นักโทษสามคนถูกใส่ตรวนและนำใส่รถขังไว้มีทหารจากฉางผิงขี่ม้าเดินนำหน้าและทหารของซุนฉือตามหลังส่วนเกวียนที่เฉินอี้นั่งอยู่ท้ายขบวน
การเดินทางไปฉางผิงต้องใช้เส้นทางทะลุผ่านเขาซีฝู่ทางทิศเหนือซึ่งเป็นเส้นทางที่มีลำธารไหลผ่านและมีป่ารกเป็นช่วงๆ เท่านั้นเพราะเป็นเส้นทางที่มีผู้สัญจรผ่านไปมาบ่อยๆ
เฉินอี้นั่งอยู่บนเกวียนมือก็คลำขวดแก้วหลิวหลีไปด้วยถึงแม้ตอนนี้เขามองเห็นตงเปียนกับหลิวซูเจี๋ยที่เคลื่อนกายอยู่ด้านหน้าของเขาได้แต่ก็ไม่รู้สึกอุ่นใจเท่าได้มองเห็นอาหลิ่ง
จางฝูลู่ที่นั่งอยู่ข้างๆเฉินอี้ เห็นเขามีสีหน้ากังวลก็เอ่ยถาม “เป็นอันใดไปอาอี้เหตุใดจึงทำหน้าเช่นนั้น”
เฉินอี้รู้ตัวจึงยิ้มบางๆ“มิมีอันใด ข้าแค่รู้สึกแปลกๆ ที่ออกจากเมืองซุนฉือเท่านั้น”
“มิกี่วันก็กลับมาแล้ว คิดเสียว่าไปเที่ยวเล่นเปิดหูเปิดตาบ้าง”
เฉินอี้พยักหน้า
แสงอาทิตย์เริ่มสาดแสงรำไรผ่านกิ่งไม้และใบไม้ในป่ายามใบหน้าถูกแสงอาทิตย์อาบไล้ เฉินอี้ก็รู้สึกอุ่นขึ้นมาทีหนึ่ง
อากาศยามเช้าในป่าบนเขาหนาวเย็นกว่าที่บ้านมากนักเฉินอี้รู้สึกหนาวจนหัวใจเริ่มเจ็บแต่ก็มิได้ปริปาก
“จริงสิอาอี้ เมื่อไปถึงเมืองฉางผิงแล้วเราต้องไปที่ใดต่อหรือ”จางฝูลู่เอ่ยถาม
“ฉุนอวี๋บอกว่า ภรรยาของเขาชื่อฟางเหนียงเปิดโรงน้ำชาอยู่ที่ตลาดเหยียนตั้น” เฉินอี้กล่าวและนิ่งคิดเล็กน้อย“แต่ก็มิรู้ว่าป่านนี้นางจะยังอยู่ที่เดิมหรือไม่เพราะฉุนอวี๋เองก็มิรู้ว่าเขาถูกผนึกเป็นปิศาจมานานเพียงใดแล้ว”
จางฝูลู่พยักหน้า“เช่นนั้นก็มิยากหรอก ถ้ามีโอกาสข้าจะลองไปถามทหารจากฉางผิงพวกนั้นดู”
เฉินอี้พยักหน้า
ระหว่างที่นั่งอยู่บนเกวียนเฉินอี้เห็นดวงวิญญาณบ้างประปรายตามเส้นทางที่เดินทางผ่านรวมถึงวิญญาณของสัตว์ด้วยอาจเป็นสัตว์ที่ถูกนายพรานล่าและตายอยู่ตามกับดักของนายพรานมีตั้งแต่สัตว์ใหญ่เช่น กวาง กระทิง ไปจนถึงสัตว์เล็กอย่างกระต่าย กระรอก
เฉินอี้เคยเห็นวิญญาณของสัตว์มาบ้างที่หมู่บ้านหลี่เคิงแต่ก็เป็นเพียงสัตว์เลี้ยงของชาวบ้านเท่านั้น
วิญญาณของสัตว์ที่เฉินอี้พบเห็นไม่เคยมายุ่งเกี่ยวกับเขาเฉินอี้จึงมองดวงวิญญาณของสัตว์เหล่านั้นด้วยความสนใจ
“เจ้ามารน้อย เหตุใดวันนี้จึงมาถึงที่นี่ได้เล่า”
เสียงหนึ่งดังขึ้นที่ด้านหลังของเฉินอี้ตงเปียนกับหลิวซูเจี๋ยที่เคลื่อนกายอยู่ด้านหน้าเฉินอี้หันกลับมามองและเห็นวิญญาณดวงหนึ่งลอยตัวอยู่ด้านหลังเหนือหัวของเฉินอี้
วิญญาณผู้พิทักษ์ทั้งสองรีบเคลื่อนกายตรงรี่เข้ามาทางเฉินอี้ทันทีแต่เฉินอี้มองมาที่ผู้พิทักษ์ทั้งสองและส่ายหน้า
ตงเปียนกับหลิวซูเจี๋ยจึงหยุดชะงักอยู่กลางทางพลาง ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
วิญญาณที่ลอยตัวอยู่เหนือเฉินอี้นั้นเป็นเด็กหญิงอายุไม่น่าจะเกินสิบสามปีแต่งกายชุดฟ้าขลิบขาว ผมยาวเลยบั้นเอว ผิวขาวซีดราวกับกระดาษดวงตาลุกวาวจับจ้องอยู่ที่เฉินอี้ มิได้สนใจตงเปียนกับหลิวซูเจี๋ยเลยสักนิด
นางค่อยๆลอยตัวลงต่ำจนมาหยุดยืนอยู่ท้ายเกวียนด้านหลังของเฉินอี้
“เจ้ามารน้อย เหตุใดยังนิ่งเฉย มิหันมาสนใจข้า” วิญญาณเด็กสาวค่อยๆก้าวเดินเข้ามาหาเฉินอี้อย่างเชื่องช้า พลางแสร้งตีสีหน้าเศร้าสร้อย
ตงเปียนกับหลิวซูเจี๋ยมองเฉินอี้ที่ยังนั่งนิ่งอยู่สลับกับมองวิญญาณตนนั้นที่ก้าวเท้าเข้ามาใกล้เฉินอี้เรื่อยๆ
เฉินอี้ถอนใจเฮือกใหญ่และหันไปหาจางฝูลู่“เหล่าจาง ข้าอยากไปทำธุระส่วนตัวสักหน่อยเจ้าช่วยบอกพี่ซุนเฉิงหยุดเกวียนให้ข้าที”
“อ้อ ได้สิ รอเดี๋ยวนะ” กล่าวจบจางฝูลู่ก็เดินไปหาซุนเฉิง
เมื่อจางฝูลู่รับเฉินอี้ลงจากเกวียนก็จะพาเขาเดินเข้าไปในป่าข้างทางแต่เฉินอี้กล่าวว่าเขาไปเองได้จางฝูลู่จึงพยักหน้าและมองตามเฉินอี้เดินหายไปหลังพุ่มไม้
เฉินอี้เดินเข้ามาได้ระยะหนึ่งเมื่อหลิวซูเจี๋ยบอกว่าไม่มีผู้ใดมองเห็นแล้วเฉินอี้จึงหันไปกล่าวกับดวงวิญญาณเด็กสาวคนนั้นที่ลอยตัวตามเขาเข้ามาในป่าด้วย
“เอาล่ะเหม่ยลี่ เลิกทำท่าน่ากลัวแบบนั้นได้แล้ว มาคุยกันดีๆ เถิด”
ตงเปียนกับหลิวซูเจี๋ยมองเฉินอี้และหันไปมองวิญญาณเด็กสาวที่ชื่อเหม่ยลี่คนนั้น
ฉับพลันสีหน้าเจ้าเล่ห์และแววตาวาวโรจน์ของนางก็หายไปและกลายเป็นเด็กสาวน่ารักขึ้นมาทันทีที่นางแย้มยิ้ม
นางโผตัวลงมาจากอากาศและกระโดดมายืนอยู่ด้านหน้าของเฉินอี้พลางคว้าแขนคว้ามือของเขามาจับและแกว่งเบาๆ
ตงเปียนกับหลิวซูเจี๋ยมองเหม่ยลี่กับเฉินอี้ด้วยความตื่นตะลึง
เหม่ยลี่สามารถสัมผัสตัวของเฉินอี้ได้โดยที่เขาไม่ถูกดูดพลังชีวิตมันเป็นไปได้อย่างไรกัน
เฉินอี้แกะมือเหม่ยลี่ออกและตำหนินางเบาๆ“เหม่ยลี่ ถึงแม้จะเป็นวิญญาณอย่างไรเจ้าก็เป็นผู้หญิง อย่าได้ทำรุ่มร่ามกับมนุษย์ผู้ชายเช่นข้า”
เหม่ยลี่ทำแก้มป่องแต่ก็ยังมิได้ปล่อยมือของเฉินอี้“รุ่มร่ามแล้วอย่างไร ข้ามิได้ถือสาเสียหน่อย ข้าอยากจับข้าก็จะจับข้าอยากกอดข้าก็จะกอด”
กล่าวจบเหม่ยลี่ก็อ้าแขนราวกับจะโผเข้ามากอดเฉินอี้จริงๆ
เฉินอี้ล้วงห่อผ้าออกมาจากแขนเสื้อห่อหนึ่ง“หากพูดไม่ฟัง เจ้าก็อดกิน”
เหม่ยลี่อ้าแขนค้างพลางมองห่อผ้าในมือเฉินอี้ตาเป็นประกายและถอยห่างออกไปยืนด้วยท่าทางสงบเสงี่ยมพลางยิ้มประจบ “เหม่ยลี่ไม่ดื้อเจ้าเชื่อถือได้”
เฉินอี้มองท่าทางเรียบร้อยด้วยที่เต็มไปด้วยความเสแสร้งของเหม่ยลี่แล้วก็ยิ้ม“เหม่ยลี่ นี่คือตงเปียนกับหลิวซูเจี๋ย วิญญาณผู้พิทักษ์ของเพื่อนข้า”
เหม่ยลี่ยิ้มให้ทั้งสองคนและพยักหน้าน้อยๆเฉินอี้หันไปหาตงเปียนกับหลิวซูเจี๋ย
“นางคือเหม่ยลี่เต๋อไป๋หู่ ภูติอารักษ์แห่งภูเขาซีฝู่” เมื่อเฉินอี้กล่าวจบตงเปียนก็มีสีหน้าตกใจสุดขีดและรีบยกมือก้มหัวคำนับเหม่ยลี่ทันทีหลิวซูเจี๋ยได้แต่ยืนงง
เหตุใดตงเปียนจึงต้องถึงกับก้มหัวให้แม่นางน้อยที่ดูสติไม่เต็มเต็งผู้นี้ด้วย
“ข้าน้อยตงเปียน ขออภัยที่เสียมารยาทกับเต๋อไป๋หู่ขอรับ” ตงเปียนกล่าวทั้งที่ยังก้มหน้าเหม่ยลี่ยิ้มและโบกมือ
“ไม่เป็นไรๆ ข้าไม่ถือสา จริงสิเจ้ามารน้อยแล้วพี่สาวหมัดหนักไปไหนเสียเล่า เหตุใดจึงไม่เห็น”
เหม่ยลี่ถามหาอาหลิ่งเฉินอี้จึงหยิบขวดแก้วหลิวหลีออกมา “นางกำลังฝึกสะสมพลังวิญญาณคงใช้เวลาหลายวันกว่าจะสำเร็จ”
“เช่นนั้นเอง มิน่าเล่าเมื่อครู่ข้าลวนลามเจ้าตั้งนานจึงมิเห็นนางออกมาอาละวาด ฮิๆ”
เฉินอี้ส่ายหน้าระอาใจเหม่ยลี่มองห่อผ้าในมือของเฉินอี้ด้วยสีหน้าตื่นเต้น “เจ้ามารน้อยเอามาให้ข้าเร็วเข้า ข้าจะทนไม่ไหวแล้ว”
เฉินอี้ยิ้มให้นาง“เช่นนั้นก็มาเถิด”
เมื่อเฉินอี้แกะห่อผ้าออกเสือโคร่งขาวตัวหนึ่งก็กระโจนไปหาเขาทันทีหลิวซูเจี๋ยตกใจสุดขีดถึงกับกระโดดกอดตงเปียนแน่น ตงเปียนแกะหลิวซูเจี๋ยออกจากตัว
“หะ…เหตุใด…..นางถึง…..” หลิวซูเจี๋ยพูดตะกุกตะกัก
“เต๋อไป๋หู่คือดวงจิตของพยัคฆ์ขาวที่บำเพ็ญตบะเพื่อเป็นเซียนการที่เหม่ยลี่เต๋อไป๋หู่สามารถเปลี่ยนรูปกายได้ทันทีทันใดเช่นนี้มิแน่ว่านางอาจจะมีอายุมากกว่าสองร้อยปีแล้ว” ตงเปียน กล่าวเสียงเบากับหลิวซูเจี๋ยหลิวซูเจี๋ยได้แต่ยืนทำตาปริบๆ