การแสดงดอกไม้ไฟยังไม่จบ แต่ผมไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว “ไน่ไน่ กลับกัน!” ผมเรียกลูกสาว
“ทำไมล่ะคะ” ไน่ไน่โผล่ออกมาจากฝูงชน ปากกัดอะไรบางอย่าง มือกอดกล่องลูกอมลายกระต่ายมิฟฟี่กล่องหนึ่ง
“สามทุ่มแล้ว ได้เวลานอนของลูกแล้ว” ผมชี้ของที่เธอกอดไว้ “มีเ้านี้ได้ยังไง”
“เมื่อกี้มีคุณอาคนหนึ่งให้มาค่ะ!” ไน่ไน่ชี้ไปด้านข้าง “เขาบอกว่าหนูหน้าตาน่ารัก ก็เลยให้หนูค่ะ”
“ห้ามรับของจากคนแปลกหน้าสุ่มสี่สุ่มห้า” ผมเตือนเธอ
“ค่ะ” เธอตอบ ก่อนจะเปิดกล่องลูกอมและกินไปเม็ดหนึ่ง
“กลับกันได้แล้ว” ผมหยิบกระป๋องเบียร์ว่างเปล่าไปทิ้ง ไน่ไน่วิ่งนำหน้า เหลือเว่ยเสียงยังอยู่ข้างกายผม “ไน่ไน่ อย่าวิ่งเร็วนัก”
“ได้ค่ะ” เธอะโโลดเต้นอยู่ด้านหน้าไกลๆ ประหนึ่งกระต่ายกระดี๊กระด๊าที่อยู่นิ่งไม่ได้
ระหว่างทางกลับบ้านไม้กลางป่าต้องผ่านลานกว้างแห่งหนึ่ง ม้าหมุนในลานกว้างหมุนไปเรื่อยๆ ตามเสียงดนตรีที่ดังกังวาน การแสดงดอกไม้ไฟริมฝั่งยังไม่จบ เมื่อเงยหน้าจะได้เห็นดอกไม้ไฟที่สว่างวาบบนท้องฟ้าแวบหนึ่งแล้วหายไป
เว่ยเสียงหยุดอยู่หน้าม้าหมุน ผมเหลือบมองเขาวูบหนึ่ง
“ถ้านายอยากอยู่ต่อก็ตามสบาย แต่อย่าดึกมาก ฉันนอนเร็ว” ผมนอนดึกว่าไน่ไน่แค่นิดเดียวเท่านั้น ไม่สามารถถ่างตาถึงดึกดื่นเพื่อช่วยเปิดประตูบ้านไม้ให้เขา
“ทู่จื่อชอบม้าหมุน” เว่ยเสียงยืนอยู่หน้าเครื่องเล่น
เขากำลังคิดถึงทู่จื่อผ่านของสิ่งนี้ ทู่จื่อเคยเป็หนึ่งในบุคลิกทั้งหลายของผม ตอนนี้ได้ผสานกลับมาแล้ว เวลานี้ชีวิตผมแทบไม่มีร่องรอยการมีอยู่ของมัน และหมดความพิสมัยในม้าหมุน
แต่คำพูดของเขาทำให้ผมมั่นใจขึ้นว่าเขารู้จักผม โรคของผมกระดากเกินกว่าจะบอกใคร เขารู้เื่ทู่จื่อ แสดงว่าก่อนหน้านี้เรารู้จักกันจริงๆ
“แต่พวกเขาหายไปหมดแล้ว ไม่มีใครจำผมได้” สีหน้าของเขาตอนพูดจาเจือแววโศกเศร้า
ผมยักไหล่ นั่นไม่เกี่ยวกับผม ใช่ว่าผมจงใจลืมเขา เพียงแต่บังเอิ๊ญบังเอิญ เขาถูกทิ้งไว้ตอนที่ความทรงจำของผมเรียบเรียงตัวใหม่
ระหว่างเดินกลับกัน ไน่ไน่วิ่งมาหยิบกุญแจไปเปิดประตูก่อน ตอนที่พวกเราถึงบ้านไม้หลังเล็ก กลับถูกเธอขังไว้ด้านนอก “ไน่ไน่ เปิดประตู” ผมะโจากข้างนอก
“รหัสผ่าน!” ยายเด็กบ้าพูดเสียงลึกลับอยู่อีกด้านของประตู “รหัสผ่านคืออะไร ถ้าตอบไม่ถูกไม่ให้เข้าค่ะ”
“รหัสผ่านคือ ตีก้นลูกให้บวม” ผมบอกเธอ
เว่ยเสียงใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนแทบแนบชิดกับตัวผม ผมหันกลับไปด้วยความประหลาดใจ สบเข้ากับสายตาเขาพอดี เป็สายตาที่ข่มความรู้สึกเหลือเกิน
“ทำอะไรน่ะ” เขาทำผมใ
เขาส่งยิ้มจางๆ ให้ผม ก้มหน้าประทับริมฝีปากอุ่นร้อนกับปากของผม
ผมตาโต รู้สึกเหมือนถูกค้อนทุบเข้าที่หัว เกิดเสียงหึ่งๆ ในหู
“แบบนี้คุณจะจำผมขึ้นมาได้ไหม” สีหน้าเขาคล้ายสติเลือนราง ลอยละล่อง ั์ตาถูกย้อมด้วยสีอันเข้มข้นไม่ทราบชื่อ
เมื่อเขาก้มหน้าจูบลงมาอีกครั้ง ปลายลิ้นได้สอดเข้ามาตวัดรัดลิ้นของผม ผมเหมือนกบที่ถูกงูจ้องจนสิ้นใจ ทั้งตัวแข็งทื่อกับบานประตูไม้ ตกตะลึงจนิญญาหลุดออกจากร่างไปแล้ว
ตอนที่เขายื่นมือเข้ามาในเสื้อยืดของผม ปากพึมพำไปว่า “ยังผอมเหมือนเดิมเลย…” จู่ๆ ไน่ไน่ก็เปิดประตูออกมา เราสองคนตั้งตัวไม่ทัน ล้มลงกับพื้นห้องทั้งคู่ด้วยท่าทางไม่เรียบร้อยนัก ผมอยู่ด้านล่าง เขาอยู่้า ร่างกายของเขาคาอยู่ตรงหว่างขาของผม ขาของผมหุบไม่ได้ ได้แต่อ้าออก…อ้าออก…
“นายทำบ้าอะไร” ครู่หนึ่งผมผลักเขาออกด้วยความเดือดดาล ก่อนจะถีบเขาออกจากประตู แล้วปิดประตูอย่างแรงพร้อมลงกลอน ถลึงตาใส่บานประตู คำรามเสียงกราดเกรี้ยว “นายเป็บ้าหรือไง!”
นอกบ้านไม่มีสุ้มเสียง บางทีพอเขาล้มแล้วอาจลุกไม่ได้อีก
“คุณพ่อคะ” ไน่ไน่ดึงชายเสื้อผม มองผมด้วยความฉงน
“ไปนอน!” ผลักดันลูกสาว ก่อนจะถอดแว่นออกมาพยายามเช็ดด้วยเสื้อยืด
บังอาจจูบผม แถมยังสอดลิ้นเข้ามาอีก!
“พี่ชายคนนั้นล่ะคะ” ไน่ไน่ชี้เว่ยเสียงที่ถูกผมล็อกไว้นอกประตู
“ไม่ต้องสนใจเขา เขาจะนั่งแท็กซี่กลับเองแล้ว” ผมลดระดับเสียงลง ไม่อยากให้ลูกสาวเห็นความเดือดดาลของผม
“ดึกมากแล้ว มีแท็กซี่ที่ไหนกันคะ” ไน่ไน่มุ่ยปาก
“ไปนอน ไปนอน!” ผมไม่สนคำคาดคั้นของลูกสาว ดันเธอไปจนถึงห้องนอนชั้นบน
พี่ใหญ่ยัดเยียดปัญหาใหญ่มาให้ผมจริงๆ! หมอนี่จะดูแนวตั้งหรือแนวนอนก็เหมือนเกย์ทั้งนั้น เขาทำให้การท่องเที่ยวอันงดงามของครอบครัวเราในคราวนี้เปลี่ยนโทนไปมหันต์
หลังจับไน่ไน่นอนแล้ว ผมลงมาที่ห้องรับแขกชั้นล่าง หยิบมือถือมาตั้งใจโทรไปไต้หวันเพื่อถามพี่ใหญ่ว่าทำไมเขาถึงให้คนอันตรายอย่างเว่ยเสียงมาอยู่ข้างกายผม แต่พอไตร่ตรองดูแล้วก็รู้สึกไม่เหมาะสม ไม่ใช่เื่น่าภูมิใจอะไร จึงล้มเลิกความคิด
อากาศปลายเดือนตุลาคมเริ่มหนาวแล้ว ผมปิดหน้าต่างจรดพื้นที่เชื่อมต่อกับระเบียง มองความมืดมิดด้านนอกผ่านหน้าต่างแล้วชักง่วง
ดูเหมือนยังมีเสียงคนเดินไปเดินมาอยู่ด้านนอก บางทีอาจเป็นักท่องเที่ยว บางทีอาจเป็เว่ยเสียง แต่ผมไม่มีทางยอมให้หมอนั่นเข้ามา จึงเดินขึ้นชั้นบน ทิ้งตัวบนเตียง ตัดสินใจปิดเปลือกตาแล้วนอนก่อนสักพัก ไม่สนว่าหมอนั่นจะเป็ตายร้ายดีอย่างไร
หลังอารมณ์ผ่อนคลายลง พระอินทร์ก็โถมเข้ามาหาผมอย่างรวดเร็ว ผมตกสู่ห้วงนิทรา รำลึกถึงฝันอันไกลแสนไกล
ค่ำคืนในฤดูร้อน ท้องฟ้าส่งเสียงครืนคล้ายมีสายฟ้าฟาด ดวงดาวดารดาษเจิดจรัสไม่สู้ดอกไม้ไฟ ถูกพลุหลากสีเต็มผืนฟ้ากลบมิด งดงามราวกับภาพวาด
ก้มหน้าลง ผมพลัดหลงกับครอบครัวท่ามกลางฝูงชนเบียดเสียด กลิ่นดินปืนและประทัดแสบจมูกเกินทน ไม่มีใครเต็มใจออกมาแบกรับเื่พวกนี้แทนผม ผมสับเปลี่ยนบุคลิกหลายครา ทุกคนต่างฉุนกับกลิ่นนี้จนหนีอุตลุด บรรดาคนยกเกี้ยวเทพเ้าะโว่าอย่าขวางทาง ท่านยมทูตขาวดำกำลังออกลาดตระเวน ประทัดะเิตามทาง
ผมนั่งยองๆ ท่ามกลางฝูงชน กอดเข่าแน่น รู้สึกคล้ายใกล้หมดลมหายใจ
“บางทีอาจต้องตายอยู่ที่นี่” ผมบอกตัวเองแบบนั้น
ใครบางคนหยุดอยู่ตรงหน้าผม ตบบ่าผมเบาๆ “นี่ ไม่เป็ไรใช่ไหม”
ผมเงยหน้า เห็นเด็กชายผมทรงสกินเฮดที่หน้ายังมีน้ำมูกเปรอะเปื้อนคนหนึ่ง ใบหน้าคล้ำแดดนั้นเป็ผลพวงจากการวิ่งเล่นอยู่กลางไร่นาเป็ระยะยาว
ผมตอบไม่ได้ เหนื่อยจนไม่เหลือเรี่ยวแรงจะพูดจา เขามองด้วยความกังวล จูงมือพาผมออกจากงานวัดที่ครึกครื้นนี้สุดแรงเกิด จากนั้นพาผมมานั่งในสวนนอกบ้านไร่แห่งหนึ่ง หยิบพัดสานมาพัดให้ผมเต็มที่