บทที่8
ฉลองชัยชนะ
ฉัน ไมยะ และคุณไฮบิสุถูกท่านอิสึมิ มิโกะลำดับหนึ่งเรียกเข้าพบ เธอสอบถามถึงผลการต่อสู้ต่างๆ แล้วให้ยารักษาพวกฉันมาอีกสิบกว่าเม็ด จากนั้นท่านอิสึมิก็ส่งเราไปยังเรือนพักผ่อนของศาลเ้าอิสึมิ ในเรือนพักผ่อนนี้ได้มีการจัดตกแต่งเพื่อต้อนรับพวกเราโดยเฉพาะ
“นี่ๆ คุณไมยะ ท่านอิสึมิเป็เศรษฐินีเหรอคะ” คุณไฮบิสุเอ่ยถามขณะที่พวกเรานั่งทานอาหารอยู่ในเรือนพักผ่อน
“ทะ ทำไมถามฉันแบบนั้นล่ะคะ”
“ก็คือว่านะคะคือว่า เรือนพักที่ท่านอิสึมิจัดให้เราเนี่ย มันหรูหราั้แ่ทางเดินไปจนถึงฟูกที่นอน นี่ยังไม่รวมอาหารเครื่องดื่มที่พวกเรากำลังทานอยู่นี่อีกนะคะ ชีวิตนึงฉันได้ทานอาหารแพงๆ แบบนี้ปีละครั้งเองค่ะ”
“ระ เื่นั้น…” ไมยะอ้ำอึ้งไม่รู้จะตอบคำถามคุณไฮบิสุยังไง ฉันเองก็สงสัยในตัวท่านอิสึมิอยู่เหมือนกันเลยเอ่ยถามขึ้นบ้าง
“อย่าหาว่าฉันขี้สงสัยเลยนะ แต่ท่านอิสึมิมีปริศนาเยอะจริงๆ ไหนจะเื่ความรวย ไหนจะเื่การวางตัวเกินวัย ท่านอายุห่างจากเราแค่สองสามปี ไหงดูห่างไกลจากความเป็เด็กสาวขนาดนั้นล่ะ”
ฉันกับคุณไฮบิสุยื่นหน้าเข้าไปเค้นคำตอบจากไมยะอย่างไม่คิดจะถอยหนี ถ้าวันนี้ไม่ได้คำตอบที่พึงพอใจ อย่าหวังเลยว่าพวกฉันจะยอม!!
“อา~ โดนจ้องแบบนี้ยังไงก็คงเลี่ยงคำตอบไม่ได้แล้วสินะคะ”
“อื้อ/อื้มมม” ฉันกับคุณไฮบิสุพยักหน้าตอบรับพร้อมกัน
“อาาาา” ไมยะวางตะเกียบลงบนถาดสำรับอาหาร แล้วเริ่มเล่าเื่ราวของท่านอิสึมิให้ฟัง “ฉันก็ยังไม่รู้จักท่านอิสึมิมากมายหรอกนะคะ ตอนนี้รู้เพียงว่าท่านอิสึมิถูกเทพคุ้มครองเลือกให้เป็มิโกะที่มีพลังเข้มข้นสูง ท่านเลยมีตัวตนที่ดูสูงส่งกว่าพวกเรา การวางตัวเกินวัยของท่านอาจมีสาเหตุมาจากตรงนี้ค่ะ”
“เพราะมีตำแหน่งมิโกะลำดับหนึ่งค้ำจุนอยู่นี่เอง” ฉันพยักหน้าเข้าใจ
“แล้วไม่อึดอัดเหรอคะ ต้องวางตัวเกินวัยขนาดนั้น” คุณไฮบิสุะเกียบไว้ในปากพลางเอียงคอถามด้วยความสงสัย
“อาจจะมีความเป็ไปได้ และอาจจะไม่ใช่ค่ะ เพราะเท่าที่ฉันได้พูดคุยและใกล้ชิดท่านอิสึมิมา ฉันก็ไม่เคยเห็นตัวตนอื่นของท่านเลยค่ะ หากท่านเป็แค่เด็กสาวมัธยมปลายแล้วจู่ๆ ก็ถูกรับเลือกให้เป็มิโกะลำดับหนึ่ง ในแววตาท่านก็คงมีความอึดอัดทรมาน อยากทำในสิ่งที่เด็กสาวมัธยมปลายธรรมดาเค้าทำกันบ้าง แต่ว่า...ฉันไม่เคยเห็นแววตาแบบนั้นจากท่านอิสึมิเลยค่ะ”
“งั้นก็มีความเป็ไปได้สูงที่ท่านถูกเลี้ยงดูให้เป็มิโกะาุโั้แ่เด็ก ก็ตระกูลท่านสืบเชื้อสายมิโกะประจำศาลเ้ามาโดยตลอดนี่นะ”
“คงจะเป็อย่างนั้นค่ะ” พวกเราสามคนให้ข้อสรุปเื่ตัวตนของท่านอิสึมิไว้แค่นั้น
“นี่ๆ คุณไมยะ แล้วเื่ความรวยอู้ฟู่ล่ะคะ” คุณไฮบิสุยกมือขึ้นถาม
“เื่นั้นฉันยังไม่มีข้อมูลมากมายค่ะ รู้เพียงว่าตอนนี้ศาลเ้าอิสึมิได้รับของบริจาคจากผู้คนในตัวจังหวัดอย่างสม่ำเสมอค่ะ”
“อืม~ เป็ผลมาจากเื่อสุรกายหรือเปล่า” ฉันถามพลางคีบซูชิหน้าโอโทโร่เข้าปาก
“มีความเป็ไปได้ค่ะ เพราะั้แ่เกิดเหตุอสุรกายรุกรานโลก ศาลเ้าอิสึมิก็เป็ดั่งเสาหลักของเมืองที่คอยช่วยเหลือผู้คน เมื่อมีเหตุร้ายเกิดขึ้น ศาลเ้าก็จะส่งมิโกะลงไปช่วยเหลือ และส่งคุณไฮบิสุ ยูมิออกมาปกป้องกำแพงเขตอาคมค่ะ”
“อย่าว่าปกป้องกำแพงเลยค่า ฉันน่ะนะเพิ่งจะเคยสู้จริงจังก็ตอนสู้ร่วมกับคุณฮาซูโนะนี่แหละค่ะ ก่อนหน้านี้ฉันแค่ช่วยคุ้มกันกลุ่มอพยพที่ลี้ภัยมายังเมืองของเราเองค่า”
“จะว่าไป ฉันของถามอะไรเธอหน่อยสิไฮบิสุ”
“อะไรคะๆ” ทำไมยัยนี่ถึงชอบทำตาปิ้งๆ ทุกครั้งที่ฉันมีเื่อยากจะถามเธอด้วยนะ
“ฉันอยากจะถามเื่ผู้กล้าคนอื่นๆ ที่มาพร้อมกลุ่มอพยพน่ะ ทำไมฉันถึงไม่เห็นคนอื่นๆ ทั้งๆ ที่เธอก็ออกไปช่วยคุ้มกันกลุ่มอพยพตั้งหลายครั้ง”
“ไม่มีหรอกค่า” คุณไฮบิสุโบกตะเกียบไปมาแล้วอธิบายเสริม “ใน่ที่ผู้คนลี้ภัยมายังเมืองเรา เป็่ชุลมุนของโลกค่ะ ดังนั้นผู้คนเลยหนีตายกันจ้าละหวั่น ไม่มีผู้กล้าคอยคุ้มกันหรอกค่ะ มีแต่มิโกะที่รวบรวมกลุ่มอพยพแล้วพากันวิ่งหนีมายังเมืองของเราค่ะ”
“เข้าใจล่ะ เพราะแบบนี้ศาลเ้าอิสึมิถึงมีคนมาบริจาคของอย่างสม่ำเสมอ ผู้ลี้ภัยต่างก็อยากตอบแทนที่ศาลเ้าช่วยเหลือพวกเขามาโดยตลอดสินะ”
“คงเป็เช่นนั้นค่ะ”
“จะว่าไปนะคะจะว่าไป ทุกคนไม่รู้สึกอึดอัดเวลาพูดคุยกันบ้างเหรอคะ” คุณไฮบิสุลุกจากโต๊ะสำรับอาหารแล้วเข้ามานั่งยองๆ แทรกกลางระหว่างฉันกับไมยะ
“ทำอะไรของเธอยัยบ้า”
“อ๊ะ หัวเข่าคุณไฮบิสุโดนหน้าอกฉันอยู่นะคะ”
“ขะ ขอโทษค่า! ไมยะจังหน้าแดงแล้ว ขอโทษค่า~”
“คุณไฮบิสุล่ะก็ รีบเอาหัวเข่าออกไปสิคะ”
“ยัยบ้า ทำอะไรไมยะฮะ!!”
“ว๊ายๆ ขอโทษค่า เขยิบออกห่างแล้วค่าาา”
“ยัยไฮบิสุ โทษฐานที่เธอล่วงเกินไมยะ ฉันจะปะาเธอซะ ย๊าก~”
“อิย้า~”
หลังจากฉันลงโทษยัยไฮบิสุด้วยการจับเธอจั๊กจี้ไปราวๆ สามนาที ยัยบ้านั่นก็นอนแอ้งแม้งอยู่กับพื้น
“แฮ่กๆ คุณฮาซูโนะเนี่ยเซียนเื่จี้จุดจริงๆ นะคะ”
ยัยไฮบิสุเอ่ยชมฉันด้วยใบหน้าแดงก่ำ
“ถ้าไม่อยากโดนอีก ก็อย่ามาล่วงเกินไมยะ เข้าใจไหมคุณไฮบิสุ”
“อ๋า~ พูดเป็ทางการอีกละ มันอึดอัดไม่ใช่เหรอคะ”
“หืม? ก็ไม่ได้อึดอัดอะไรนี่”
“แต่ฉันอึดอัดนี่คะ พวกเราอยู่ด้วยกันมาก็เกือบจะสองเดือนแล้ว แต่เวลาพูดคุยกันก็ยังใช้ภาษาทางการอยู่ ขนาดเวลาต่อสู้ก็ไม่เว้น ฉันอึดอัดนะคะ อึดอัดมากด้วย โดยเฉพาะเวลาคับขัน ฉันยิ่งอึดอัดเพราะส่งความรู้สึกผ่านคำพูดออกไปได้ไม่เต็มที่!”
คำพูดของคุณไฮบิสุทำให้บรรยากาศภายในห้องเงียบลง ทุกคนต่างมองหน้ากันแล้วก็ใช้ความคิด
“มันก็จริงนะคะ” ไมยะเป็คนทำลายความเงียบ เธอมองคุณไฮบิสุ ยิ้มน้อยๆ แล้วพูดต่อ “บางครั้งฉันก็รู้สึกอึดอัดเวลาเรียกชื่อด้วยนามสกุล ฉันรู้สึกว่าพวกเราเริ่มสนิทกันแล้ว แต่เพราะการใช้ภาษาทางการ มันทำให้ฉันรู้สึกว่าพวกเรามีกำแพงบางอย่างคั่นกลางมิตรภาพเอาไว้ค่ะ”
ความในใจของคุณไฮบิสุกับไมยะทำให้ฉันฉุกคิดขึ้นมา แน่นอนว่าฉันไม่เคยนึกถึงเื่นี้มาก่อนเลย ฉันมัวแต่คิดเื่การต่อสู้ เื่ความเป็อยู่ของประชาชน จนหลงลืมความสัมพันธ์ของคนใกล้ชิด พอมานึกย้อนดูดีๆ มีหลายครั้งมากที่คุณไฮบิสุอยากจะเรียกชื่อเล่นของฉัน แต่เธอไม่สามารถเรียกได้ เพราะฉันยังพูดทางการกับเธออยู่ เธอจึงต้องกลืนคำเรียกสนิทสนมลงไป แล้วข่มใจเรียกฉันด้วยนามสกุล
“ขอโทษนะทั้งสองคน ฉันขอสารภาพเลยว่าไม่ได้คิดถึงเื่นี้ ไม่เคยนึกถึงความรู้สึกของทั้งสองคนเลย ขอโทษจริงๆ”
ทั้งสองคนส่ายหน้าแล้วยิ้มบางๆ ให้ฉัน
“มันไม่ใช่ความผิดของคุณโนกิหรอกค่ะ”
“ใช่ๆ เื่แบบนี้มันต้องเริ่มพร้อมกัน ถ้าคนใดคนนึงเลิกใช้ภาษาทางการ แต่อีกคนไม่ยอมเลิกตาม มันก็จะกระอักกระอ่วนกันทั้งสองฝ่ายอยู่ดีค่า”
“อืม...นั่นสินะ แล้วเธอมีความคิดอะไรดีๆ อยากจะนำเสนอไหมล่ะคุณไฮบิสุ”
“ก่อนอื่นเลยนะคะก่อนอื่นเลย ฉันอยากให้ทุกคนเรียกชื่อเล่นกันก่อนค่ะ เพราะถ้าจะให้ทุกคนเลิกพูดภาษาทางการแล้วคุยแบบเป็กันเองในทันที มันจะยิ่งอึดอัดค่ะ ค่อยๆ ปรับกันไปทีละนิด แต่เื่การเรียกชื่อนี่สำคัญมาก เพราะฉะนั้นฉันจะเรียกชื่อเล่นของทั้งสองคน และคุณทั้งสองคนก็ต้องเรียกฉันว่า ‘ยูมิ’ เฉยๆ ด้วย”
“มะ มันจะดีเหรอคะ ให้เรียกห้วนๆ แบบนั้น”
“ดีซะยิ่งกว่าดีอีกค่าาา คุณไมยะเรียกชื่อฉันเลยค่ะ เรียกเลย~”
“คะ คุณยู...มิ”
“อ๊าาา หัวใจพองโตแล้วค่าาา”
ยัยนี่ท่าจะบ้าไปแล้วจริงๆ แฮะ
“แล้วคุณโนกิล่ะคะ เมื่อไหร่จะเรียกชื่อเล่นฉันสักที”
“ทำไมต้องคะยั้นคะยอให้ฉันเรียกชื่อเล่นเธอด้วยยัยบ้านี่”
“ก็ฉันอยากได้ยินนี่นา เรียกชื่อเล่นฉันหน่อยน้าาา ยูมิ คุณยูมิ ยูมิจัง อะไรก็ได้นะๆ”
ยัยบ้าไฮบิสุเอาหน้ามาถูไถแผ่นหลังฉันแถมยังทำเสียงเล็กๆ ออดอ้อนไม่ยอมหยุด ถึงแม้เธอจะใช้เสียงอ้อนๆ เหมือนเสียงลูกแมว ฉันก็ไม่ได้รู้สึกว่ายัยบ้านี่น่ารักขึ้นมาเลยสักนิด
“อาๆ ยอมเรียกแล้วก็ได้ เลิกเอาหน้ามาคลอเคลียหลังฉันสักที” บอกไว้ก่อนว่าที่ฉันอ่อนข้อให้ยัยบ้านี่ไม่ใช่เพราะฉันใจอ่อนหรอกนะ ฉันทำเพราะปัดรำคาญต่างหาก
“หลังคุณโนกินี่นุ่มจังเลยนะค้าาา”
“ยูมิ ยูมิ!! พอใจยัง ออกไปห่างๆ ฉันเลยนะ!”
“หูยยย เลิกใช้ภาษาทางการแล้วพูดรุนแรงจังเลยนะคะ แต่ไม่เป็ไรค่าา ฉันชอบ~”
กู่ไม่กลับแล้วจริงๆ ยัยบ้านี่
“มะ มาทานกันต่อเถอะค่ะ เดี๋ยวอาหารจะเย็นไปซะก่อน”
“อ๊ะตายแล้ว ฉันเปิดฝาถ้วยน้ำซุปทิ้งไว้ ป่านนี้น้ำซุปฉันเย็นชืดหมดแล้วมั้งเนี่ย!!”
ยัยบ้ายูมิวิ่งกลับไปยังโต๊ะสำรับของตัวเองแล้วร้องโอดครวญเมื่อน้ำซุปราคาหลายแสนเยนเย็นชืดไร้รสชาติไปเสียแล้ว
ฉันกับไมยะหันมามองหน้ากันแล้วก็ได้แต่กลั้นขำก่อนจะตักแบ่งน้ำซุปให้ยูมิ
“ฮือออ ขอบคุณนะคะ บุญคุณครั้งนี้ ฉันขอตอบแทนด้วยกอดแห่งผองเพื่อนไปเลยค่า~”
ยัยยูมิเข้ามาโอบกอดพวกฉัน ความอบอุ่นที่ได้จากอ้อมกอดนั้นทำให้ฉันกับไมยะระบายยิ้มออกมา ผองเพื่อนเหรอ เป็คำที่ดีอยู่เหมือนกันนะ
###############
่เกร็ดความรู้
ชื่อของคนญี่ปุ่นมีลำดับการเขียนคือ นามสกุล นำหน้า ชื่อ
ตามปกติแล้ว หากใช้ภาษาทางการ หรือกำลังพูดคุยกับคนที่ ไม่สนิทจริงๆ จะเรียกอีกฝ่ายด้วย นามสกุล
ส่วนชื่อจริง ชื่อเล่น นั้นนิยมเรียกกันในครอบครัว กลุ่มเพื่อน และคนที่สนิทกันจริงๆ เท่านั้น
การเรียกชื่อจริง ชื่อเล่น อีกฝ่ายโดยที่ยังไม่สนิท หรืออีกฝ่ายไม่อนุญาต จะเป็การเสียมารยาท และทำให้อีกฝ่ายไม่ชอบใจได้