บทที่ 6 เจียงเหมย เราได้พบกันอีกแล้ว
เจียงหนานรู้สึกได้ว่าลู่ฮ่าวเริ่มโอนอ่อนผ่อนตาม เธอจึงรีบเสนอผลประโยชน์ล่อใจ “ฉันจะไม่สร้างปัญหาอะไรให้คุณ ขอแค่ครอบครัวคุณดูแลฉันสามมื้อต่อวันก็พอ ฉันจะช่วยคุณดูแลคุณปู่ด้วย”
ั์ตาลู่ฮ่าวสงบนิ่งและยังคงไม่เอ่ยวาจาใด
เพราะบนหน้าเขามีผ้าก๊อซพันอยู่ เจียงหนานจึงมองไม่เห็นสีหน้าของเขาเลย
“ถ้าคุณไม่เห็นด้วย ฉันจะไปคุยกับคุณปู่เดี๋ยวนี้แหละ”
ลู่ฮ่าวนึกถึงชายชราผู้ขู่ว่าจะตายให้เขาดู
คิ้วชายหนุ่มขมวดแน่น
เขาทั้งปวดหัว ปวดแผลบนหน้า ปวดมือ ปวดไปหมด
ไม่อยากปวดหัวเพิ่มอีกแล้วจริง ๆ
ชายหนุ่มจึงเริ่มต่อรอง “เดี๋ยว ขอฉันคิดดูก่อน”
เจียงหนานอมยิ้ม “ได้ ค่อย ๆ คิดดู เรายังพอมีเวลา”
เธอเหลือบมองนาฬิกาบนกำแพง เกือบถึงเวลาเที่ยงวันแล้ว
เจียงเหมย ผู้หญิงคนนั้นใกล้จะมาแล้ว
“คุณออกไปก่อนเถอะ ฉันจะเปลี่ยนเสื้อผ้า วันที่สองของการแต่งงาน ฉันต้องแต่งให้สวยหน่อย ฉันจะทำให้คุณขายหน้าไม่ได้”
เจียงหนานดันลู่ฮ่าวออกจากประตูไป
การพบกันครั้งแรกของเธอกับเจียงเหมย เธอต้องปรากฏตัวในสภาพที่ดีที่สุด
เธอรื้อค้นทั่วห้อง พบเสื้อผ้าใหม่สองชุดในกล่องสินเดิม
ชุดสีฟ้าน้ำทะเลนี้ช่างตัดเสื้อเป็คนตัดให้
อีกชุดเป็กางเกงสีเบจกับเสื้อเชิ้ตลายดอกอันเป็ที่นิยมในขณะนี้
เจียงหนานเปลี่ยนเป็ชุดสีฟ้าน้ำทะเล รู้สึกว่าตนเองสวมแล้วดูดีกว่าชุดสีแดงเป็ไหน ๆ
เพียงแต่เอวเท่าถังน้ำ ขาเท่าช้างนี่แหละที่เกินคำบรรยายจริง ๆ
โชคดีที่เสื้อผ้าในยุคสมัยนี้ใส่สบายพอควร
เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าจนเสร็จ จากนั้นก็ส่องกระจกดู รู้สึกว่าผมยาวหยาบกร้านนี่น่ารำคาญอยู่ไม่น้อย
นอกจากหวีไม่สะดวกแล้วยังไม่เข้ากับรูปหน้าอีก
ผมยาวชี้ฟูขับร่างเ้าเนื้อให้ดูกระเซอะกระเซิงยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
ในเมื่อเกิดใหม่แล้ว เธอก็ต้องเริ่มต้นทุกอย่างใหม่สิ
เจียงหนานตั้งใจจะตัดผมก่อนเป็อันดับแรก จะได้ให้ความรู้สึกแปลกใหม่ขึ้นหน่อย
เธอกวาดมองรอบ ๆ ห้อง แต่กลับไม่พบกรรไกรเล่มเมื่อวาน
เจียงหนานเลยเปิดประตูออกไป เห็นว่าในลานบ้าน ผู้เฒ่าลู่กำลังดึงตัวลู่ฮ่าวไปคุยอะไรสักอย่าง
ชายชราหน้าบานเป็กระด้ง ดูอารมณ์ดีไม่หยอก
“คุณปู่คะ”
เจียงหนานทักทายชายชรา เอ่ยต่อว่า “ฉันมีเื่จะคุยกับลู่ฮ่าวนิดหน่อยน่ะค่ะ”
“ได้ ๆ เขาจะไปเดี๋ยวนี้แหละ”
ชายชราดันตัวหลานชายจอมทึ่มให้กลับเข้าไปในห้อง
ลู่ฮ่าวเหมือนกับของเล่นไม่มีผิด ไม่กี่นาทีที่ผ่านมา เขาถูกผลักออกมา ตอนนี้ยังถูกผลักให้เข้าไปอีกครั้ง
เจียงหนานถามขึ้น “กรรไกรอันเมื่อคืนล่ะคะ?”
ลู่ฮ่าวปรายตามอง ถามเธอด้วยสายตาอัดอึ้งไปด้วยหลากหลายความหมาย
เจียงหนานรู้สึกได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนทิ้งได้รอยเงาดำมืดไว้ในจิตใจของเขา
เธออธิบายอย่างเก้อเขิน “ฉันจะตัดผมน่ะค่ะ”
ลู่ฮ่าวมองผมยาวที่แผ่สยายของเธอ ก่อนจะเหยียดแขนยาวหยิบกรรไกรบนตู้ไม้
เจียงหนานรับมาแล้วเดินไปพร้อมกับกรรไกร เธอเริ่มตัดผมที่ยาวถึงเอวให้เหลือเท่าบ่า
เธอวางผมที่ตัดแล้วบนกระดาษแผ่นหนึ่งอย่างระมัดระวัง
เส้นผมสามารถขายเป็เงินได้ แถมยังแลกเข็มเย็บผ้า แลกด้าย แลกผ้าปูที่นอนได้ด้วย
เพราะเอื้อมมือตัดด้านหลังไม่ได้ เธอเลยทำได้เพียงขอความช่วยเหลือจากลู่ฮ่าว
เดิมทีลู่ฮ่าวไม่คิดจะสนใจเธอ แต่เมื่อดวงตาประสานกับดวงตากลมโตอันจริงใจของเธอ ในใจพลันเกิดความรู้สึกประหลาด
เจียงหนานดึงดันจะยัดดรรไกรใส่มือเขาให้ได้ “ช่วยฉันเร็ว ถ้าฉันออกไปในสภาพตัดผมครึ่งหัว คนที่อับอายขายหน้าคือคุณนะ”
เขาส่ายหัว “ฉันตัดไม่เป็”
“มือคุณเคยจับมีดผ่าตัด กับแค่ตัดผมทำไมจะไม่ได้ เอาให้ยาวเท่าที่ฉันตัดก็พอ”
จับมีดผ่าตัด...
ลู่ฮ่าวลดสายตาลงมองมือขวาตัวเองโดยไม่รู้ตัว
ภายในใจพลันขมขื่นตีตื้นขึ้น
“ช่วยหน่อยเถอะ ฉันตัดจนกลายเป็แบบนี้แล้ว จะยอมแพ้กลางทางไม่ได้ แค่ตัดให้สั้นก็พอ ไม่ต้องใช้เทคนิคอะไรหรอก”
เธอยัดกรรไกรใส่มือเขา ลู่ฮ่าวรั้นสู้ต่อไม่ได้ เขาเลยทำได้แค่รับกรรไกรมา
เขาใช้มือซ้ายถือกรรไกร หันเข้าหาเรือนผมยาวของเจียงหนาน หลังจากนั้นเสียงตัดฉับก็ดังขึ้น
กระนั้นเจียงหนานก็ได้คืบจะเอาศอก “คุณเล็มให้อีกหน่อยสิ”
ลู่ฮ่าวโดนบีบบังคับให้ทำหน้าที่ช่างตัดผมจำเป็ ท่าทางออกมาเงอะงะงุ่มง่ามสมกับเป็ประสบการณ์ครั้งแรกในชีวิต
เจียงหนานตัดผมหน้าม้าต่อ ทั้งนี้เพื่อปิดใบหน้าอันใหญ่โตของตนเอง
พอตัดผมแบบนี้ จากสายตาก็ไม่ได้ดูอ้วนขนาดนั้นแล้ว และเพราะเธอผิวพรรณขาวผ่อง อีกทั้งองคาพยพทั้งห้าคมชัด ตอนนี้พิศมองดูแล้วนับว่าดูดีทีเดียว
“เป็อย่างไรบ้าง? ทรงนี้ไม่เลวเลยใช่ไหม?” เธอสะบัดหัวส่ายผมต่อหน้าลู่ฮ่าว จากนั้นส่งยิ้มตาหยีเพื่อขอคำชม
ลู่ฮ่าวเบี่ยงสายตา ทำเป็ไม่สนใจท่าทางนั้น เขาเปลี่ยนไปหยิบหนังสือเล่มหนึ่งจากชั้นหนังสือ
เจียงหนานรู้ว่าชายผู้นี้เป็เพียงพระถังซัมจั๋ง*[1] ยกเว้นตัวไว้ให้คนในดวงใจของเขาเท่านั้น ผู้หญิงคนอื่นล้วนเป็ตอไม้ทั้งสิ้น ยิ่งเธอมีวาจาฉะฉานเช่นนี้แล้ว เขาย่อมไม่สนใจ
เจียงหนานไม่ได้สนใจเขาอีก เธอจัดทรงผมที่ตัดแล้วให้ดี จากนั้นมองดูนาฬิกาบนผนังเพื่อนับเวลา
รอให้คนชั่วมาเยือนหน้าประตู
หลังจากนั้นไม่นาน น้ำเสียงเบิกบานของลู่เสี่ยวเยว่ก็ดังขึ้นจากในลานบ้าน “พี่รอง นี่คือว่าที่พี่สะใภ้รองของฉันใช่ไหมเนี่ย? สวยจริง ๆ”
เจียงหนานสีหน้าพลันเย็นเยียบเมื่อได้ยินเสียงของลู่เสี่ยวเยว่
มาแล้วสินะ
เธอมองลู่ฮ่าวที่กำลังพลิกอ่านหนังสือแล้วเอ่ยว่า “น้องชายของคุณพาคนรักกลับมาแล้ว”
ลู่ฮ่าวยังคงพลิกอ่านหนังสือต่อไป “นั่นไม่ใช่น้องชายของฉัน”
เธอล่ะชอบทัศนคตินี้ของลู่ฮ่าวจริง ๆ
เจียงหนานคันไม้คันมือ รอที่จะได้พบเจียงเหมยน้องสาวผู้แสนดีแทบไม่ไหว “หิวจังเลย ไปเถอะ พวกเราไปห้องโถงกัน”
ลู่ฮ่าวปิดหนังสือก่อนจะเหลือบมองเธอ “อย่ามีเื่กับพวกเขาจะดีที่สุด”
เจียงหนานกลับยกยิ้ม “นั่นขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาจะสงบเสงี่ยมหรือเปล่าแล้วล่ะ”
พอเธอจะเอื้อมมือไปคว้าแขนของลู่ฮ่าว เขากลับเลี่ยงััเธอเหมือนเห็นผี
“คุณจะหลบทำไมเนี่ย เราต้องสร้างภาพคู่รัก มีคนรอดูเื่ขบขันของเราอยู่นะ คุณต้องเสแสร้งแกล้งทำหน่อยสิ”
เจียงหนานดึงดันจะเดินคล้องแขนลู่ฮ่าวเข้าไปไปห้องโถง
ในห้องโถง ลู่เซิ่งหมินกลับมาจากเลิกงานตอนเที่ยงแล้ว ผู้เฒ่าลู่ก็อยู่เช่นกัน
สวี่เจิงกำลังแนะนำหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างเขาให้ผู้เฒ่าลู่กับลู่เซิ่งหมินรู้จัก
เมื่อผู้เฒ่าลู่เห็นคนรักที่สวี่เจิงพามา สีหน้าก็พลันสงสัยใคร่รู้ “ทำไมแม่หนูคนนี้ถึงดูคุ้นหน้าคุ้นตานัก?”
เจียงเหมยแนะนำตัวเองอย่างกระฉับกระเฉง “คุณปู่เคยเจอฉันที่บ้านของฉันแล้วค่ะ ฉันคือน้องสาวของเจียงหนาน ชื่อเจียงเหมยค่ะ”
ผู้เฒ่าลู่และคนอื่น ๆ ต่างมีสีหน้าแปลกใจ
น้องสาวของเจียงหนาน?
สวี่เจิงคบหากับน้องสาวของเจียงหนานเมื่อไรกัน?
เจียงหนานที่กระชากลากแขนของลู่ฮ่าวเพิ่งมาถึงหน้าประตู ได้ยินเสียงเจียงเหมยแนะนำตัวเองอยู่ด้านใน
เสียงของเธออ่อนหวาน ฟังดูสุภาพ ทว่าสิ่งที่ฉายชัดเข้ามาในหัวของเจียงหนานกลับเป็เสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งตอนอยู่ในสถานกักกันเมื่อชาติก่อน
เจียงเหมย ในที่สุดเราก็ได้พบกันอีกแล้วสินะ
เธอปกปิดความเหี้ยมเกรียมบนใบหน้า เข้าไปในห้อง มองเจียงเหมย แสร้งทำเป็ประหลาดใจ “น้องสาว เธอมาได้ยังเนี่ย? มาเยี่ยมฉันหรือ?”
เจียงเหมยหันกลับไป เห็นเจียงหนานกำลังคล้องแขนชายคนหนึ่ง ความประหลาดใจวาบผ่านแววตา
ทำไมเจียงหนานถึงเปลี่ยนไป?
นังอ้วนที่ร้องห่มร้องไห้พร่ำะโว่าไม่อยากแต่งงานกับคนอัปลักษณ์ บัดนี้กลับกำลังคล้องแขนคนคนนั้นอยู่
สิ่งที่ทำเอาแปลกใจยิ่งกว่าคือ ตอนนี้เธอดูสดใสมีชีวิตชีวา ไม่กระเซอะกระเซิงเหมือนตอนอยู่ที่บ้านเลยสักนิด
เจียงเหมยฉายแววขุ่นเคืองผ่านใบหน้า แสร้งทำเป็พี่สาวน้องสาวผู้รักใคร่กลมเกลียว พูดอย่างเขินอายว่า “พี่สาว ฉัน... สวี่เจิงเป็คนพาฉันมาน่ะ”
เธอเหลือบมองสวี่เจิงอย่างขวยเขิน เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด “พี่สาว ขอโทษนะที่ก่อนหน้านี้ฉันไม่ได้บอกพี่ว่ากำลังคบกับสวี่เจิง ฉันกลัวว่าจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของพี่กับพี่เขยน่ะ”
เจียงหนานโบกปัดด้วยท่าทีไม่แยแส “ไม่เป็ไร อย่างไรก็ไม่ได้สนิทกัน เธอจะคบใครก็เื่เธอ”
น้ำเสียงของเจียงหนานแฝงเร้นความนัย ไม่รู้ว่ากำลังสาดโคลนใส่ลู่ฮ่าวกับสวี่เจิง หรือเธอกับเจียงเหมย
ชาติก่อน เพราะเธอกลัวลู่ฮ่าว เลยไม่กล้านั่งด้วยกันกับเขา
พอเจียงเหมยมา เธอก็เหมือนเห็นผู้ช่วยชีวิต
เธอร้องไห้จนตาบวมเป่ง ้ากลับบ้านพร้อมกับเจียงเหมย แต่เจียงเหมยกลับด่าทอเธอ บอกว่าหมูอ้วนอย่างเธอคู่ควรแต่กับคนอัปลักษณ์เท่านั้น
แม้แต่ลู่ฮ่าวก็ยังถูกสวี่เจิงทำให้อับอายขายหน้า หัวเราะเยาะเขาที่เสียเงินตั้งมากตั้งมายเพื่อแลกกับหญิงอ้วนคนหนึ่ง
ลู่ฮ่าวเคยเป็คนที่ยอดเยี่ยมถึงเพียงนั้น กลับโดนหมาป่าตาขาวที่เลี้ยงไว้ในบ้านเย้ยหยัน ศักดิ์ศรีของเขาถูกเหยียบย่ำจมอยู่ใต้ฝ่าเท้าของน้องชาย
ผู้เฒ่าลู่เองก็โดนกระตุ้นโทสะจนอาการป่วยกำเริบเช่นกัน
*[1] พระถังซัมจั๋ง ใช้เปรียบเปรยว่า ปกติไม่ได้สนิทสนมกับผู้หญิง จึงแสดงท่าทีเฉยเมยไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาว