สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 8 ตอนที่ 213 ฆ่าราชาชั่ว

        หลังจากอัครเสนาบดีซ้ายซูเม่าเห็นเสนาบดีของกรมราชทัณฑ์กัวเหวินหลี่คุกเข่าลงในใจเขาก็ด่าขึ้นมาว่าโง่เง่าสิ้นดี เห็นได้ชัดว่านี่เป็นหลุมพราง แต่เจ้าโง่พวกนี้กลับกระโดดลงไป

 

        ตระกูลเกาคืออะไร? ตระกูลเกาเป็นไพ่ใบใหญ่ในพระหัตถ์ของไทเฮาตอนนี้ฝ่าบาททรงเลี่ยงไม่ตรัสถึงเรื่องของเฉินไจ่เหยียนและหน่วยทหาร แต่กลับตรัสเรื่องของตระกูลเกาแทนเป้าหมายของฝ่าบาทก็คือตัดตระกูลเกาที่เป็นเหมือนแขนขาของไทเฮาทิ้งเมื่อคนโง่เหล่านี้ได้ยินว่าความผิดของตระกูลเกาจะเชื่อมโยงมาถึงตัวเองแต่ละคนก็คุกเข่าลงทันทีเหมือนไม่มีสมองเลยสักนิด ลูกไม้นี้ของราชาถือได้ว่าโหดมากพอสมควร

 

        ถึงแม้ซูไทเฮามักจะทรงด่าว่าซูเม่าเป็นคนไม่มีสมองแต่ความเป็นจริงแล้วเขาก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน สามารถต่อกรกับอัครเสนาบดีขวาจูเก๋อเหยียนมานานหลายปีแล้วยังไม่แพ้อย่างอนาถนั่นเพราะเขามีความสามารถอยู่บ้าง เพียงแค่ไทเฮาทรงแข็งแกร่งเกินไปแข็งแกร่งจนทำให้ทรงรู้สึกว่าคนรอบข้างไม่มีสมอง

 

        ฉะนั้นเมื่อเห็นสถานการณ์ตรงหน้าซูเม่าจึงรีบก้าวออกมาทันที

 

        “ฝ่าบาท!”

 

        ซูเม่าเงยหน้าขึ้นแล้วพูดเสียงดัง“กระหม่อมรู้สึกว่า...เรื่องนี้ผิดปกติ”

 

        เขาชี้ไปยังจงจิ่วเกอ “คนคนนี้ ต่อให้จะเป็นทหารคนสนิทของแม่ทัพฟางจือจี่ก็ตามแต่ที่พูดก็ใช่ว่าจะเป็นจริงไปเสียทุกอย่าง ตอนนี้กระหม่อมจำเป็นต้องสงสัยว่า คนคนนี้อาจถูกชาวโยวซื้อตัวไปแล้วเป้าหมายก็คือเข้ามาก่อความวุ่นวายในราชสำนักแคว้นเยี่ยนเพียงแค่กระดาษหนึ่งแผ่นและคำพูดของเขาเท่านั้นตอนนี้ก็สามารถลากขุนนางและตระกูลเกาเข้าไปเกี่ยวข้องแล้วหากเขาเป็นไส้ศึกของแคว้นโยวจริง ๆ อย่างนั้นสิ่งที่เขาทำในวันนี้ก็สำเร็จแล้ว”

 

        ราชามู่ฉางเยียนทรงหรี่พระเนตรมองซูเม่าแวบหนึ่ง“ความหมายของเจ้าก็คือ...หลักฐานที่เขานำมาเป็นของปลอม แต่หลักฐานของจริงคือสิ่งที่เจ้าพูด?”

 

        ซูเม่ารีบก้มหน้า “กระหม่อมไม่กล้าแต่กระหม่อมเป็นถึงอัครเสนาบดี จึงไม่อาจทนเห็นราชสำนักวุ่นวายเช่นนี้เพราะการจัดฉากของใครบางคน”

 

        “อย่างนั้น เจ้าแน่ใจหรือว่าคนคนนี้เป็นไส้ศึกให้กับแคว้นโยวแน่ใจหรือว่าตระกูลเกาไม่เกี่ยวข้อง?”

 

        “ฝ่าบาท ตอนนั้นตระกูลเกามีคุณงามความดีไม่มีเหตุผลเลยที่เขาจะเป็นไส้ศึกให้กับชาวโยว อีกทั้งบรรพชนของตระกูลเกายังห้ามไม่ให้ลูกหลานเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องในราชสำนักตระกูลที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับราชสำนัก เหตุใดถึงต้องเป็นไส้ศึกให้กับศัตรูด้วย?”

 

        “เจ้าพูดมีเหตุผลมากคนส่วนมากไม่มีความจำเป็นที่จะก่อเรื่องเช่นนี้เลย เจ้าดูเฉินไจ่เหยียนสิ...เป็นถึงเสนาบดีของหน่วยทหารเป็นขุนนางระดับสอง เขามีเหตุผลอะไรที่จะทำเช่นนั้น? หรือหากอนาคตแคว้นเยี่ยนล่มสลายแล้วแคว้นโยวจะแต่งตั้งเขาเป็นราชา?”

 

        ซูเม่าชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็พูดขึ้น“เรื่องมีหลายแง่หลายมุม แต่เรื่องที่เฉินไจ่เหยียนเป็นกบฏมีหลักฐานพร้อมทุกอย่างแล้ว”

 

        ราชามู่ฉางเยียนตรัสขึ้น “ทำไมเมื่อพูดมาถึงตรงนี้หลักเกณฑ์ของเจ้าก็ดูแปลกไปนะ มีทั้งหลักฐานและพยานบุคคลว่าตระกูลเกาเป็นกบฏแต่เจ้ามองว่าเป็นการจัดฉาก ส่วนเรื่องของเฉินไจ่เหยียนที่มีพยานบุคคลและหลักฐานเหมือนกันเจ้ากลับบอกว่าเป็นหลักฐานสำคัญประดุจดั่งขุนเขา?”

 

        “ฝ่าบาท กระหม่อมเพียงแค่ไม่อยากให้ทรงด่วนตัดสินพระทัยเพราะเรื่องนี้เชื่อมโยงไปอย่างกว้างขวาง มันเชื่อมโยงไปถึงขุนนางฝ่ายบุ๋นเกือบทั้งหมดอีกทั้งหากตระกูลเกาเป็นไส้ศึกจริง ๆ เมื่อถึงตอนนั้นตระกูลเกาดับสูญขุนนางส่วนใหญ่ในราชสำนักก็ดับสูญ แล้วแผ่นดินเยี่ยนจะมีใครช่วยฝ่าบาทแบ่งเบาภาระอีก?”

 

        ราชามู่ฉางเยียนขมวดพระขนง “นี่เจ้ากำลัง...ขู่ข้า?”

 

        “กระหม่อมไม่กล้า กระหม่อมเพียงอยากให้ฝ่าบาททรงไตร่ตรองอีกครั้ง”

 

        ราชามู่ฉางเยียนประทับยืนขึ้นทันทีจากนั้นก็ทรงชี้ไปยังแผลที่หน้าอกของจงจิ่วเกอ “ทหารที่จงรักภักดีของแคว้นเยี่ยนเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อสืบเรื่องนี้อีกทั้งยังรอนแรมเดินทางไกลเพื่อกลับมาเมืองหลวง แต่กลับเป็นไส้ศึกในสายตาเจ้าในเมื่อเจ้าบอกว่าเขาเป็นคนที่แคว้นโยวส่งมาเพื่อก่อความวุ่นวายในแคว้นเยี่ยนอย่างนั้นข้าจะคิดว่าคนบางคนก็ถูกชาวโยวซื้อตัว แล้วตั้งใจมาก่อกวนราชสำนักเยี่ยนของข้าเช่นกัน”

 

        พระสุรเสียงเด็ดขาดทำให้แม่ทัพซูโจ้งรู้สึกหนาวเย็นมาจากด้านหลัง

 

        ซูเม่ามองไปยังขุนนางที่คุกเข่าอยู่เขาหวังอยากให้มีใครสักคนออกมาช่วยพูดบ้าง เมื่อมองไปจึงเห็นเหล่าขุนนางต่างมองมาที่ตนแต่ทว่าไม่มีใครกล้าพูดอะไรเลยสักคำ เขารู้ว่ายามนี้คนน้อยย่อมไม่อาจชนะ ความหวังเดียวก็คือให้ไทเฮาเสด็จมาที่นี่เพียงแค่ไทเฮาเสด็จมา ทุกอย่างก็จะราบรื่น

 

        ราชามู่ฉางเยียนทรงมองไปยังซูโจ้ง“ซูโจ้ง ข้าถามเจ้าหน่อย...ข่าวที่เจ้านำมาจากแถบชายแดน หลักฐานทั้งหมดที่มีสรุปแล้วมันคือของจริงหรือของปลอม?”

 

        ซูโจ้งถอยไปด้านหลังหนึ่งก้าว“หลักฐานที่กระหม่อมนำมา...ย่อมต้องเป็นของจริงแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”

 

        ราชามู่ฉางเยียนทรงชี้ไปยังจงจิ่วเกอ“เจ้าพูดต่อสิ!”

 

        จงจิ่วเกอพยักหน้า “พ่ะย่ะค่ะ...หลังจากที่แม่ทัพฟางรู้สึกผิดปกติข้าจึงได้รับคำสั่งให้ไปสืบ ท่านแม่ทัพฟางยังสั่งอีกว่า...ให้ใช้เงินที่เจอเป็นเบ็ดล่อคนที่เป็นไส้ศึกให้กับแคว้นโยวข้าจึงแสร้งปลอมเป็นคนของตระกูลเกาแล้วส่งเงินออกนอกแคว้นเยี่ยนหลังจากที่เงินเหล่านี้ถูกส่งออกไป มันกลับถูกส่งคืนเข้ามาให้ทหารในแคว้นเยี่ยนเพียงแต่...เงินทั้งหมดถูกส่งไปที่แม่ทัพซูโจ้ง”

 

        เขามองไปยังซูโจ้ง “อาวุธสงครามเงินจำนวนสี่ล้านหกแสนตำลึง ของมีค่าอีกสิบหกชิ้น บวกกับหญิงงามที่ชาวโยวส่งมาให้ทั้งหมดถูกส่งไปที่บัญชีของแม่ทัพซูโจ้ง...ท่านแม่ทัพซู บัญชีเหล่านี้ถูกต้องหรือไม่?”

 

        สีหน้าของซูโจ้งขาวซีดจนน่ากลัวเพราะที่พูดมาตรงตามบันทึกในบัญชีไม่มีผิดเพี้ยน เขาตอบกลับด้วยอาการสั่นเทา“เจ้า...นี่มันใส่ร้ายป้ายสีกันชัด ๆ! ไม่เคยมีเงินเข้าบัญชีข้าจำนวนมากขนาดนั้น!”

 

        ราชามู่ฉางเยียนแย้มพระโอษฐ์ “ใส่ร้ายรึ? เอาตัวหม่าจื่อเวยเข้ามา!”

 

        องครักษ์ในตำหนักวิหารสวรรค์หลายคนเดินเข้ามาพวกเขาลากตัวของรองเจ้ากรมหม่าจื่อเวยมาด้วย

 

        เมื่อเห็นราชามู่ฉางเยียนหม่าจื่อเวยคุกเข่าลงทันที “กระหม่อม...คารวะฝ่าบาท”

 

        ราชามู่ฉางเยียนตรัสด้วยพระสุรเสียงที่เย็นยะเยือก“เจ้าเล่าเรื่องทั้งหมดอย่างละเอียดต่อหน้าขุนนางทุกคนเดี๋ยวนี้”

 

       หม่าจื่อเวยรู้ว่าตอนนี้ตัวเองไม่มีทางเลือกแล้ว แต่ถึงกระนั้น ราชาทรงรับปากว่าจะไว้ชีวิตคนในครอบครัวของเขาแต่เขาก็รู้ดีว่าไทเฮาทรงโหดร้ายแค่ไหน ตอนนี้เขาไม่มีทางเดินกลับแล้ว

 

        หม่าจื่อเวยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในแถบชายแดนอย่างละเอียดจากนั้นก็พูดเรื่องที่ซูโจ้งกลับมาแล้วใส่ร้ายเฉินไจ่เหยียน

 

       ซูเม่ารู้ว่าเรื่องนี้หากพึ่งตัวเขาคนเดียวคงไม่อาจแก้ไขอะไรได้แล้วเพียงแค่เรื่องของตระกูลเกาเรื่องเดียวก็สามารถข่มขวัญขุนนางจนไม่เหลือความกล้าตอนนี้ราชายังทรงไว้หน้าเหล่าขุนนาง ตรัสเพียงว่าตระกูลเกาเป็นคนของแคว้นโยวแน่นอนว่าคนพวกนี้ต้องเลือกไหลไปตามน้ำอยู่แล้ว ความหมายของราชาชัดเจนมากเพียงแค่ตระกูลเกาล้มลง พระองค์ก็จะไม่ทรงขุดคุ้ยเรื่องของขุนนางคนอื่น ๆและหากตระกูลเกาล้มลง ความลับของทุกคนก็จะหายไปด้วย พวกเขาไม่ใช่คนโง่ฉะนั้นต้องรู้ว่าควรเลือกอะไรอยู่แล้ว

 

        “ฝ่าบาท!”

 

        ซูเม่าพูดขึ้นอีกครั้ง“กระหม่อมรู้สึกว่าเรื่องนี้ใหญ่เกินไป อย่างไรเสีย คงต้องเชิญเสด็จไทเฮามาจัดการเรื่องนี้”

 

        ราชามู่ฉางเยียนตรัสด้วยความโมโห“ข้าเป็นราชาแห่งแคว้นเยี่ยน!”

 

        ขณะนี้เอง ด้านนอกก็มีคนประคองไทเฮาเสด็จเข้ามาด้วยสีพระพักตร์ราบเรียบพระนางทรงตรัสขึ้น “แน่นอนว่าเจ้าเป็นราชา ราชาที่ข้าหาตัวกลับมานั่งบนบัลลังก์นี้”

 

        เมื่อเหล่าขุนนางเห็นว่าไทเฮาเสด็จเข้ามาทุกคนต่างก็คุกเข่าหันไปด้านไทเฮา “คารวะไทเฮา”

 

        ซูไทเฮาตรัสด้วยพระสุรเสียงที่เย็นยะเยือก“เกรงว่าฝ่าบาทคงจะเหนื่อยแล้ว? ดูสีหน้าเจ้าไม่ค่อยสู้ดีนักข้าว่าเรื่องในวันนี้ก็พอเท่านี้เถอะ วันรุ่งขึ้นค่อยให้กรมราชทัณฑ์มาสืบต่อ ร่างกายของเจ้าสำคัญกว่าไม่ควรมาเสียสุขภาพเพราะคนไม่เอาไหนอย่างนี้ พวกเจ้า...ประคองฝ่าบาทกลับไปพักที่หอตงนวล”

 

        พระนางเสด็จขึ้นไปประทับบนบัลลังก์จากนั้นก็ทอดพระเนตรไปยังราชา “ดูสิ ฝ่าบาททรงอยู่ในสภาพนี้ก็เพราะพวกเจ้า”

 

       หลูเทียนเหยและเจ้าจื่อซานยอดฝีมือจากตำหนักจิงเซี่ยวเดินเข้ามาใกล้ “เชิญฝ่าบาทเสด็จกลับพ่ะย่ะค่ะ”

 

        ราชามู่ฉางเยียนตรัสด้วยความโมโห “พวกเจ้าจะทำอะไร!”

 

        ซูไทเฮาตรัสขึ้น “ฝ่าบาทเจ้าเสียมารยาทแล้วนะ...เจ้าเป็นราชาของแผ่นดินแต่กลับไม่ฟังเหตุผลและไม่แยกแยะนี่ก็เป็นเพียงการจัดฉากเพื่อทำลายรากฐานของแคว้นเยี่ยน ถึงแม้ข้าจะเป็นสตรีแต่ก็ไม่อาจทนเห็นแผ่นดินเยี่ยนถูกเจ้าทำลายไปต่อหน้าต่อตา ข้าจะพูดอีกรอบเจ้าเหนื่อยแล้ว ควรกลับไปพักก่อน”

 

        ราชามู่ฉางเยียนทรงพระสรวลเสียงดัง “ข้าก็นึกว่าจะมีวิธีอื่นเสียอีกที่แท้ก็ดีแต่ชักสีหน้าใส่ข้าเท่านั้นเอง”

 

        “ดูแล้วฝ่าบาทคงจะประชวรไม่ใช่น้อย ถึงกับพูดจาเลอะเทอะเช่นนี้พวกเจ้ายังไม่รีบเอาตัวฝ่าบาทไปอีก หรือพวกเจ้าฟังไม่รู้เรื่อง?!” ซูไทเฮาทรงแสร้งทำเป็นโมโห

 

        หลูเทียนเหยและเจ้าจื่อซานเดินขึ้นไปดึงพระหัตถ์ราชามู่ฉางเยียนความจริงแล้วพลังวัตรของราชาก็ไม่ได้ถือว่าต่ำมาก แต่พระองค์ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลูเทียนเหยและเจ้าจื่อซานอยู่ดีอีกอย่าง คนที่ไทเฮาทรงพามาล้วนเป็นยอดฝีมือทั้งนั้น รวมถึงคนจากแคว้นจ้าวที่ยืนรออยู่ด้านนอกท้องพระโรงด้วย

 

        วันนั้นราชามู่ฉางเยียนทรงเห็นกลุ่มคนที่มาจากแคว้นจ้าวก็ทรงรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เป็นไปได้อย่างไรที่ขบวนทหารจะเป็นผู้ฝึกพลังวัตรทั้งหมดอีกทั้งพลังวัตรที่มีก็ไม่ได้อยู่ในระดับต่ำ ที่แท้คนเหล่านี้ก็เป็นยอดฝีมือที่ไทเฮาทรงซื้อตัวมาจากเจียงหูในแคว้นจ้าวนั่นเอง

 

        ถึงแม้องครักษ์ในตำหนักวิหารสวรรค์จะเป็นคนของราชาทั้งหมดแต่พลังวัตรที่เด็กหนุ่มพวกนี้มีก็ไม่อาจสู้ยอดฝีมือในตำหนักจิงเซี่ยวได้ พวกเขายังไม่ทันลงมือก็คงถูกหลูเทียนเหยกำจัดแล้วหลูเทียนเหยและเจ้าจื่อซานเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มที่โหดร้ายจากนั้นหลูเทียนเหยก็พูดขึ้น “ฝ่าบาท ทรงประชวรก็ต้องรักษานะพ่ะย่ะค่ะ จะทรงชักช้าแบบนี้ไม่ได้กระหม่อมขอเชิญเสด็จฝ่าบาทกลับไปพักที่หอตงนวลก่อน อีกประเดี๋ยวกระหม่อมจะเชิญหมอหลวงตามไป”

 

        ราชามู่ฉางเยียนแย้มพระสรวล“เกรงว่าจะวางยาให้ข้าตายเสียมากกว่า ก็เหมือนที่พวกเจ้าวางยาฆ่ารัชทายาทในตอนนั้นอย่างไรเล่า!”

 

        ซูไทเฮาตรัสด้วยความโมโห “พูดไปเรื่อย ฝ่าบาทท่าทางจะประชวรหนักพวกเจ้ายังไม่รีบพาฝ่าบาทกลับไปพักอีก?!”

 

        เพื่อกำจัดพิษในร่าง สี่ปีมานี้ ราชามู่ฉางเยียนทรงหาทุกวิถีทางมารักษาจนทำให้พระโลหิตเสียหายมาก ส่วนพลังวัตรก็ไม่มีความคืบหน้า ต่อให้จะเป็นช่วงที่พระวรกายฟื้นฟูมากที่สุดก็ตามแต่พระองค์ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลูเทียนเหยและเจ้าจื่อซานถึงแม้ตอนนี้พวกเขาทั้งสองจะยังไม่ได้ลงมือ แต่ทว่าก็ใช้พลังมากดทับพระองค์แล้วทำให้ไม่ทรงมีแม้แต่พลังที่จะต่อต้าน

 

        ราชามู่ฉางเยียนทรงหันไปมองอันเจิงแวบหนึ่งความหมายที่สื่อออกมาก็คือทรงต้องการความช่วยเหลือ

 

        อันเจิงถอนหายใจยาว ๆ จากนั้นก็ยกมือขึ้นจับมีดที่เอวของตัวเอง

 

        ในขณะนี้เองมีเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหูอันเจิง “เจ้าโง่ เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับเจ้า? ชาวเยี่ยนรนหาที่ตายเองอย่างนั้นก็ปล่อยให้เขาตายไปเถอะ สองคนนั้นมีพลังวัตรในขอบเขตกิเลสมารเชียวนะต่อให้เจ้าจะมีของวิเศษมากแค่ไหน แต่มันคุ้มค่ากับการเสี่ยงหรือ? คนที่อยู่ด้านหลังไทเฮาน่าจะเป็นยอดฝีมือที่เก่งกาจ เจ้าอาจไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะนำของวิเศษเหล่านั้นออกมาเลยด้วยซ้ำหากข้าเป็นเจ้า ข้าจะรอดูอย่างเดียว”

 

        นั่นคือเสียงของเฉินเซ่าป๋ายที่ยืนอยู่ข้างๆ อันเจิงนั่นเอง

 

        เขาต้องกำลังถือร่มกระดาษสีดำอยู่แน่และคงกำลังมองมาด้วยสายตาที่เย็นยะเยือก

 

        อันเจิงนึกถึงคำพูดของเฉินเซ่าป๋ายที่บอกเขาไม่ว่าอย่างไรข้าก็อยู่ข้างเจ้า

 

        อันเจิงยิ้มทันทีจากนั้นก็ยื่นมือไปจับมีดข้างเอว “เจ้าอย่าพูดแบบนี้เชียว อย่างไรก็มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่บ้าง”

 

        เขาได้ยินเสียงเฉินเซ่าป๋ายถอนหายใจ“เจ้าโง่ เจ้าสู้ไหวรึ?”

 

        อันเจิงยักไหล่แล้วค่อย ๆ ชักมีดออกมาจากฝัก“ก็ลองดูก่อน”

 

       จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงเฉินเซ่าป๋ายพูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “มารดามันเถอะ!นี่เจ้าเป็นคนโง่รึ?”

 

        อันเจิงชักมีดออกมา “ในบางครั้ง...ก็ใช่”

 

        เฉินเซ่าป๋ายโมโหเล็กน้อย“ต้องให้ข้าช่วยอีกสินะ”

 

        จากนั้นมีดในมืออันเจิงก็ลอยขึ้นมาเองแล้วพุ่งไปที่ซูโจ้งราวกับมีดวงตา ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ซูโจ้งคว้ามีดนั้นขึ้นมาจากนั้นก็ตะโกนว่า “ฆ่าราชาชั่ว!”

 

       อันเจิงเห็นดวงตาทั้งสองของซูโจ้งเป็นสีแดงก่ำ ราวกับเป็นคนที่ถูกควบคุมไปแล้ว

 

        ซูโจ้งถือมีดพุ่งมายังราชามู่ฉางเยียนจากนั้นก็ฟันมีดลง

 

        ราชามู่ฉางเยียนทรงไม่ได้หลบมีดนั้นจึงฟันลงที่พระอังสา

 

        พระโลหิตไหลนองเต็มพื้น