ไม่ใช่ชิงอวี้ ไม่ใช่คนอื่น แต่เป็นข้าโดยเฉพาะ”


    เขาหยุดไปเล็กน้อย


    “พวกท่านไม่คิดว่ามันแปลกบ้างเหรอ”


    “...”


    ความเงียบปกคลุมทั้งโต๊ะ


    จริงด้วย นี่มันแปลกมาก


    หลานชิงอวี้ขมวดคิ้วแน่น นางเข้ามาพร้อมยูรัน


    ถ้าเย่อ้าวเทียนเพียงไม่พอใจศิษย์ใหม่ เหตุใดจึงไม่เล่นงานนางด้วย


    ถ้าเขาแค่หึงหวงตำแหน่งในยอดเขา เหตุใดจึงเลือกเล่นงานยูรันตั้งแต่แรก


    ไป๋หลิงค่อย ๆ วางถ้วยชาลง แววตาของนางเย็นลงทีละน้อย


    “หมายความว่า... ตั้งแต่แรกเขาไม่ได้เปลี่ยนไปเพราะเจ้าเข้ามา”


    หลิงเยวี่ยกล่าวต่อเสียงต่ำ


    “แต่เขาอาจเป็นเช่นนั้นมาตั้งแต่ต้น เพียงแค่ซ่อนไว้ดีมาก”


    หนานอวี้กัดฟันกรอด


    “ไอ้สารเลวนั่น...”


    ยูรันดีดนิ้ว เป๊าะ


    “เข้าใจเร็วดีนี่”


    เขาหัวเราะเบา ๆ


    “ถ้าวันนั้นเป็นผู้ชายคนอื่นก็คงปลิวออกจากยอดเขานี้ไปแล้ว ฮ่า ๆ”


    หลานชิงอวี้ขมวดคิ้ว


    “แล้วทำไมเขาถึงจงใจใส่ร้ายศิษย์พี่ด้วยล่ะคะ ไม่มีเหตุผลเลย”


    ยูรันตอบอย่างไม่รีบร้อน


    “เรื่องนี้ก็ไม่น่าเข้าใจยากนะ”


    เขายกถ้วยชาขึ้นจิบ


    “ก็แหม ก่อนหน้านี้ ที่นี่มีเขาเป็นผู้ชายคนเดียวไม่ใช่เหรอ”


    หนานอวี้กะพริบตาปริบ ๆ


    “ข้าไม่เข้าใจ พูดให้ชัด ๆ สิ”


    หลานชิงอวี้กลับนิ่งไป


    นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสีหน้าจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป


    [ไม่จริงน่า... หรือว่า]


    ไป๋หลิงเองก็เหมือนจะคิดตามทัน สีหน้าของนางเย็นลงทันที


    หลิงเยวี่ยไม่พูดอะไร แต่แววตาของนางลึกลงเล็กน้อย


    ยูรันเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ


    “ข้าจะบอกแบบนี้แล้วกัน เรื่องนี้ต้องพูดย้อนยาวหน่อย พวกท่านรู้จักบาปเจ็ดประการรึเปล่า”

    คล้ายกับเรื่องสัตย์สาบานแห่งดวงดาว ที่คุณอ่าน