ตอนที่ 92 องค์รัชทายาทอินดิส
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
หมู่บ้านเควนเป็นหมู่บ้านที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ที่นี่มีแค่ร้อยกว่าหลังคาเรือนเท่านั้น
สำหรับผู้ที่สามารถปลุกพลังสายเลือดให้ตื่นขึ้นมาได้นั้นมีถึงเจ็ดในสิบของทั้งหมด ดังนั้นผู้ที่มาฝึกฝนในค่ายแต่ละปีจึงมีหลายสิบคนด้วยกัน
ทุกๆ การฝึกฝนนั้นมีระดับสูงต่ำแตกต่างกันไป
จากที่เฟิร์สศึกษา มหาทวีปได้แบ่งขั้นพลังสายเลือดไว้หลายขอบเขตด้วยกัน
ประกอบไปด้วย
ขอบเขตพื้นฐาน
ขอบเขตบารอน
ขอบเขตเอิร์ล
ขอบเขตดยุก
ขอบเขตราชวงศ์
และขอบเขตจักรพรรดิ ซึ่งเป็นขอบเขตสูงสุด
ซึ่งในทุกๆ ขอบเขตจะแบ่งขั้นย่อยเป็นระดับต่ำ กลาง และสูง
ขอเพียงสามารถบ่มเพาะได้ถึงขอบเขตบารอนก็มีสิทธิ์ที่จะสมัครเป็นทหารรับใช้ชาติได้
อาณาจักรนั้นให้ความสำคัญกับการบ่มเพาะ ยิ่งการบ่มเพาะสูงส่งมากเท่าไหร่ พวกเขาก็จะมอบตำแหน่งสำคัญให้
ส่วนผู้บ่มเพาะขอบเขตบารอนส่วนใหญ่มักจะเป็นทหารลาดตะเวนหรือทหารเฝ้ายามเสียเป็นส่วนใหญ่
แต่ถึงอย่างนั้นค่าตอบแทนที่อาณาจักรมอบให้นั้นยังดีมาก
ในทุกๆ ปีอาณาจักรฮาดาจะมอบผลบำรุงสายเลือดให้เป็นบำเหน็จ เพื่อเพิ่มพลังบ่มเพาะ
อย่างที่รู้กันว่าทรัพยากรในการบ่มเพาะนั้นหาได้ยาก
มีเพียงผู้ที่รับใช้อาณาจักรเท่านั้นถึงจะได้ส่วนแบ่งเป็นทรัพยากรฝึกฝนเหล่านี้
ส่วนเหล่านักผจญภัยหรือนักล่าอสูรที่ตระเวนไปทั่วนั้นต้องเสาะหาด้วยตนเอง ซึ่งต้องแลกด้วยอันตรายต่างๆ นานา และโอกาสที่หาได้ยาก
ดังนั้นหากต้องการที่จะบ่มเพาะพลังต่อไป การรับใช้อาณาจักรนับว่าเป็นทางที่ง่ายกว่า
แต่สำหรับเฟิร์สแล้ว เขาไม่ได้มีความคิดนั้น การรับใช้อาณาจักรเป็นสิ่งที่ผูกมัดเขามากเกินไป เป้าหมายของเขาคือการสำรวจโลกนี้ คงไม่อาจจะมาจมปรักกับสถานที่ใดที่หนึ่งได้
การที่เขามาที่ค่ายฝึกฝนนี้เพราะต้องการใบรับรองจากค่ายฝึกฝนเพื่อเป็นใบเบิกทางในการเป็นนักผจญภัยเท่านั้น มีเพียงผู้ที่ผ่านขอบเขตพื้นฐานเท่านั้นถึงจะได้รับการรับรองเหล่านี้
นักผจญภัยสามารถเดินทางผ่านเมืองต่างๆ ได้ และสามารถรับว่าจ้างจากองค์กรต่างๆ ได้ ไม่เว้นแม้แต่งานจากทางอาณาจักร
วินาทีที่เฟิร์สในร่างอีวามาถึงค่ายฝึกฝนที่เป็นกำแพงสูงล้อมรอบภูเขาลูกหนึ่ง เสียงของชายชราก็ดังขึ้น
“อีวาเธอมาอีกแล้วหรอ? ฉันบอกแล้วไงว่ามีเพียงผู้ที่ปลุกพลังสายเลือดให้ตื่นขึ้นมาได้เท่านั้นถึงมาที่นี่ได้”
ชายชราในชุดเกราะสีเทาที่นั่งเฝ้าหน้าประตูเอ่ยขึ้น
เฟิร์สรู้อยู่แล้วว่าชายชราคนนี้ไม่ได้ธรรมดา เขาเป็นหนึ่งในครูฝึกของค่ายฝึกฝนแห่งนี้และรับหน้าที่เฝ้าประตูแห่งนี้อีกด้วย แต่ที่สำคัญกว่านั้นเฟิร์สนั้นสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความแข็งแกร่งที่แผ่ออกมาได้
หากเทียบกับพลังในโลกของเขา ชายชราคนนี้คาดว่าจะเหนือเสียยิ่งกว่าเวเนเตอร์ดาราแดงหลายๆ คนที่เขาเคยพบมา
“ฉันรู้” เฟิร์สเอ่ยด้วยใบหน้าที่สงบนิ่ง
ชายชราในชุดเกราะสีเทาเลิกคิ้วขึ้นแล้วมองหญิงสาวอย่างละเอียด
หญิงสาวคนนี้หน้าตาจัดว่าธรรมดา ผิวพรรณเห็นได้ชัดว่าไม่ได้เกิดจากตระกูลผู้ดี มือไม้หยาบกร้านเพราะผ่านการทำงานอย่างหนัก ผมเฝ้ากระเซ่อกระเซิงถูกรวบอย่างรีบๆ แต่งตัวในชุดของผู้ชายดูกระฉับกระเฉง
แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ชายชรากลับไม่สามารถสัมผัสได้ถึงพลังสายเลือดที่ตื่นขึ้นมาของเธอได้
“เมื่อเธอรู้อยู่แล้วเธอมาที่นี่ทำไม?”
หญิงสาวยิ้มและเอ่ย “ก็ฉันได้ปลุกพลังสายเลือดขึ้นมาแล้วไง”
ทันทีที่พูดจบเฟิร์สก็ปลดปล่อยพลังสายเลือดของเขาออกมา พลังนี้ไม่ได้ทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด แต่รอบๆ กายกลับมีออร่าสีขาวเรืองแสงออกมาบางๆ
“หืม ... ปลุกพลังสายเลือดได้แล้วอย่างนั้นหรอ? แล้วพลังสายเลือดของเธอมีความสามารถใด?”
ชายชราประหลาดใจเล็กน้อยที่ในที่สุดหญิงสาวก็สามารถปลุกพลังสายเลือดได้ซักที
โดยปกติผู้คนจะสามารถปลุกพลังสายเลือดได้ตั้งแต่อายุสิบสองปี แต่อีวาอายุย่างสิบเจ็ดแล้วจึงนับว่าเลยเวลาปกติไปมาก จนผู้คนคิดว่าเธอไม่สามารถปลุกพลังสายเลือดได้แล้ว
“ความสามารถพลังสายเลือดของฉัน ...”
วึง!
ตอนนั้นเองชายชราก็รู้สึกแปลกๆ วิญญาณของเขาสั่นสะท้านไปครั้งหนึ่ง แต่ทว่าด้วยความสามารถของชายชรากลับไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันเกิดอะไรกับวิญญาณของเขา
“หืม ...”
“ความสามารถของเธอคืออะไรกันแน่ ทำไมเธอไม่พูดออกมาล่ะ”
เฟิร์สยิ้มและเอ่ย
“ฉันแสดงมันออกมาแล้ว”
“แสดงมันออกมาแล้ว?”
“ใช่” หญิงสาวพยักหน้าก่อนจะเอ่ยเฉลย
“ความสามารถของฉันก็คือการสำรวจ ภายในรัศมีร้อยเมตรนี้ฉันสามารถสำรวจทุกสิ่งได้อย่างถี่ถ้วน และตอนนี้ฉันก็รู้แล้วด้วยว่ามีใครกำลังทำอะไรอยู่ข้างในนั้นบ้าง” เฟิร์สเลือกที่จะพูดความจริงเพียงแค่ครึ่งเดียว
หากเขาเปิดเผยความสามารถทั้งหมดออกมา โดยที่ยังมีสภาพแบบนี้มันอาจจะมีปัญหาตามมาในอนาคตแน่นอน
ดังนั้นแม้ว่านี่จะไม่ใช่ร่างของตน แต่เขาก็ต้องทำทุกอย่างอย่างระมัดระวังเช่นกัน
“ว่ายังไงนะ ความสามารถในการสำรวจอย่างนั้นหรอ?” ชายชราตกใจจนแทบจะลุกขึ้นจากที่นั่งทันที
เฟิร์สดูประหลาดใจเล็กน้อยกับท่าทางนี้
กล่าวกันตามตรงร่างนี้มีพลังความสามารถด้านบริเวณ เขาสามารถทำให้สิ่งมีชีวิตจมดิ่งเข้าไปในโลกลวงได้ ซึ่งความสามารถในการตรวจกับก็เป็นแค่เศษเสี้ยวของพลังสายเลือดนี้เท่านั้นเอง
แต่ทำไมชายชราถึงต้องตกใจขนาดนี้
“คุณคอมฟอร์ด พลังสายเลือดของฉันมีปัญหาอะไรอย่างนั้นหรอ?” เฟิร์สเอ่ยถาม
ใบหน้าของชายชราเต็มไปด้วยรอยยิ้มและส่ายศีรษะไปมาอย่างรุนแรง
“ไม่ใช่ๆ ย่อมต้องไม่ใช่อย่างแน่นอน พลังสายเลือดของเจ้าไม่ได้มีปัญหา แต่มันดีมากๆ เลยเชียวล่ะ พลังสายเลือดด้านสนับสนุนแบบนี้เป็นประโยชน์เป็นอย่างมากสำหรับอาณาจักรและสมาคมนักผจญภัย ความสามารถด้านการสำรวจนี้สามารถใช้ประโยชน์ทางด้านการทหารและการค้นหาสมบัติได้เป็นอย่างดี เธอนับว่ามีโชคแล้ว ... ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากรัชทายาทอินดิสปรากฏตัวขึ้นที่นี่แล้ว ผู้มีพลังสายเลือดนักสำรวจก็มาปรากฏตัวที่หมู่บ้านแห่งนี้เช่นกัน ผู้คนจะต้องรู้สึกอิจฉาพวกเราอย่างแน่นอน” ชายชราคอมฟอร์ดกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยินดี
ทว่าตอนที่เฟิร์สได้ยินชื่อของ “อินดิส” หรือ “รัชทายาทอินดิส” เขาก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมา
เหมือนเขาจะเคยได้ยินชื่อนี้มาจากไหน
แต่พอทบทวนความทรงจำอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็คิดบางอย่างขึ้นมาได้
‘หืม ... ไม่ใช่ว่ารัชทายาทอินดิสคนนั้นมีชื่อที่คล้ายกับชายในฝันของอีวาหรอกหรอ?’
ตอนนั้นเองเฟิร์สก็เริ่มสนใจในชายที่ชื่ออินดิสคนนั้นทันที
“คุณลุงคอมฟอร์ด คุณช่วยเล่าเรื่องรัชทายาทอินดิสให้ฉันฟังได้หรือเปล่า?” เฟิร์สเอ่ยอย่างมีความสนใจ
ทว่าชายชรากลับหรี่ดวงตาลงแล้วจ้อมมองมาที่เขา
“เป็นไปได้ยังไงที่เธอจะไม่รู้เรื่องนี้ ไม่ใช่ว่าช่วงหนึ่งเธอได้สนิทกับองค์รัชทายาทหรอกหรอ?” ชายชราตอบคำถามด้วยคำถาม
ทว่าเฟิร์สก็สามารถแก้สถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว
“จริงอยู่ที่ฉันรู้จักกับเขา แต่ในเรื่องพลังสายเลือดฉันในตอนนั้นไม่เข้าใจอะไรเลย ใครจะคิดเล่าว่าจู่ๆ เขาก็เป็นรัชทายาท”
“เออมันก็จริงอย่างที่เธอพูด เอาล่ะๆ ถ้าอย่างนั้นฉันจะเล่าให้เธอฟัง” คอมฟอร์ดหยุดไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยต่อ
“อย่างที่รู้กันว่าอาณาจักรฮาดาของพวกเราไร้ซึ่งกษัตริย์มาหลายหมื่นปีแล้ว หลังจากมหาบุรุษผู้นั้นเอาชนะจอมมารอังกูลได้ เชื้อสายกษัตริย์ของพวกเราก็หายไป ภายหลังจึงได้แต่งตั้งมหาเสนาบดีมาปกครองอาณาจักรแทนชั่วคราว
กษัตริย์แห่งอาณาจักรฮาดานั้นมีพลังสายเลือดอันทรงพลังสายหนึ่งซึ่งเรียกว่าพลังสายเลือดแสงศักดิ์สิทธิ์แห่งฮาดา ซึ่งตั้งชื่อมาจากปฐมกษัตริย์องค์แรก ด้วยพลังสายเลือดนี้จึงทำให้อาณาจักรฮาดากลายเป็นหนึ่งในสามอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในมหาทวีป
รัชทายาทอินดิสนั้นถูกปลุกพลังขึ้นมาในวัยสิบห้าปีและได้รับการยืนยันว่าเป็นพลังสายเลือดแสงศักดิ์สิทธิ์แห่งฮาดา อีกไม่นานเขาก็จะได้กลายมาเป็นกษัตริย์ฮาดาองค์ต่อไป”
เฟิร์สฟังเรื่องทั้งหมดอย่างสงบนิ่ง ดูเหมือนว่าตอนนี้เขาจะรู้แล้วว่าทำไมอีวาถึงผิดหวัง จนถึงขั้นตัดพ้อเขียนในสมุดไดอารี่
เดิมทีด้วยหน้าตาที่ธรรมดาอย่างเธอเพราะความใกล้ชิดนั้นพอจะมีโอกาสเรื่องความรักกับชายคนนั้นอยู่บ้าง
แต่เมื่อฐานะของชายคนนั้นเปลี่ยนไป
หญิงสาวชาวบ้านที่พ่อแม่ถูกจับไปเป็นทาสกับเจ้าชายรัชทายาทแห่งอาณาจักร ช่องว่างนี้ช่างใหญ่โตเกินไป และถ้าหากคิดให้ดี หากอินดิสมีใจให้กับอีวาเพียงเล็กน้อย ป่านนี้ด้วยฐานะของเขาคงจะสามารถสั่งปลดพ่อแม่ของอีวาจากการเป็นทาสได้แล้ว
เพราะเหตุนี้เองอีวาจึงมีแต่ต้องตัดใจ