จารึกที่ 363 : วิหารเร้นศิลาดาวตก : รอยต่อแห่งอารยธรรมที่สาบสูญ
ความมืดมิดอันไพศาลของสุสานที่ถูกลืมเลือน ยังคงโอบล้อมทุกสรรพสิ่งไว้ในอ้อมกอดอันหนาวเหน็บ ปราศจากแสงสาดส่อง ปราศจากความอบอุ่น มีเพียงความเงียบงันที่ดำรงอยู่มาเนิ่นนาน ท่ามกลางห้วงอวกาศที่เต็มไปด้วยเศษหินและฝุ่นผง ป้อมปราการหมื่นอักขระยังคงเร้นกายอยู่ภายใต้ม่านรบกวนคลื่นความถี่อย่างสมบูรณ์แบบ
ทว่า บัดนี้ความสนใจของผู้คนบนเกาะลอยฟ้า มิได้จดจ่ออยู่กับการหลบซ่อนอีกต่อไป
ณ ริมขอบของป้อมปราการ อาเจียและสหายทั้งห้ากำลังทอดสายตามองก้อนอุกกาบาตขนาดยักษ์ที่ลอยนิ่งอยู่เบื้องหน้า มันมีขนาดใหญ่โตเทียบเท่ากับขุนเขาทั้งลูก พื้นผิวภายนอกขรุขระและถูกกัดกร่อนด้วยกระแสลมมิติมานับไม่ถ้วน ทว่าเมื่อมองผ่านแสงสีฟ้าอมม่วงจากเนตรดาราของเฟิงหลิงเอ๋อร์ โครงร่างที่ซ่อนอยู่ภายในหินผาเหล่านั้นกลับแจ่มชัดขึ้น
"มันมิใช่เพียงเศษซากของกำแพง..." เฟิงหลิงเอ๋อร์เอ่ยขึ้น เสียงของนางสั่นสะท้านด้วยความตื่นตะลึง "มันคือวิหาร... วิหารศิลาทั้งหลังที่ถูกฝังกลบอยู่ใจกลางอุกกาบาต โครงสร้างของมันยังคงสมบูรณ์อยู่กว่าเจ็ดส่วน มีเสาค้ำยันที่ถูกสลักลวดลาย และมีโถงทางเดินที่ทอดยาวลึกเข้าไปข้างใน"
"วิหารที่ถูกหุ้มด้วยชั้นหินดาวตกขนาดนี้..." มู่เฉินลูบเครายาว ดวงตาของปรมาจารย์เฒ่าทอประกายความรำลึก "ในยุคก่อนที่สวรรค์จะสถาปนาการปกครอง ดินแดนของผู้ใช้อักขระเคยเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด พวกเขาสร้างมหานครที่ลอยล่องอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว ทว่าเมื่อสงครามกวาดล้างมาถึง แผ่นดินเหล่านั้นก็แตกสลาย วิหารแห่งนี้คงเป็นเศษเสี้ยวหนึ่งของมหานครที่ร่วงหล่นลงมา และถูกฝุ่นผงในห้วงอวกาศเกาะกุมพอกพูนจนกลายเป็นอุกกาบาตเพื่อปกปิดร่องรอยของตนเอง"
อาเจียรับฟังเงียบๆ ดวงตาอันลึกล้ำของชายหนุ่มสะท้อนภาพก้อนหินยักษ์เบื้องหน้า เขาตระหนักดีว่าการนั่งรออยู่ในป้อมปราการเพื่อสร้างหุ่นศิลาเพียงอย่างเดียว ย่อมนำไปสู่ทางตัน ทรัพยากรมีวันหมดสิ้น และความรู้ที่จำกัดย่อมไม่อาจต่อกรกับคลังปัญญาของวิหารเทพอนันตกาลได้ หากต้องการก้าวไปข้างหน้า พวกเขาต้องไขว่คว้าอดีตที่ถูกฝังไว้
"เราจะออกจากเกาะ" อาเจียตัดสินใจอย่างเด็ดขาด น้ำเสียงของเขาไร้ซึ่งความลังเล "การหลบอยู่แต่ในกระดองไม่อาจทำให้เราเติบโต วิหารแห่งนั้นคือมรดกของบรรพชนผู้สร้างสรรค์ เราจะเข้าไปสำรวจมัน นำความรู้ที่ถูกซ่อนเร้นกลับมาเป็นรากฐานของพวกเรา"
ชายหนุ่มหันไปหาสหายทุกคน "พี่มู่หลาง อี้หราน ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น หลิงเอ๋อร์ พวกเจ้าจงเตรียมตัวให้พร้อม ท่านอาจารย์ ข้าฝากท่านดูแลค่ายกลพรางตาของเกาะลอยฟ้า หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน จงรักษาเกาะไว้เป็นอันดับแรก"
"ระวังตัวด้วย อาเจีย" มู่เฉินกำชับ "สถานที่ที่เก่าแก่ถึงเพียงนั้น ย่อมมีค่ายกลป้องกันดั้งเดิมที่วิปริตและอันตรายซ่อนอยู่"
อาเจียพยักหน้ารับ ชายหนุ่มยกมือซ้ายขึ้นตวัดพู่กันนิรันดร์ วาดเส้นสายอักขระ 'ห่อหุ้ม' เคลือบผิวหนังของตนเองและสหายทั้งห้า เพื่อป้องกันร่างกายจากความหนาวเหน็บและแรงกดดันของอากาศธาตุภายนอก จากนั้น หลินชิงเสวี่ยจึงใช้เข็มทิศมิติ สร้างสะพานโปร่งแสงทอดยาวจากขอบเกาะ ตรงไปยังพื้นผิวของอุกกาบาตยักษ์
เงาร่างทั้งหกทะยานผ่านสะพานมิติอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ เมื่อปลายเท้าแตะลงบนพื้นผิวขรุขระของอุกกาบาต อาเจียก็กวาดสายตามองหาร่องรอย
"หลิงเอ๋อร์ จุดใดคือทางเข้าที่ใกล้ที่สุด?"
"ลงไปด้านล่างห้าสิบจั้ง มีรอยปริแตกของชั้นหินที่เชื่อมต่อกับโถงทางเดินหลักเจ้าค่ะ" นางชี้ทางอย่างแม่นยำ
ฉินมู่หลางเดินนำหน้า ยอดกระบี่หนุ่มชักกระบี่หยกเย็นออกครึ่งฝัก รังสีอำมหิตถูกบีบอัดเป็นเส้นตรง พุ่งทะลวงตัดชั้นหินผาเบื้องหน้าอย่างหมดจด ไร้ซึ่งเสียงระเบิดกึกก้อง เฟิงอี้หรานคอยใช้แส้เพลิงหลอมละลายเศษหินที่ร่วงหล่น เพื่อเปิดทางให้กว้างขึ้น
พวกเขาขุดลึกลงไปในเนื้ออุกกาบาตอย่างระมัดระวัง จนกระทั่งแสงสีแดงอมทองจากเปลวเพลิงของอี้หราน สาดกระทบเข้ากับพื้นผิวที่แตกต่างออกไป มันไม่ใช่หินขรุขระ ทว่ามันคือ 'ศิลาสีเทาหม่น' ที่ถูกตัดแต่งอย่างประณีต และเต็มไปด้วยลวดลายเส้นสายที่ชวนให้หลงใหล
"ถึงแล้ว... ผนังวิหารภายนอก" เย่ปิงอวิ๋นลูบคลำพื้นผิวศิลานั้นเบาๆ "ความเย็นเยียบนี้... มันผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานเหลือเกิน"
อาเจียก้าวออกมายืนเบื้องหน้าผนังศิลา ชายหนุ่มใช้มือซ้ายที่ถือพู่กัน ลูบไล้ไปตามลวดลายร่องลึกบนกำแพง มันมิใช่อักขระโจมตีหรือป้องกันในรูปแบบที่พวกเขาคุ้นเคย ทว่ามันคือภาพสลักที่เล่าเรื่องราว... ภาพของสรรพชีวิตที่รวมศูนย์กันสร้างหอคอยสูงเสียดฟ้า และภาพของพู่กันขนาดยักษ์ที่วาดเส้นสายเชื่อมโยงดวงดาว
ทว่า ตรงกลางของภาพสลักนั้น กลับมีประตูศิลาบานใหญ่ปิดสนิท ไร้รูกุญแจ ไร้สลักใดๆ มีเพียงรอยหลุมลึกรูปวงกลมที่ตรงกลางประตู ซึ่งถูกปกคลุมด้วยรังสีความกดดันที่ผลักไสทุกสรรพสิ่งให้ออกห่าง
"ประตูบานนี้ถูกปิดตายด้วยค่ายกลสกัดกั้นดั้งเดิม" อาเจียวิเคราะห์ "มันไม่ได้ใช้ปราณในการทำงาน ทว่ามันใช้ 'วัฏจักรของการไหลเวียน' หากเราใช้กำลังทุบทำลาย วัฏจักรนี้จะเสียสมดุลและยุบตัวลงบดขยี้ทุกสิ่งภายในวิหารจนแหลกสลาย"
"แล้วเราจะเปิดมันอย่างไร? ในเมื่อไม่มีแม้แต่ช่องว่างให้แทรกพลังเข้าไป" เฟิงอี้หรานเกาหัว
อาเจียหลับตาลง สัมผัสความถี่ของการไหลเวียนบนบานประตู "ค่ายกลทุกชนิด ย่อมมีช่องโหว่เมื่อกาลเวลาผ่านไป... หลิงเอ๋อร์ มองหา 'จุดบอด' ของการไหลเวียนให้ข้า"
เฟิงหลิงเอ๋อร์เบิกเนตรดารา เพ่งมองลึกลงไปในโครงสร้างของประตูศิลา "รอยหลุมวงกลมตรงกลาง... มันเคยเป็นที่ตั้งของสสารบางอย่างที่คอยหล่อเลี้ยงวัฏจักร ทว่าตอนนี้มันสูญหายไป ทำให้เส้นสายการไหลเวียนทางทิศเหนือของประตูขาดช่วง มันกำลังดึงเอาพลังงานจากส่วนอื่นมาโปะรอยรั่วนั้นอย่างยากลำบาก"
"วัฏจักรที่แหว่งวิ่น..." อาเจียลืมตาขึ้น รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนใบหน้า "หากมันต้องการสิ่งเติมเต็ม ข้าก็จะมอบให้"
ชายหนุ่มก้าวเข้าไปประชิดประตูศิลา เขายกมือขวาที่หนักอึ้งขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ม่านอักขระผลักไสที่เคลือบผิวหนังถูกปลดออกชั่วคราว อาเจียทาบฝ่ามือขวาที่ฝังด้วยลวดลายอักขระลงไปบนรอยหลุมวงกลมนั้นโดยตรง!
*ครืนนนน!*
ทันทีที่ผิวสัมผัส บานประตูศิลาขนาดยักษ์ก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง มวลธาตุอันหนาแน่นในแขนของอาเจียไหลทะลักเข้าไปอุดช่องโหว่ของการไหลเวียน อาเจียไม่ได้ทำลายค่ายกล ทว่าเขาใช้ความหนักอึ้งและคุณสมบัติของรากฐานดั้งเดิม ทำหน้าที่แทนชิ้นส่วนที่ขาดหายไป
"บัญชาอักขระ: ประสานวัฏจักร!"
อาเจียฝืนทนความเจ็บปวดที่ข้อต่อหัวไหล่ บีบบังคับให้พลังงานในแขนไหลเวียนไปตามเส้นสายของค่ายกลบนประตู เส้นสายที่เคยมืดมิดพลันสว่างวาบด้วยแสงสีเทาเงินยวง วัฏจักรที่เคยแหว่งวิ่นกลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง
*กริ๊ก... ครืดดดดด!*
ประตูศิลาบานยักษ์ที่ปิดตายมานับหมื่นปี ค่อยๆ แยกตัวออกเป็นสองซีก เลื่อนเปิดออกอย่างเชื่องช้าและหนักแน่น เสียงเสียดสีของศิลาดังกังวานก้องไปทั่วโถงทางเดิน ฝุ่นผงแห่งอดีตกาลร่วงหล่นลงมาราวกับสายฝน
กลิ่นอายของอากาศที่ถูกกักเก็บมาเนิ่นนานพัดโชยออกมา มันไม่ได้มีกลิ่นอับชื้น ทว่ากลับมีกลิ่นหอมจางๆ ของกระดาษเก่าและหมึกโบราณ
"เข้าไปกันเถิด" อาเจียลดแขนลง สวมถุงมือม่านอักขระกลับเข้าที่ ก่อนจะก้าวเดินนำสหายเข้าไปในความมืดมิดของวิหาร
ภายในโถงทางเดินนั้นกว้างขวางและโอ่อ่าเกินกว่าที่มองจากภายนอก เสาศิลาขนาดสิบคนโอบตั้งตระหง่านเรียงรายสองข้างทาง บนเสาแต่ละต้นสลักอักขระที่ส่องแสงเรืองรองจางๆ คอยให้ความสว่างแก่สถานที่แห่งนี้ พื้นศิลาที่พวกเขาเหยียบย่ำ ถูกขัดจนเรียบเนียน ปราศจากร่องรอยการต่อสู้
ยิ่งเดินลึกเข้าไป สถาปัตยกรรมก็ยิ่งวิจิตรตระการตา บนเพดานโค้งสูงสลักลวดลายการก่อกำเนิดของสรรพสิ่ง ภาพของมนุษย์ที่ไม่ได้ฝึกวิชาเหาะเหิน ทว่าพวกเขาสร้างสะพานแสงที่ทอดยาวข้ามหมู่ดาว พวกเขาสร้างขุนเขาด้วยการขีดเขียน พวกเขาดัดแปลงแม่น้ำด้วยปลายพู่กัน
"นี่คืออารยธรรมที่รุ่งเรืองด้วยวิถีแห่งการสร้างสรรค์อย่างแท้จริง..." หลินชิงเสวี่ยกวาดสายตามองรอบด้านด้วยความหลงใหล "ไม่มีภาพของการเข่นฆ่า ไม่มีภาพของการแย่งชิงสมบัติ... มีเพียงภาพของการแสวงหาปัญญา"
"และนั่นคือเหตุผลที่พวกเขากลายเป็นเป้าหมายของการถูกลบเลือน" อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ ทว่ากังวานก้องในความเงียบ "อำนาจที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากความเมตตา ทว่าเกิดจากการควบคุมความรู้ วิหารเทพอนันตกาลต้องการให้ผู้คนก้มหัวรอรับประทานปราณฟ้าดิน ไม่ใช่ให้ผู้คนสามารถสร้างปราณขึ้นมาได้เอง อารยธรรมนี้... ถูกกวาดล้างเพราะพวกเขายืนหยัดด้วยลำแข้งของตนเอง"
คำกล่าวของอาเจียทำให้บรรยากาศหนักอึ้งขึ้น สหายทุกคนสัมผัสได้ถึงความรันทดของประวัติศาสตร์ที่ถูกฝังกลบ ความคับแค้นใจต่อความอยุติธรรมของสวรรค์ปะทุขึ้นในอก
พวกเขาเดินลึกเข้ามาจนถึงสุดโถงทางเดิน เบื้องหน้าคือลานกว้างรูปครึ่งวงกลม ที่ใจกลางลานนั้น มีแท่นศิลาทรงกระบอกตั้งอยู่ บนแท่นศิลามี 'แผ่นกระเบื้องหยก' รูปทรงเรขาคณิตนับร้อยชิ้น ลอยเคว้งคว้างอยู่อย่างไร้ระเบียบ
รอบลานกว้างนั้น มีโครงกระดูกในชุดคลุมยาวเปื่อยยุ่ย นั่งขัดสมาธิอยู่หลายสิบขุย โครงกระดูกเหล่านี้ไม่มีร่องรอยบาดแผลฉกรรจ์ ทว่าพวกเขานั่งนิ่งหันหน้าเข้าหาแท่นศิลา ราวกับกำลังขบคิดบางสิ่งบางอย่างจนกระทั่งลมหายใจสุดท้ายของชีวิต
"พวกเขาไม่ได้ถูกฆ่าตาย..." ฉินมู่หลางก้มลงพิจารณาโครงกระดูกร่างหนึ่ง "กระดูกของพวกเขายังคงสมบูรณ์ ไม่มีการบอบช้ำทางกายภาพ ทว่าพลังชีวิตถูกสูบออกไปอย่างหมดจด"
"พวกเขานั่งละสังขาร เพื่อรักษาสิ่งที่อยู่บนแท่นศิลานั้นไว้" อาเจียก้าวเดินตรงไปยังใจกลางลานกว้าง สายตาจับจ้องแผ่นกระเบื้องหยกที่ลอยสับสน
ทันทีที่เท้าของอาเจียแตะขอบลานครึ่งวงกลม!
*วูบบบบ!*
แสงสว่างสีขาวสาดส่องลงมาจากเพดานวิหาร ค่ายกลป้องกันชั้นสุดท้ายที่หลับใหลอยู่ตื่นขึ้นอย่างฉับพลัน! ทว่ามันมิใช่อาวุธโจมตี แผ่นกระเบื้องหยกนับร้อยชิ้นบนแท่นศิลา พุ่งทะยานเข้ามารวมตัวกันกลางอากาศ ถักทอกันเป็นกำแพงโปร่งแสงขวางกั้นระหว่างอาเจียกับแท่นศิลา
บนกำแพงหยกนั้น ปรากฏตัวอักษรโบราณลอยเด่นขึ้นมา มันไม่ได้เป็นภาษาพูด ทว่ามันสื่อความหมายเข้ามาในห้วงความคิดของผู้ที่จ้องมองโดยตรง
*"แสงสว่างคือผู้ทำลาย ความรู้คือผู้สืบทอด... ผู้ใดปรารถนาแก่นแท้แห่งดารา จงเติมเต็มเส้นทางที่ขาดหาย มิเช่นนั้น ความรู้จะแตกสลายไปพร้อมกับผู้โลภโมโทสัน"*
แรงกดดันอันมหาศาลกดทับลงมาบนบ่าของสหายทุกคน มันมิใช่แรงโน้มถ่วงทางกายภาพ ทว่ามันคือ 'แรงกดดันทางปัญญา' ห้วงความคิดของพวกเขาราวกับถูกค้อนศิลาทุบตี หากไม่สามารถไขปริศนาได้ วิญญาณของพวกเขาจะถูกสูบกลืนไปเป็นพลังงานให้แก่ค่ายกล เช่นเดียวกับบรรพชนที่นั่งละสังขารอยู่รอบลานนี้!
"นี่คือบททดสอบ..." เย่ปิงอวิ๋นทรุดตัวลงคุกเข่า เหงื่อไหลซึมเต็มหน้าผาก "ค่ายกลนี้... มันบีบบังคับให้เราต้องแก้สมการบนกำแพงหยก หากตอบผิด หรือใช้เวลานานเกินไป วิญญาณของเราจะถูกกัดกิน!"
อาเจียยืนหยัดต้านทานแรงกดดัน ชายหนุ่มเพ่งมองแผ่นกระเบื้องหยกนับร้อยชิ้นที่ประกอบกันเป็นกำแพง มันมิได้เรียงตัวกันอย่างสมบูรณ์ ทว่ามีช่องโหว่มากมาย เส้นสายอักขระที่พาดผ่านแผ่นหยกแต่ละชิ้นขาดตอน ไม่สามารถเชื่อมต่อกันเป็นลวดลายที่สมบูรณ์ได้
"มันคือแผนผังโครงสร้างของบางสิ่ง... ทว่าชิ้นส่วนถูกสลับตำแหน่ง และบางชิ้นถูกซ่อนไว้" อาเจียวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว "ผู้ที่มาเยือนต้องใช้เจตจำนง บังคับให้แผ่นหยกสลับตำแหน่งกันจนกว่าเส้นสายทั้งหมดจะเชื่อมต่อกันเป็นวงจรเดียว... หากใช้กำลังทำลาย แผ่นหยกจะระเบิดเป็นจุณ"
"ข้าจะช่วยคำนวณทิศทาง!" เฟิงหลิงเอ๋อร์ฝืนเบิกเนตรดารา ดวงตาสีฟ้าอมม่วงของนางพยายามสแกนหาความต่อเนื่องของเส้นสาย "แผ่นที่สิบห้า ต้องสลับกับแผ่นที่เจ็ดสิบสอง... แผ่นที่แปด ต้องหมุนเก้าสิบองศา... อ๊ะ! อาเจีย! โครงสร้างนี้ซับซ้อนเกินไป มันมีรูปแบบการเปลี่ยนแปลงนับล้านแบบ ข้าคำนวณไม่ทัน แรงกดดันนี้กำลังทำให้สมาธิของข้าแตกซ่าน!"
เลือดเริ่มไหลซึมจากจมูกของดรุณีน้อย สหายคนอื่นๆ ก็มีสภาพไม่ต่างกัน การทดสอบทางปัญญาของอารยธรรมโบราณนั้นโหดร้ายและลึกล้ำเกินกว่าที่ผู้บำเพ็ญเพียรในยุคปัจจุบันจะรับมือได้ในเวลาจำกัด
"ถอยจิตวิญญาณของพวกเจ้าออกมา ห้ามเพ่งมองกำแพงหยกเด็ดขาด!" อาเจียตวาดก้อง ชายหนุ่มตวัดมือซ้ายวาดอักขระป้องกัน ปิดกั้นการรับรู้ของสหายทุกคนเพื่อไม่ให้ห้วงความคิดถูกสูบกลืน
อาเจียก้าวเข้าไปใกล้กำแพงหยกเพียงลำพัง ดวงตาอันลึกล้ำจ้องมองชิ้นส่วนที่สับสนวุ่นวาย ความกดดันมหาศาลถาโถมเข้าใส่ห้วงวิญญาณของเขา ทว่ารอยขีดเขียนหนึ่งเส้นที่เป็นรากฐานใหม่ในตัวเขา กลับสั่นพ้องและต่อต้านแรงกดดันนั้นได้อย่างมั่นคง
"การแก้สมการด้วยการสลับชิ้นส่วน... เป็นวิถีของผู้ตามรอย" อาเจียพึมพำ รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏบนใบหน้า "บรรพชนผู้สร้างสรรค์เอ๋ย... หากพวกท่านคาดหวังให้ข้าแก้ปริศนาตามกฎที่พวกท่านตั้งไว้ ข้าย่อมเป็นเพียงลูกศิษย์ที่เชื่อฟัง ทว่าข้าคือผู้บัญญัติความจริง... ข้าจะไม่เดินตามเส้นทางที่ซับซ้อน แต่ข้าจะ 'ลบ' ความซับซ้อนนั้นทิ้งไป!"
ชายหนุ่มยกพู่กันนิรันดร์ขึ้น ชุบหมึกปราณสีเทาเงินยวงแห่งวิถีสูญตา เขาไม่ได้ใช้เจตจำนงเพื่อบังคับให้แผ่นหยกสลับตำแหน่งกัน ทว่าเขาจรดปลายพู่กันลงบนช่องโหว่ระหว่างแผ่นหยก!
"บัญชาอักขระ: กลืนกินเส้นแบ่ง เชื่อมรอยต่อสูญตา!"
อาเจียวาดอักขระสูญตา (零) ลากผ่านช่องว่างเหล่านั้น เขาใช้ความว่างเปล่าทำหน้าที่เป็น 'สะพาน' เชื่อมเส้นสายอักขระของแผ่นหยกที่อยู่คนละทิศละทางเข้าด้วยกันโดยตรง ไม่จำเป็นต้องสลับตำแหน่ง ไม่จำเป็นต้องจัดเรียงใหม่ เขาบังคับให้เส้นสายเหล่านั้นวิ่งผ่านความว่างเปล่าที่เขาสร้างขึ้น!
เมื่อความว่างเปล่ากลายเป็นตัวเชื่อม ทุกรอยต่อที่เคยวิ่นแหว่งก็ถูกเติมเต็ม โครงสร้างสมการที่ต้องใช้การสลับตำแหน่งนับล้านครั้ง ถูกแก้ไขให้สมบูรณ์ได้ภายในสามลมหายใจด้วยการขีดเส้นตรงข้ามกฎเกณฑ์!
*วิ้งงงงง!*
แสงสว่างวาบขึ้นจากกำแพงหยก แรงกดดันทางปัญญาที่เคยกดทับมลายหายไปในพริบตา แผ่นกระเบื้องหยกนับร้อยชิ้นหยุดสั่นไหว พวกมันผสานกันเป็นแผ่นเดียวอย่างสมบูรณ์แบบ ก่อนจะหดตัวลงอย่างรวดเร็ว กลายเป็น 'ม้วนคัมภีร์หยก' ลอยตกลงมาอยู่ในฝ่ามือซ้ายของอาเจีย
เสียงกลไกศิลากระทบกันดังขึ้นเบาๆ แท่นศิลาตรงกลางลานกว้างเลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นสิ่งที่ถูกซ่อนอยู่ภายใน
มันมิใช่คัมภีร์วิชาอาคม และมิใช่อาวุธทรงอานุภาพ... ทว่ามันคือ 'ลูกโลกผลึก' ขนาดเท่าศีรษะมนุษย์ ภายในลูกโลกนั้น มีจุดแสงสว่างไสวระยิบระยับนับพันจุด ลอยวนอยู่รอบๆ โครงสร้างของทวีปจำลองที่แตกสลายเป็นหลายสิบส่วน
"นี่คือ..." มู่เฉินที่ฟื้นคืนสติ รีบเดินเข้ามาดูใกล้ๆ ดวงตาของปรมาจารย์เฒ่าเบิกกว้างด้วยความตระหนก "แผนที่ดารา... ไม่สิ มันคือแผนผังของ 'มหาทวีปหมื่นอักขระ' ก่อนที่จะถูกสวรรค์บดขยี้! จุดแสงเหล่านั้น คือพิกัดของวิหารและขุมทรัพย์ที่กระจัดกระจายไปทั่วห้วงจักรวาล!"
"ถูกต้องขอรับ ท่านอาจารย์" อาเจียยกม้วนคัมภีร์หยกในมือขึ้นมาพิจารณา "และในคัมภีร์ม้วนนี้... คือกุญแจในการถอดรหัสพิกัดเหล่านั้น"
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมวิหารโบราณอีกครั้ง ทว่าคราวนี้ มันมิใช่ความเงียบของความตาย แต่เป็นความเงียบของการเริ่มต้นใหม่ สหายทั้งห้ามองดูแผนที่ลูกโลกผลึกด้วยดวงตาที่ลุกโชน ความสิ้นหวังจากการถูกไล่ล่าหายไปจนสิ้น บัดนี้ พวกเขาเห็นเส้นทางที่ชัดเจนแล้ว
"เราไม่ได้กำลังหนีอีกต่อไป..." เฟิงอี้หรานกำหมัดแน่น "เรากำลังออกตามล่าสมบัติของบรรพชน!"
"วิหารแห่งนี้ เป็นเพียงหนึ่งในจุดแสงนับพัน..." หลินชิงเสวี่ยลูบคลำเข็มทิศมิติ "หากเราสามารถรวบรวมชิ้นส่วนของมหาทวีปเหล่านี้ได้ทั้งหมด ป้อมปราการหมื่นอักขระของเรา จะขยายใหญ่จนกลายเป็นดินแดนที่สวรรค์ไม่อาจครอบงำได้อีกต่อไป"
อาเจียเก็บแผนที่ลูกโลกผลึกและคัมภีร์หยกเข้าไว้ในอกเสื้อ ชายหนุ่มหันหลังกลับ กวาดสายตามองโครงกระดูกของบรรพชนผู้เสียสละ เขายกมือซ้ายขึ้นประสานคารวะด้วยความเคารพอย่างลึกซึ้ง
"ความรู้ของพวกท่าน จะไม่สูญเปล่าอยู่ในเงามืดแห่งนี้อีกต่อไป... ข้าจะนำมรดกของพวกท่าน ไปปูเป็นทางเดินเพื่อเหยียบย่ำวิหารเทพอนันตกาล"
ชายหนุ่มหันกลับมาหาสหายทุกคน แววตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดขาดของผู้นำทัพที่พร้อมจะกรีธาทัพเข้าสู่สมรภูมิที่ใหญ่กว่าเดิม
"กลับไปที่ป้อมปราการ! เราได้เป้าหมายใหม่แล้ว... การเดินทางเพื่อรวบรวมชิ้นส่วนแห่งประวัติศาสตร์ ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ!"