ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 229 : ตวัดพู่กันล้างค่ายกล

จารึกที่ 229 : ตวัดพู่กันล้างค่ายกล : บัตรเชิญระดับ VIP และคลื่นใต้น้ำแห่งเจ็ดมหาอำนาจ


ชั้นที่เจ็ดของหอสุวรรณดารามิได้เป็นพื้นที่จัดแสดงสินค้าเรียงรายดั่งเช่นชั้นอื่นๆ ทว่ามันคือห้องโถงศิลาแปดเหลี่ยมอันกว้างขวางที่ถูกปิดผนึกอย่างแน่นหนาด้วยค่ายกลสลับซับซ้อน ตรงกลางห้องมีสระน้ำวนขนาดเล็กที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศอย่างท้าทายกฎเกณฑ์ฟ้าดิน ภายในสระบรรจุ 'ผลึกวารีสวรรค์' ขนาดเท่าศีรษะมนุษย์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นแกนกลางธาตุน้ำของค่ายกลป้องกันระดับห้า 'ม่านสุวรรณคุ้มภัย' อันเลื่องชื่อ


ทว่าในเวลานี้ ผลึกวารีสวรรค์ที่ควรจะใสกระจ่างกลับเปล่งแสงสีฟ้าสลับเหลืองขุ่นมัวน่าอึดอัด กระแสน้ำวนที่ควรจะไหลเวียนอย่างนุ่มนวลกลับปั่นป่วนบิดเบี้ยว และส่งเสียงหวีดแหลมกรีดแทงโสตประสาทราวกับมีเข็มนับหมื่นเล่มทิ่มแทงอยู่ภายในแกนกลาง


"นี่คือสภาพของแกนกลางค่ายกลในปัจจุบัน" ซูเหม่ยผายมือไปยังสระน้ำวนกลางอากาศ สีหน้าของนางเคร่งเครียดและเต็มไปด้วยความกังวล "ปรมาจารย์ค่ายกลหลายท่านที่สมาคมทุ่มเงินเชิญมา ล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าปราณธาตุน้ำมันบริสุทธิ์เกินไปจนเกิดการต่อต้านตัวเอง พวกเขาพยายามใช้ค่ายกลธาตุไม้มาช่วยดูดซับความผันผวน แต่ผลลัพธ์กลับยิ่งทำให้รอยร้าวของม่านพลังขยายตัวเร็วขึ้นจนน่าตกใจ"


อาเจียยืนนิ่งสงบอยู่หน้าแกนกลางค่ายกลที่กำลังบ้าคลั่ง มือหนึ่งกำไม้เท้าไม้หยกทมิฬไว้มั่น อีกมือไพล่หลังอย่างผ่อนคลาย แม้ดวงตาจะถูกพันด้วยผ้าดิบเปื้อนเลือด แต่ 'เตาหลอมปราณจำลอง' ในจุดตันเถียนของเขากำลังหมุนวนอย่างทรงพลัง สอดประสานกับ 'เนตรสูญตา' ที่แผ่ขยายออกไปครอบคลุมทุกอณูวิญญาณและการไหลเวียนของกฎเกณฑ์ในห้องแปดเหลี่ยมอย่างละเอียดลออ


"พวกปรมาจารย์จอมปลอมที่เจ้าจ้างมา มันก็แค่พวกตาบอดที่มองเห็นแต่เปลือกนอกอันหลอกลวง" อาเจียแค่นเสียงเยาะเย้ยอย่างไร้ความปรานี "ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ธาตุน้ำบริสุทธิ์เกินไป แต่มีคนหัวหมอและอำมหิตพยายามแอบฝัง 'ผลึกปราณธาตุดิน' ขนาดเท่าเมล็ดถั่วเหลือง ซ่อนเร้นลงไปในแกนกลางธาตุน้ำต่างหากล่ะ! ดินข่มน้ำ! มันตั้งใจจะทำให้ค่ายกลแข็งแกร่งขึ้นชั่วคราวเพื่อรับมือกับการโจมตีหนัก แต่กลับกลายเป็นการฝังยาพิษระยะยาวที่จะกัดกินแกนกลางจนพังทลาย!"


ซูเหม่ยและผู้ประเมินราคาชราทั้งสองคนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบสิ้นสติ นางรีบหันไปมองหน้ากันด้วยความหวาดหวั่น


"เป็นความจริง... เมื่อสามเดือนก่อน สมาคมของเราถูกยอดฝีมือลึกลับลอบโจมตีอย่างหนักหน่วง ผู้อาวุโสคุมค่ายกลจึงตัดสินใจฝังผลึกธาตุดินลงไปเพื่อเพิ่มพลังป้องกันฉุกเฉิน..." ซูเหม่ยเสียงสั่นสะท้านเมื่อความลับถูกเปิดโปง "แต่หลังจากนั้น ก็ไม่มีใครหาวิธีเอาผลึกธาตุดินที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับแกนกลางไปแล้วออกมาได้เลย!"


"ตาเฒ่า! ถอยไปยืนห่างๆ หน่อย รัศมีความงกของท่านมันกวนสมาธิการทำงานของข้า!" อาเจียหันไปตวาดนักพรตหมื่นอีแปะที่กำลังยืนน้ำลายสอจ้องมองผลึกวารีสวรรค์ราวกับจะกลืนกินมันเข้าไปทั้งก้อน


"เพ้ย! ข้าแค่ยืนคุมเชิงให้เจ้ายกเลิกค่ายกลได้อย่างปลอดภัยต่างหากเล่า! รีบๆ ทำเข้า! เครดิตห้าแสนศิลาปราณกำลังรอเราอยู่!" นักพรตหน้าเลือดสะบัดแส้ปัดอย่างขัดใจ ทว่าก็ยอมถอยหลังไปยืนข้างพยนต์เทวะ 'เจ้าสัว' ที่กำลังยืนกอดอกดูเจ้านายทำงานอย่างเงียบสงบ


อาเจียสูดหายใจลึกรวบรวมสมาธิ เขาล้วงพู่กันนิรันดร์ออกมาจากอกเสื้ออย่างทะนุถนอม ด้ามไม้ดึกดำบรรพ์แห่งมหาภาวะซวีเปล่งประกายลี้ลับตอบรับสัมผัสของผู้เป็นนาย


(อื้อ... ข้าหิวเหลือเกิน...)


คลื่นวิญญาณสั่นสะเทือนแผ่วเบาดังก้องในจิตของเขา อาเจียสัมผัสได้ถึงพลังบริสุทธิ์ของจิตวิญญาณแห่งศาสตราตัวน้อยที่เพิ่งกลืนกินหยดน้ำค้างบรรพกาลจนตื่นรู้ นางส่งปราณเซียนอันเก่าแก่ไหลผ่านด้ามแก่นไม้มาสู่ฝ่ามือของเขาอย่างไม่เต็มใจนัก ราวกับเด็กตื่นนอนที่กำลังเรียกร้องหาอาหารอย่างงอแง


(ทะ... ท่านจิตวิญญาณแห่งปฐมบทผู้ถือกำเนิดพร้อมพู่กันนิรันดร์.....โปรดให้ศิษย์ของข้าหยิบยืมพลังแห่งวัฏจักรกำเนิดและดับสูญ พื่อดึงเอาความแปลกปลอมนี้กลับคืนสู่จุดเริ่มต้นสักคราเถิด...) เสียงของปรมาจารย์มู่เฉินดังขึ้นในห้วงจิตอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวที่สุดในชีวิต น้ำเสียงที่เคยเย่อหยิ่งบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความนอบน้อมดุจหลานชายกราบทวด เพราะเขารู้ซึ้งแล้วว่าตนเองเป็นเพียงผู้ลี้ภัยที่อาศัยบารมีของนาง


'อดทนหน่อยยายหนูผี คืนพรุ่งนี้ข้าสัญญาว่าจะหาของอร่อยระดับสวรรค์มาให้เจ้ากินแน่!' อาเจียปลอบโยนในจิตวิญญาณด้วยความเอ็นดูปนระอา ก่อนจะตวัดพู่กันนิรันดร์วาดร่ายรำไปในอากาศเบื้องหน้าแกนกลางค่ายกลอย่างพลิ้วไหวและทรงพลัง


"วิถีอักขระหลิง ขั้นที่หนึ่ง... สุญญตาไร้ขอบเขต... จากรูปธรรม คืนสู่อนัตตา!"


ปลายพู่กันทิ้งร่องรอยเส้นสายสีเงินยวงที่แฝงไปด้วยพลังแห่งสัจธรรมอันลึกล้ำ มันถักทอเข้าด้วยกันอย่างวิจิตรบรรจงจนก่อเกิดเป็นอักขระหลิงขนาดใหญ่กลางอากาศ อักขระตัวนี้มิได้แผ่แรงกดดันทำลายล้างที่บ้าคลั่ง ทว่ามันคือ 'หลุมดำแห่งมหาภาวะซวี' ที่พร้อมจะกลืนกินรูปธรรมและลบล้างกฎเกณฑ์ทั้งปวงให้กลับคืนสู่ความเวิ้งว้าง


"ไป!"


อาเจียตวัดปลายพู่กันอย่างเฉียบขาด ส่งอักขระหลิงพุ่งทะลุมิติเข้าไปในแกนกลางผลึกวารีสวรรค์!


"วิ้งงงงง!"


ทันทีที่อักขระหลิงสัมผัสและผสานเข้ากับแกนกลาง เสียงปั่นป่วนของกระแสน้ำวนพลันหยุดชะงักราวกับเวลาถูกแช่แข็ง พลังธาตุดินที่แฝงตัวอยู่อย่างดื้อด้านถูกอำนาจแห่งอนัตตาห่อหุ้มและ 'ลบ' ทิ้งไปอย่างหมดจด ราวกับมันไม่เคยมีการดำรงอยู่จริงบนโลกใบนี้! ปราณเซียนธาตุน้ำที่เคยถูกกดทับพลันระเบิดความบริสุทธิ์ออกมาอย่างเต็มที่ ค่ายกลม่านสุวรรณคุ้มภัยส่องแสงสีทองสว่างวาบไปทั่วทั้งเก้าชั้นของอาคาร ทะลวงขีดจำกัดเดิมและกลับมาสมบูรณ์แบบไร้ที่ติในพริบตาเดียว!


"สวรรค์... นี่มันปาฏิหาริย์ชัดๆ... เพียงแค่พู่กันตวัดเดียว..." ผู้ประเมินราคาชราถึงกับทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้น น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้มด้วยความปีติที่ได้มีบุญตาสัมผัสวิถีอักขระระดับตำนาน


อาเจียเก็บพู่กันนิรันดร์ลงอกเสื้ออย่างรวดเร็วและมิดชิดเพื่อไม่ให้ใครจับจ้องสมบัติของเขามากเกินไป เขาปาดเหงื่อที่ซึมผ่านผ้าพันตา เตาหลอมปราณจำลองในตันเถียนสั่นไหวเล็กน้อยจากการใช้อำนาจแห่งมหาภาวะซวีเกินขอบเขต แต่เมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่ได้นั้นนับว่าคุ้มค่ามหาศาล


"เรียบร้อย แม่นางซูเหม่ย ค่ายกลของเจ้าไม่เพียงแต่ซ่อมแซมเสร็จสมบูรณ์ แต่มันยังไหลเวียนปราณได้ราบรื่นและทรงพลังกว่าตอนสร้างใหม่เสียอีก" อาเจียยื่นมือออกไปเบื้องหน้า แบมือกระดิกนิ้วยิกๆ ด้วยท่วงท่าของมหาเศรษฐีหน้าเงินที่ไร้ซึ่งความเกรงใจ "ของแลกเปลี่ยนของข้าล่ะ?"


ซูเหม่ยสูดหายใจลึก แววตาดอกท้อที่เคยมองอาเจียเป็นเพียงคุณชายตกอับ บัดนี้เต็มไปด้วยความเคารพยำเกรงและหวาดหวั่น นางรีบล้วงเอาแผ่นป้ายหยกสีเพชรใสกระจ่างที่สลักลวดลายดาราเก้าแฉกอย่างประณีตออกมาวางลงบนฝ่ามือของอาเจียอย่างนอบน้อมที่สุด


"นี่คือ 'ป้ายหยกเพชรสุวรรณดารา' บัตรเชิญระดับ VIP สูงสุดสำหรับงานประมูลลับใต้ดาราในคืนพรุ่งนี้ ภายในป้ายนี้ประทับตราวงเงินเครดิตห้าแสนศิลาปราณระดับกลางไว้เรียบร้อยแล้ว ท่านสามารถใช้ประมูลสิ่งใดก็ได้โดยไร้ดอกเบี้ยและเงื่อนไข... และนี่คือแผนที่นำทางสู่หุบเขาเพลิงผลาญ ถือเป็นของกำนัลเล็กน้อยเพื่อแสดงความขอบคุณจากสมาคมของเราเจ้าค่ะ"


"ฮ่าๆๆ! สมกับเป็นแม่ค้าใหญ่ใจกว้างหาใครเปรียบ!" นักพรตหมื่นอีแปะกระโดดพุ่งเข้ามาด้วยความไวแสงหมายจะฉกป้ายหยกเพชรไปจากมืออาเจีย "ส่งมานี่ไอ้หนู! อาจารย์จะช่วยเก็บรักษาเครดิตก้อนนี้ไว้ให้เอง เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของชีวิตและทรัพย์สินของเจ้า!"


"หยุดความคิดโสมมของท่านเดี๋ยวนี้เลยตาเฒ่า! หนี้เจ็ดหมื่นศิลาปราณข้าจ่ายให้ท่านไปหมดจนหยดสุดท้ายแล้ว เครดิตก้อนนี้เป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว!" อาเจียเอี้ยวตัวหลบอย่างว่องไว ยัดป้ายหยกเพชรลงแหวนมิติของตัวเองทันที ทำเอานักพรตเฒ่าคว้าได้แต่ความว่างเปล่าจนหัวทิ่มขะมำไปกับพื้น


ซูเหม่ยมองดูศิษย์อาจารย์หยอกล้อ (หรือพยายามจะฆ่ากันแย่งเงิน) ด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ ก่อนที่สีหน้าของนางจะกลับมาจริงจังและตึงเครียดอีกครั้ง


"คุณชายเจีย ข้ามีเรื่องสำคัญต้องเตือนท่าน" ซูเหม่ยลดเสียงลงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบที่แฝงความหวาดระแวง "งานประมูลลับใต้ดาราในคืนพรุ่งนี้ ไม่ใช่งานประมูลธรรมดาเหมือนที่ผ่านมา... ข่าวเรื่องการปรากฏขึ้นของ 'หญ้าคืนวิญญาณเบิกเนตร' และสมบัติบรรพกาลอีกหลายชิ้น ได้ดึงดูดความสนใจจากขุมกำลังภายนอกที่ทรงอิทธิพลเข้ามามากมายเหลือเกิน"


อาเจียชะงัก คิ้วขมวดเข้าหากัน "ขุมกำลังภายนอก? เจ้าหมายถึงพวกสมาคมการค้าคู่แข่งอื่นหรือ?"


"ไม่ใช่เจ้าค่ะ... ข้าหมายถึง เจ็ดมหาอำนาจ" ซูเหม่ยเน้นเสียงหนักแน่น "สายข่าวระดับสูงของเรารายงานด่วนว่า มีตัวแทนจาก สำนักกระบี่นิรันดร์ เดินทางมาถึงเมืองเทียนหยวนแล้ว ได้ยินว่าเป็นยอดฝีมือรุ่นเยาว์ที่ใช้กระบี่ตัดห้วงเวลาได้อย่างเด็ดขาด... นามว่า ฉินมู่หลาง"


"ศิษย์พี่ใหญ่ฉินรึ..." อาเจียพึมพำชื่อนั้น มุมปากที่เคยประดับรอยยิ้มการค้าพลันเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกว้างอย่างเปี่ยมล้นด้วยความผูกพันอันลึกซึ้ง "ไอ้คนบ้ากระบี่หน้าตายผู้นั้น... จากศัตรูผู้ทรงเกียรติที่ข้าเคยหน้าด้านหลอกขายยันต์ปลอมให้ จนต้องประดาบกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ทว่าโชคชะตากลับชักนำให้เราได้ร่วมฝ่าฟันอันตรายที่นครหมื่นกระบี่ ข้ายังจำได้ดีถึงตอนที่ช่วยชี้แนะจนเขาสามารถทะลวงด่านขึ้นเป็นยอดฝีมือรุ่นเยาว์แห่งสำนักกระบี่นิรันดร์ และในยามที่สำนักหมึกวารีตกอยู่ในวิกฤตจากการรุกรานของสำนักอัสนีบาต เขาก็เป็นหนึ่งในสหายที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลก ยืนหยัดต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ข้าจนเลือดชโลมแผ่นดิน มิตรภาพที่ร่ายรำอยู่บนคมกระบี่และผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน ทำให้ข้าเคารพและเรียกขานเขาว่า 'ศิษย์พี่ใหญ่' อย่างเต็มหัวใจ... ไม่คิดเลยว่าเขาจะยอมละทิ้งการบำเพ็ญเพียร ถ่อมาไกลถึงลานประมูลนี่เพื่อตามหาข้า"


ซูเหม่ยเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจสุดขีด ที่ชายหนุ่มตาบอดผู้นี้รู้จักและเอ่ยถึงยอดอัจฉริยะแห่งสำนักกระบี่นิรันดร์อย่างสนิทสนมและลึกซึ้งถึงเพียงนี้ "ท่านรู้จักเขารึเจ้าคะ? ไม่เพียงเท่านั้นนะเจ้าคะ ยังมีรายงานอีกว่าตัวแทนจาก สำนักพู่กันเพลิง ก็ส่งคนมาประมูลของสำคัญเช่นกัน เป็นบุรุษหนุ่มที่มักจะมีโชคชะตาแปลกประหลาดและพลิกผันอยู่เสมอ นามว่า เฟิงอวี้หราน ทว่าเขาไม่ได้มาเพียงลำพังนะเจ้าคะ ข้างกายเขายังมีสตรีที่งดงามโดดเด่นถึงสามนางติดตามมาด้วย... สองนางแรกคือศิษย์เอกแห่งสำนักหมึกวารี นามว่า หลินชิงเสวี่ย และ เย่ปิงอวิ๋น ส่วนอีกนางคือ น้องสาวของเฟิงอวี้หรานผู้มีเนตรดารา นามว่า เฟิงหลิงเอ๋อร์... สายข่าวรายงานว่าคุณหนูเฟิงผู้นี้มีท่าทีร้อนรนและเศร้าหมองที่สุด ราวกับกำลังตามหาคนสำคัญแทบพลิกแผ่นดิน ส่วนแม่นางหลินก็เอาแต่อ้างกฎระเบียบของสำนักเพื่อคุมเข้มและนำกำลังคนออกค้นหาอย่างกวดขันผิดปกติ มีเพียงแม่นางเย่ที่ยังคงความสงบนิ่งเยือกเย็นคอยประเมินสถานการณ์อยู่เคียงข้าง... ดูเหมือนงานประมูลคืนพรุ่งนี้ จะกลายเป็นสมรภูมิเดือดของเหล่าอัจฉริยะจากเจ็ดมหาอำนาจเสียแล้ว!"


"ฮ่าๆๆ! พี่ใหญ่อวี้หรานก็มาด้วยรึนี่!" อาเจียหัวเราะร่วนออกมาอย่างปิดไม่มิด ความดีใจฉายชัดบนใบหน้า "ไอ้ดาวนำโชคตัวกวนแห่งสำนักพู่กันเพลิง... จากคู่กัดทางการค้าที่จ้องแต่จะแย่งชิงผลประโยชน์กันทุกฝีก้าว สุดท้ายกลับกลายมาเป็นพี่น้องร่วมเป็นร่วมตายที่คอยหนุนหลังข้า ฝ่าวงล้อมศัตรูในสงครามกับสำนักอัสนีบาต... ไปที่ไหนมีแต่เรื่องวุ่นวายและขุมทรัพย์บรรพกาลที่นั่นเสมอ!"


รอยยิ้มของอาเจียอ่อนโยนลงเล็กน้อยเมื่อนึกถึงสตรีทั้งสาม เตาหลอมปราณจำลองในตันเถียนสั่นสะท้านด้วยความอบอุ่นที่อธิบายไม่ถูก

'เฟิงหลิงเอ๋อร์... ยัยหนูเนตรดาราจอมแก่นของข้า ออกอาการชัดเจนจนคนนอกยังดูออกเชียวรึเนี่ย ป่านนี้คงจะร้องไห้จนตาบวมแล้วกระมัง... ส่วนศิษย์พี่หญิงหลินชิงเสวี่ย ก็ยังคงเป็นคนปากไม่ตรงกับใจเหมือนเดิมสินะ แสร้งทำเป็นเย็นชาและเอาข้ออ้างเรื่องคุมความประพฤติข้ามาบังหน้า แต่ความจริงในใจก็เป็นห่วงข้าจนนั่งไม่ติดที่... และศิษย์พี่หญิงเย่ปิงอวิ๋นผู้เยือกเย็น แม้นางจะยังไม่เคยเปิดเผยความในใจใดๆ ให้ประจักษ์ ทว่าการที่สตรีผู้เปรียบดั่งขุนเขาหิมะที่เปี่ยมด้วยสติปัญญา ยอมละทิ้งความสงบมาช่วยตามหาข้า ก็พิสูจน์แล้วว่านางให้ความสำคัญกับมิตรภาพของเรามากเพียงใด...'


ยอดอัจฉริยะกระบี่นิรันดร์ กับ ดาวนำโชคพู่กันเพลิง!


เตาหลอมปราณจำลองในตันเถียนสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้นอย่างรุนแรง แม้ตาเนื้อเขาจะมืดบอด แต่หัวใจพ่อค้าและสหายศึกของเขากำลังลุกโชนด้วยไฟแห่งความคาดหวัง และความปีติที่ต่างได้รู้ว่า มิตรสหายของเค้าแต่ละคนล้วนเติบโตและผ่านพ้นไฟสงครามมาได้


"ยอดเยี่ยม... ยอดเยี่ยมจริงๆ" อาเจียกระชับไม้เท้าในมือแน่น แม้ในใจจะเปี่ยมด้วยมิตรภาพอันอบอุ่น แต่มาดพ่อค้าหน้าเงินก็ยังต้องรักษาไว้ให้สมกับป้ายหยกเพชรในกระเป๋า "ในเมื่อบรรดาพี่ใหญ่จากเจ็ดมหาอำนาจ และสตรีที่แสนดีของข้าแห่กันมาอวดความร่ำรวย ข้าน้องชายผู้ยากไร้ที่มีเครดิตแค่ห้าแสนศิลาปราณ ก็คงต้องไปต้อนรับและสั่งสอนพวกเขาสักหน่อย... ว่าการใช้เงินฟาดหัวพี่น้องในลานประมูล มันสะใจและเจ็บแสบแค่ไหน!"


คลื่นใต้น้ำแห่งมหาอำนาจกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบเหนืองานประมูลลับใต้ดารา และชายหนุ่มตาบอดพร้อมผู้ติดตามสุดกวน ก็เตรียมตัวที่จะปั่นป่วนมหานครการค้าแห่งนี้ให้ลุกเป็นไฟ!