ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 201 : รื้อฟื้นซากปรักหักพัง

จารึกที่ 201 : รื้อฟื้นซากปรักหักพัง : บัญชีเลือดและมรดกสูญตา


ตะวันคล้อยลับเหลี่ยมเขา ทิ้งไว้เพียงแสงสีชาดที่สาดส่องลงบนซากปรักหักพังของสำนักหมึกวารี แม้พิธีศพอันแสนโศกเศร้าจะผ่านพ้นไปแล้ว ทว่าภาระอันหนักอึ้งในการฟื้นฟูสำนักเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น


อาเจียยืนตระหง่านอยู่หน้าลานหอประชุมสายในที่พังทลาย เบื้องหน้าของเขาคือเหล่าศิษย์ที่เหลือรอดเพียงไม่กี่ร้อยชีวิต ทุกคนมีสภาพอิดโรยและบาดเจ็บ ทว่าเมื่อพวกเขามองมายังเด็กหนุ่มผู้ควบคุมพยนต์เทวะนับหมื่น แววตาของพวกเขากลับเปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใส


"พวกเจ้าจงฟัง!" อาเจียประกาศเสียงก้องกังวาน "สำนักหมึกวารีคืออดีตมหาอำนาจ เราคือผู้สืบทอดวิถีแห่งอักขระและค่ายกล การซ่อมแซมสำนักครั้งนี้ จะไม่มีผู้ใดต้องแบกหินหรือตัดไม้ด้วยมือเปล่าให้เสียเกียรติแห่งเซียน!"


เด็กหนุ่มสะบัดแขนเสื้ออย่างสง่างาม ถุงจักรวาลที่ปล้น... เอ้ย! ที่ริบมาจากศัตรูนับพันใบถูกเปิดออก ศิลาปราณระดับกลางนับหมื่นก้อนพุ่งทะยานออกมาดั่งสายฝนดาวตก ลอยไปตกอยู่เบื้องหน้าศิษย์ทุกคนอย่างแม่นยำ


"ใช้ศิลาปราณเหล่านี้เป็นพลังงาน! ศิษย์สายอักขระ จงกาง 'ยันต์เคลื่อนพสุธา' ยกเศษซากศิลาขึ้นมาประกอบใหม่! ศิษย์สายโอสถ จงใช้ 'ค่ายกลพฤกษาฟื้นฟู' เร่งการเจริญเติบโตของไม้หอมเพื่อสร้างเรือนพัก! ส่วนเรื่องคบเพลิงและแสงสว่าง... โยนเศษไม้โง่ๆ พวกนั้นทิ้งไปซะ! ข้าได้เตรียม 'ศิลาแสงจันทร์' และ 'ยันต์อัคคีเรืองรอง' ไว้รอบสำนักแล้ว คืนนี้สำนักของเราต้องสว่างไสวดุจแดนเซียน!"


"รับคำสั่ง!" เหล่าศิษย์ขานรับอย่างฮึกเหิม ความสิ้นหวังถูกปัดเป่าไปจนสิ้น เมื่อมีทรัพยากรมหาศาลหนุนหลัง วิถีแห่งเซียนก็สำแดงเดช เศษหินและท่อนไม้ขนาดใหญ่ลอยขึ้นสู่อากาศด้วยเส้นสายอักขระ ประกอบเข้าด้วยกันราวกับมีมือที่มองไม่เห็นคอยชักใย


เมื่อจัดการสั่งการเสร็จสิ้น อาเจียก็ปลีกตัวออกความวุ่นวาย มุ่งหน้าลึกเข้าไปในหุบเขาด้านหลังสำนัก สถานที่ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของเรือนผู้อาวุโสสูงสุด ลานหินกว้างที่นี่เงียบสงบ เหมาะแก่การฝึกสมาธิ


อาเจียนั่งขัดสมาธิลงตรงกลางลาน เขานำ 'ตราประทับไม้' ที่ได้รับสืบทอดมาจากปู่หลินออกมาวางไว้เบื้องหน้า พร้อมกับกองสมบัติศัสตราและแร่ธาตุที่คัดแยกมาจากแหวนมิติของพวกตระกูลเหลย


ข้างกายของเขามีเงาทะมึนยืนอารักขาอยู่อย่างเงียบเชียบ 'เจ้าสัว' ใน 'ร่างราชันย์อเวจี' ความสูงหนึ่งจ้างที่อัดแน่นไปด้วยมวลกล้ามเนื้อโลหะดูปราดเปรียวและอันตรายถึงขีดสุด ที่แผ่นหลังของมัน ปรากฏ "ปีกโลหะหกแฉก" กางสยายออกดุจปีกของราชันย์มาร และที่ดวงตา... เปลวเพลิงสีแดงฉานสว่างวาบขึ้นในความมืด คอยกวาดมองตรวจตรรอบทิศทาง


(เจ้าสัมผัสถึงมันได้หรือไม่ อาเจีย) เสียงแหบพร่าของมู่เฉินดังก้องขึ้นในห้วงวิญญาณ ร่างโปร่งแสงของจ้าวอักขระบรรพกาลปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ชี้มือไปยังตราประทับไม้เก่าๆ


อาเจียหลับตาลง ส่งสัมผัสปราณวิญญาณเข้าไปในเนื้อไม้ พริบตานั้น ห้วงจิตของเขาเหมือนถูกดึงเข้าสู่ความมืดมิดอันไร้ขอบเขต ไม่มีแสงสว่าง ไม่มีเสียง ไม่มีแม้แต่กฎเกณฑ์ของเวลาและสถานที่ ทว่าในความว่างเปล่านั้น กลับมีเส้นสายลวดลายโบราณเส้นหนึ่งก่อตัวขึ้น... มันคืออักขระหลิง (零) ที่บริสุทธิ์และลึกล้ำยิ่งกว่าที่เขาเคยสัมผัส


"นี่คือ... แก่นแท้ของวิถีแห่งสูญตา 空之道 (คง-จือ-เต้า) ใช่หรือไม่ขอรับ?" อาเจียลืมตาขึ้น เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก แม้จะสัมผัสเพียงเสี้ยววิ แต่พลังงานในจุดตันเถียนกลับปั่นป่วนอย่างรุนแรง


(ถูกต้อง ตราประทับนี้คือสื่อกลางที่ปรมาจารย์รุ่นแรกทิ้งไว้ มันบรรจุเศษเสี้ยวของ 'อักขระสูญตา' 空性符 (คง-ซิ่ง-ฝู)) มู่เฉินอธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจัง (เจ้าเคยใช้มันเพื่อเป็นฐานในการผสานอักขระธาตุ แต่เจ้ายังไม่เข้าใจแก่นแท้ของมัน... สูญตา ไม่ใช่แค่การเชื่อมต่อ แต่มันคือการ 'สร้างจากความไม่มี' และ 'ลบล้างกฎเกณฑ์ที่มีอยู่')


เด็กหนุ่มหน้าเงินกะพริบตาถี่ๆ สติปัญญาอันเฉียบแหลมเริ่มประมวลผล "ลบล้างกฎเกณฑ์... หมายความว่า หากข้าใช้อักขระสูญตาเป็นตัวนำ ข้าก็สามารถเจาะทะลวงค่ายกลป้องกันของศัตรู หรือบังคับให้ธาตุที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงหลอมรวมกันได้ โดยที่สวรรค์ไม่อาจลงทัณฑ์ใช่หรือไม่!"


มู่เฉินพยักหน้า (ในทางทฤษฎีนั้นย่อมทำได้ แต่มหาเวทสูญตา 大空法 (ต้า-คง-ฝ่า) ต้องจ่ายด้วยราคาที่แพงลิบ หากร่างกายและเส้นชีพจรของเจ้าไม่แข็งแกร่งพอ การฝืนบิดเบือนกฎของฟ้าดิน จะทำให้ผลสะท้อนตีกลับจนเจ้ากระอักเลือดตาย)


"เรื่องผลสะท้อนข้าค่อยหาโอสถมาบำรุงทีหลังได้ แต่ตอนนี้... ข้ามีเรื่องด่วนกว่าที่ต้องใช้พลังของมัน!"


อาเจียฉีกยิ้มกว้าง แววตาที่เคยเศร้าหมองถูกแทนที่ด้วยเพลิงแห่งความโลภและความแค้น เขาตวัดมือเรียกโต๊ะไม้เตี้ยๆ ออกมาจากแหวนมิติ วางกระดาษไม้ไผ่ร้อยปี 百年竹纸 (ไป๋เหนียนจูจื่อ) และขวดยาชาดโลหิตอสูรลงไป


"ท่านปู่หลินกับเฒ่าใบ้ตาย หอประชุมพัง หอคัมภีร์ถูกเผา... ตระกูลเหลยคิดว่าทิ้งเศษเงินกับกุญแจคลังไว้แล้วข้าจะเลิกราหรือ? ฝันไปเถอะ! ดอกเบี้ยความแค้นของข้า มันบานทะโรจน์ยิ่งกว่าดอกเห็ดในหน้าฝนเสียอีก!"


เด็กหนุ่มหน้าเงินหยิบพู่กันนิรันดร์ขึ้นมา กลิ่นอายแห่งความโบราณแผ่ซ่าน เขามองเศษอาวุธระดับวิเศษที่กองอยู่ข้างๆ สายตาไปสะดุดเข้ากับ 'ซากง้าวสีเงินประกายสายฟ้า' ที่หักครึ่ง


เจ้าสัวในร่างราชันย์อเวจีที่ยืนอยู่ด้านหลัง ชะโงกหน้ามามองซากง้าวนั้น เปลวเพลิงในดวงตาสว่างวาบ เสียงโลหะกระทบกันดังก้องในลำคอราวกับกำลังกลืนน้ำลาย


"หยุดคิดที่จะกินมันเลยนะเจ้าสัว! นั่นมันวัตถุดิบชั้นเลิศ!" อาเจียตวัดสายตาดุใส่พยนต์เทวะคู่ใจ ก่อนจะหันกลับมาที่กระดาษยันต์เบื้องหน้า

"ค่าซ่อมแซมหอประชุมห้าแสน... ค่าเยียวยาจิตใจหนึ่งล้าน... ค่าตำราสามล้าน... รวมค่าหมึกกับกระดาษ เป็นห้าล้านศิลาปราณระดับสูง!"


อาเจียเขียนบัญชีหนี้เลือดลงไปในกระดาษอย่างรวดเร็ว ทว่าเมื่อเขียนเสร็จ เขากลับขมวดคิ้ว "แต่สำนักอัสนีบาตอยู่ห่างออกไปหลายหมื่นลี้ แถมยังมี 'ค่ายกลตาข่ายอัสนีเก้าชั้น' ปกป้องอยู่ หากข้าส่งกระเรียนกระดาษนำสารไป มันคงถูกสายฟ้าผ่าไหม้เป็นจุลตั้งแต่ยังไม่ทันเห็นประตูสำนัก"


รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปาก เขากำพู่กันนิรันดร์แน่น สัมผัสถึงพลังของตราประทับไม้ที่วางอยู่ข้างๆ


"ในเมื่อค่ายกลของพวกมันตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ของธาตุอัสนี... ข้าก็ไม่จำเป็นต้องโง่ไปงัดกับมันตรงๆ! ข้าจะใช้วิถีแห่งสูญตา บิดเบือนมิติสร้าง 'ช่องโหว่ชั่วคราว' ขนาดเท่าปลายเข็ม... แค่พอให้ยันต์สื่อสารของข้าแทรกซึมลอดตาข่ายอัสนีเข้าไปกระแทกหูพวกมันก็พอ! แม้จะต้องแลกกับการที่เส้นชีพจรของข้าอาจจะฉีกขาดจากการฝืนสวรรค์... แต่เพื่อทวงหนี้ห้าล้านก้อนนี้... ต่อให้ต้องกระอักเลือดสักครึ่งลิตร ข้าก็ยอม!"


อาเจียลุกขึ้นยืน นำกระดาษไม้ไผ่ที่เขียนบัญชีหนี้ขึ้นมาถือไว้ ลมปราณในร่างเริ่มหมุนวนอย่างเกรี้ยวกราด เตรียมพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่การผสานอักขระครั้งประวัติศาสตร์ ที่จะทำให้เจ็ดสำนักมหาอำนาจต้องจารึกชื่อของเขาไว้ในฐานะ 'เจ้าหนี้ที่น่ารำคาญที่สุดในโลกเซียน'!

 

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน