ปัจจุบัน...
ณ เมืองคงคาอาคเนย์ ใกล้ชายแดนฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของอาณาจักรธารา ตัวเมืองอยู่ใกล้ชายแดนติดกับเขตของอาณาจักรศิขา ที่นี่เป็นหัวเมืองการค้าที่สำคัญเมืองหนึ่งของอาณาจักรธารา แม้ว่าศิขาจะเปิดศึกระรานอาณาจักรอื่นไปทั่ว แต่กับธาราพวกเขาไม่เคยตอแยใส่ธารากันซึ่ง ๆ หน้าเลยสักครั้ง
เนื่องจากธารามีสินค้าที่สำคัญที่สุดที่ทั่วทั้งแผ่นดินจำเป็นต้องพึ่งพา ซึ่งนั่นก็คือน้ำสะอาด และมันเป็นสิ่งที่ศิขามีน้อยที่สุดในผืนแผ่นดินอาณาจักรศิขา การเลือกเปิดศึกกับฝ่ายที่ตนเองเสียเปรียบเรื่องธาตุคงไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดนัก หากสงครามยืดเยื้อ จะเป็นฝ่ายศิขาเองที่จะตายลงเพราะขาดน้ำ ด้วยเหตุนี้เองหวยจึงไปออกที่วสุธาที่มีแหล่งน้ำสะอาดเป็นอันดับสองจากทุกอาณาจักร แต่พวกเขาก็ยังมีน้อยกว่าอาณาจักรธารามาก จึงเป็นเหตุทำให้ธารายังคงคานอำนาจ ไม่มีใครกล้าบุกโจมตีใส่โดยตรง
ภายใต้แสงแดดยามเย็น บนลานกว้างขนาดใหญ่ของชานเมืองคงคาอาคเนย์ มีสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกกันว่า ‘เรือบิน’ จอดอยู่เกือบสิบลำ ที่มันถูกเรียกว่าเรือบินเพราะรูปทรงของมันต่างดูเหมือนเรือมากกว่าเครื่องบินที่เหมือนแท่งยาว ๆ
มีทั้งแบบที่ทำขึ้นมาจากเหล็กทั้งลำที่มีขนาดใหญ่กว่าสนามฟุตบอลที่ดูแล้วแข็งแรงทนทาน ไปจนกระทั่งแบบสร้างด้วยไม้ที่มีขนาดเท่ารถบรรทุกหกล้อ บางลำมีบอลลูนขนาดใหญ่เพื่อทำให้มันลอยตัวขึ้นและจะมีใบพัดเพื่อใช้บังคับไปข้างหน้าหรือถอยหลัง ส่วนบางลำมีสิ่งที่ดูเหมือนท่อไอพ่นของจรวดเพื่อใช้ในการบินไปในทิศทางที่ต้องการแทน
อย่างไรก็ตามทุกลำล้วนขับเคลื่อนด้วยพลังเวทมนตร์จากผู้ขับมัน ยิ่งลำใหญ่และหนักยิ่งใช้พลังเวทมนตร์จากคนจำนวนมากขึ้น หากเป็นลำเล็ก ๆ อาจใช้เพียงคนเดียวในการขับเคลื่อนมัน
เนื่องจากเป็นเวลาใกล้ค่ำและเรือบินเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเรือบินเพื่อการคมนาคม จึงมีผู้คนมากหน้าหลายตาเดินกันให้ขวักไขว่ หลายคนต้องการกลับไปยังบ้านเกิดเมืองนอน หลายคนต้องขนส่งสินค้าเพื่อไปขายยังอาณาจักรอื่น ๆ เมื่อมีคนต่างถิ่นมาก ทหารที่คอยดูแลความเรียบร้อยก็มีมากตามไปด้วย มีทหารคอยตรวจเข้มคนที่เข้าออกโดยเรือบินทุกลำที่เข้าและออกผ่านชายแดน
ปลายฝนและทีมสองกำลังยืนมองลงมาจากหน้าต่างของเรือบินที่ดูค่อนข้างเก่า ที่ดูค่อนข้างเก่าอาจเป็นเพราะตัวเรือมันทำมาจากไม้ แต่ก็มีขนาดใหญ่พอ ๆ กับสนามฟุตบอล เหนือตัวเรือขึ้นไปมีบอลลูนรูปร่างเหมือนจรวดโป่งพองขนาดยักษ์สองลูก มีใบพัดขนาดยักษ์อยู่ติดตรงปลายบอลลูนทั้งสองลูก มันดูยิ่งใหญ่ แต่มันก็ดูเก่าเช่นกัน เนื่องจากบนบอลลูนมีรอยปะขนาดใหญ่หลายแผล จึงทำให้ยากที่จะมั่นใจว่ามันจะสามารถพาผู้โดยสารไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่
“อาจารย์คิดว่าอานนท์ เขาจะมาไหมคะ?” ปลายฝนในชุดคลุมที่ปกปิดร่างกายเผยให้เห็นเพียงใบหน้าอันสวยเด่นเท่านั้น เธอถามดารินอย่างกังวลใจ
ดารินในชุดคลุมที่ไม่ต่างกันมองปลายฝนพร้อมเอามือโอบไหล่อย่างปลอบใจ และพูดว่า “ผอ.ธาวิสสัญญาแล้วว่าเขาจะต้องมา ก็แสดงว่าเขาก็ต้องมาอย่างแน่นอน”
เมื่อธัญญ่าได้ยินทั้งสองพูดถึงอานนท์คนห่วยประจำโรงเรียน มันเป็นไม่ได้ที่เธอจะไม่สงสัยและถามออกมา “อานนท์? นี่อานนท์ไปกับพวกเราอีกแล้วงั้นหรืออาจารย์? ทำไมท่านผอ.ไม่เลือกปกรณ์กับเทพไทไปแต่กลับบังคับให้พวกเราเอาคนไม่ได้เรื่องแบบนั้นไปเป็นตัวถ่วงด้วย?”
สำหรับเธอแล้วไม่ว่าจะมองในมุมไหน ลูกน้องของเธอก็มีประโยชน์กว่าอานนท์ในทุก ๆ ด้าน ถึงปกรณ์จะมีความสามารถซ้ำซ้อนกับดิเรกองครักษ์ปลายฝน ยังไงเสียเขาก็ยังดีกว่าเอาคนที่ไม่ลงมือทำอะไรเลยอย่างอานนท์แน่นอน
ดิเรกเองก็มีความคิดเดียวกับธัญญ่าเช่นกัน หากเลือกได้ เขาขอไปกันสี่คนนี้ก็พอ ส่วนเทพไทกับปกรณ์เขาอย่างไรก็ได้ มีก็ดีไม่มีก็ไม่เป็นไร แต่กับอานนท์ เขายังสงสัยเกี่ยวกับสิ่งที่เจ้าหญิงของเขาสาธยายให้ฟังจนถึงทุกวันนี้ มันจะเป็นไปได้อย่างไรคนที่สามารถใช้ดาบรับการโจมตีอสูรจักรราศีได้ แม้แต่เขาที่เป็นถึงองครักษ์มาเป็นสิบปียังทำไม่ได้ แล้วเด็กนักเรียนทหารที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้ากลับทำได้ ใครที่ไหนจะไปเชื่อ