เสียงลมคำรามแผ่วต่ำราวกับกำลังตอบรับคำท้าทายวายุยืนจ้องดารัน ดวงตาของเขาสงบนิ่งขึ้นอย่างผิดปกติ “ถึงเวลาจริงจังแล้วสินะ”เขาพึมพำ ก่อนที่อุปกรณ์บางอย่างจากข้อมือจะเรืองแสงขึ้นสัญลักษณ์ของรัฐบาลโลกปรากฏวาบ ฟุ่บ!!! กระแสลมมหาศาลหมุนวนรอบตัวเขาอย่างบ้าคลั่งเกราะสีฟ้าเงินแซมเขียวปรากฏขึ้นปกคลุมร่างกายอย่างสมบูรณ์ลวดลายคล้ายกระแสลมหมุนวนตลอดเวลา ดวงตาของวายุเปล่งแสงสีฟ้าอ่อน“ชุดเกราะเทพวายุ…ปลดล็อก” ในมือทั้งสองข้าง มีดสั้นคู่ปรากฏขึ้นคมมีดโปร่งใสราวกับสร้างจากลมอัดแน่น เสียงหวีดของอากาศดังแผ่วๆทุกครั้งที่เขาขยับดารันหรี่ตามอง
“พลังใหม่งั้นหรือ” ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบเมขลาก็ก้าวออกมาข้างหน้า “อย่าเพิ่งลืมฉันสิ” เธอกล่าวเสียงเรียบพลันพื้นดินใต้เท้าเริ่มสั่นสะเทือน แสงสายฟ้าสีทองพุ่งขึ้นจากพื้นล้อมรอบตัวเธอ เปรี้ยงงงง!!!ชุดเกราะขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นคลุมร่างเมขลา เกราะสีทองเข้มปนฟ้าแผ่พลังออกมาราวกับยักษ์สายฟ้าในตำนาน ในมือของเธอ ปรากฏขวานขนาดมหึมาที่มีสายฟ้าวิ่งไปมาตลอดคม“ชุดเกราะยักษ์สายฟ้า…และขวานอัสนีจากลังกา” วายุยิ้ม“ดูเหมือนพวกเราจะพร้อมแล้วนะ” ดารันมองทั้งสองสลับกัน ก่อนจะยิ้ม “ดี…แบบนี้ถึงจะเรียกว่าการต่อสู้ที่แท้จริง”
วินาทีต่อมา ตูม!!! พื้นดินระเบิดออกวายุหายไปจากตำแหน่งเดิมทันที เร็วกว่าครั้งก่อนหลายเท่าเงาของเขากลายเป็นเพียงสายลมที่มองไม่ทัน “เร็วขึ้น…ขนาดนี้เลย?” ดารันขมวดคิ้ว แต่ในเสี้ยววินาทีถัดมา ฉัวะ!!!คมมีดลมฟันผ่านไหล่ของเธอเป็นรอยลึก เลือดสีม่วงกระเซ็นออก“นี่แหละพลังของลมจริงๆ!” วายุปรากฏตัวอีกด้านหนึ่ง ก่อนจะพุ่งเข้ามาซ้ำ ฉัวะ!ฉัวะ! ฉัวะ! การโจมตีต่อเนื่องรวดเร็วจนแทบมองไม่ทัน ดารันยกแขนขึ้นป้องกันแต่แรงตัดจากลมอัดแน่นยังคงทิ้งรอยแผลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
“หนอย…” เธอคำราม ก่อนจะระเบิดพลังออก ตูม!!!คลื่นสีม่วงดำกระจายออกเป็นวงกว้าง วายุถอยหลบอย่างรวดเร็ว แต่ในจังหวะนั้นเอง“ถึงตาฉันบ้าง” เมขลากระแทกเท้าลงพื้น เปรี้ยง!!! เธอพุ่งเข้ามาพร้อมขวานสายฟ้าฟาดลงอย่างรุนแรง ตูมมมม!!! ดารันยกแขนรับ แต่แรงกระแทกทำให้พื้นยุบลงอีกครั้ง“หนักขึ้นเยอะเลยนี่” ดารันกัดฟัน เมขลายิ้มเล็กน้อย “ยังไม่หมด” เปรี้ยง!เปรี้ยง! เปรี้ยง! เธอฟาดขวานต่อเนื่อง แต่ละครั้งมีสายฟ้าระเบิดตามแรงกระแทกวายุไม่รอช้า พุ่งเข้ามาเสริมจากด้านหลัง มีดลมฟาดเข้าใส่จุดอ่อน ฉัวะ!!!การโจมตีประสานกันรุนแรงยิ่งกว่าก่อนหน้าอย่างชัดเจน ดารันเริ่มถอยหลังอย่างต่อเนื่อง“พวกเจ้า” เธอหอบเล็กน้อย “แข็งแกร่งขึ้นมาก” วายุยิ้ม “ก็แค่เริ่มเอาจริงเอง”เมขลายกขวานขึ้น สายฟ้ารวมตัวหนาแน่นยิ่งกว่าเดิม “จบตรงนี้เลย!” วายุพุ่งขึ้นฟ้ากลายเป็นพายุหมุนขนาดยักษ์ ลมทั้งหมดถูกรวมเข้ากับคมมีดทั้งสอง “วายุ พายุสังหาร!”เมขลาฟาดขวานลงจากด้านบน “อัสนี พิพากษา!” สองพลังรวมกันกลางอากาศกลายเป็นพายุสายฟ้าขนาดมหึมาพุ่งเข้าใส่ดารัน ตูมมมมมม!!!
แรงระเบิดสั่นสะเทือนทั้งสนามรบ แสงสว่างจ้าปกคลุมทุกสิ่งเมื่อควันเริ่มจางลง ดารันยังคงยืนอยู่…แต่คราวนี้ร่างของเธอเต็มไปด้วยรอยแผลลึกเลือดไหลอาบทั่วตัว พลังรอบกายสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด เธอเงยหน้าขึ้นช้าๆดวงตาเต็มไปด้วยความดุดัน “ดีมาก…” เธอกล่าวเสียงต่ำ“พวกเจ้าทำให้ข้ารู้สึกได้อีกครั้ง…”พลังสีม่วงดำปะทุขึ้นอย่างรุนแรงยิ่งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาพื้นดินเริ่มแตกร้าวเป็นวงกว้าง “ความเจ็บปวด” วายุและเมขลาตั้งท่าพร้อมอีกครั้งแม้จะหอบเหนื่อย แต่สายตายังแน่วแน่ “ดูเหมือน…ยังไม่จบง่ายๆ” วายุกล่าวเมขลากำขวานแน่น “งั้นก็สู้จนกว่าจะจบ”พายุและสายฟ้าปะทะกับความมืดอีกครั้ง…และการต่อสู้ก็ก้าวเข้าสู่จุดแตกหักอย่างแท้จริง
ท่ามกลางเสียงระเบิดของพลังที่ปะทะกันอย่างดุเดือดบนยอดผาสูงที่แยกออกจากสนามรบวารันตะและทศกัณฐ์ยืนมองภาพสงครามเบื้องล่างอย่างเงียบงัน สายลมพัดผ่านช้าๆแต่ไม่อาจกลบเสียงคำรามของพลังมหาศาลที่กำลังปะทะกันได้ดวงตาของทั้งสองจับจ้องไปยังเหล่านักรบที่กำลังต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตาย“น่าสนใจจริงๆ” วารันตะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่แฝงไปด้วยความเย้ยหยัน“พลังจากหลายมิติ…มารวมกันอยู่ในที่เดียวแบบนี้ ไม่คิดว่าจะได้เห็นกันง่ายๆ”ทศกัณฐ์ไม่ตอบในทันที เขายังคงมองลงไปยังสนามรบ โดยเฉพาะจุดที่เมขลา วายุและดารันกำลังปะทะกันอย่างรุนแรง “พวกนั้น…แข็งแกร่งขึ้นมาก” เขากล่าวเสียงต่ำวารันตะหัวเราะเบาๆ “ก็แค่ดิ้นรนเอาชีวิตรอดเท่านั้นแหละ”เขาก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย มือไพล่หลังดวงตาสีดำสนิทสะท้อนภาพสงครามราวกับกำลังชมการแสดง “แต่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนผลลัพธ์มันก็ไม่เปลี่ยน” ทศกัณฐ์หันมามองเขาเล็กน้อย “แกมั่นใจเกินไปหรือเปล่า”วารันตะยิ้มมุมปาก “ไม่ใช่ความมั่นใจ…แต่มันคือความจริง” เขาชี้ลงไปยังสนามรบ“ดูสิ…พวกมันใช้พลังจนแทบหมด แต่ก็ยังล้มแม่ทัพของข้าไม่ได้สักคน”
เสียงระเบิดดังขึ้นอีกระลอกแสงสายฟ้าและเปลวเพลิงสว่างวาบขึ้นกลางสนามรบ วารันตะหรี่ตาเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ“และเมื่อถึงเวลานั้น…ตอนที่พวกมันอ่อนแอที่สุด” เขาหยุดชั่วครู่ รอยยิ้มกว้างขึ้น“ข้าจะเป็นคนปิดฉากทุกอย่างเอง” ทศกัณฐ์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม“แล้วหลังจากนั้นล่ะ” วารันตะหัวเราะในลำคอ “หลังจากนั้นงั้นหรือ”เขาหันไปมองทศกัณฐ์โดยตรง สายตาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน“ถ้าข้าชนะสงครามครั้งนี้” เขากล่าวช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ“ข้าจะได้พลังของมิติของข้าคืนมาอย่างสมบูรณ์” พลังสีดำรอบตัวเขาเริ่มไหวกระเพื่อมเล็กน้อย“และเมื่อถึงตอนนั้น” เขาเอียงศีรษะเล็กน้อย รอยยิ้มแฝงความอันตราย“ข้าจะไม่หยุดอยู่แค่นี้” ทศกัณฐ์ขมวดคิ้วเล็กน้อย “หมายความว่ายังไง”วารันตะก้าวเข้าใกล้อีกฝ่ายเพียงก้าวเดียว
“ข้าจะข้ามมิติ” เสียงของเขาแผ่วเบาแต่หนักแน่น“ไปยังโลกของเจ้า” บรรยากาศรอบตัวพลันเย็นเยียบลง “และยึดครองมันทั้งหมด”ความเงียบปกคลุมอยู่ชั่วขณะ เสียงการต่อสู้เบื้องล่างยังคงดังต่อเนื่องแต่บนหน้าผาแห่งนี้กลับเหมือนเวลาหยุดนิ่ง ทศกัณฐ์จ้องวารันตะด้วยสายตานิ่งลึก “แกคิดว่าชั้นจะยอมให้มันเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นงั้นเหรอ”วารันตะยิ้มกว้างขึ้น “เจ้าจะยอมหรือไม่…มันก็ไม่สำคัญ”พลังสีดำเริ่มแผ่ออกมารอบตัวเขา “เพราะเมื่อถึงเวลานั้น…เจ้าอาจจะไม่มีพลังพอที่จะหยุดข้าได้”
ลมกระโชกแรงขึ้นอย่างผิดธรรมชาติคล้ายกับพลังของวารันตะเริ่มส่งผลต่อสภาพแวดล้อม ทศกัณฐ์ยังคงยืนนิ่ง แต่ดวงตาของเขาเริ่มเปล่งประกายสีเข้ม“ถ้าแกคิดจะก้าวล้ำเข้ามาในโลกของชั้น” เขากล่าวช้าๆ “แกควรเตรียมใจเอาไว้ให้ดี”วารันตะหัวเราะเบาๆ “ข้ารอวันนั้นอยู่แล้ว” ทั้งสองหันกลับไปมองสนามรบอีกครั้งการต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างดุเดือดแต่เหนือสิ่งอื่นใด…เงาของสงครามที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน