61.เปิดการประลองยุทธ
ข่าวลือเรื่องกองทัพสกุลฮุ่ย ยกทัพมาประชิดชายแดน เริ่มแพร่ไปทั่ว สร้างความตกตะลึงให้คนทั้งใต้หล้าไม่เคยมีใครคิดว่าอาณาจักรที่อ่อนแอจะขวัญกล้ายกทัพประชิดชายแดนอาณาจักรเฟยที่น่าตกใจที่สุดก็คือกำลังทหารที่ยกมาพลังยุทธระดับสูงสุดคือตำนานแห่งราชันมีมากกว่าห้าร้อยคน ราชันยอดยุทธมีถึงห้าพันคน ที่เหลืออีกกว่าห้าพันคนเป็นระดับยอดยุทธทั้งสิ้น! กำลังทหารนี้ยังนับว่าเข้มแข็งกว่าอาณาจักรเฟยด้วยซ้ำ
ข่าวลือนี้สร้างความหวาดผวาให้แก่คนทั้งอาณาจักรเฟยแต่เดิมพวกเขาทะนงตนว่าไม่มีอาณาจักรใดเป็นภัยคุกคามพวกตนได้แต่แล้วอาณาจักรเล็กๆกลับเก็บซ่อนขุมอำนาจที่น่ากลัวเอาไว้...หากว่าอาณาจักรฮุ่ยเปิดฉากโจมตีโดยไม่บอกกล่าวเกรงว่าป่านนี้หัวเมืองชายแดนคงถูกตีแตกและถูกยึดครองไปแล้ว...
ตามข่าวลือยังบอกว่าสาเหตุที่อาณาจักรฮุ่ยยกทัพมาเพราะหลานสาวคนสำคัญของสกุลฮุ่ย ถูกฮองเฮาเฟยลอบสังหาร! เพราะไม่พอใจที่เด็กสาวอัปลักษณ์จะมาเป็นพระชายาของรัชทายาทแน่นอนว่าเรื่องนี้เมื่อรวมกับข่าวลือในเมืองหลวงที่เด็กสาวอัปลักษณ์เคยไปไหนมาไหนกับรัชทายาทเมื่อหลายเดือนก่อน ก็ทำให้ผู้คนเชื่อว่าฮองเฮาผู้นี้ลงมือจริง
ทำให้มีคนมากมายล้วนแอบก่นด่าฮองเฮาว่าจิตใจโหดเหี้ยม แม้กระทั่งงิ้วยังกล้าเอาไปเล่นเสียดสีแม้ว่าจะหลีกเลี่ยง เพียงกล่าวถึงสกุลใหญ่สองสกุลที่เป็นอ๋องมีดินแดนเป็นของตัวเองส่วนโครงเรื่องยังเหมือนกับข่าวลือไม่มีผิด!
นอกจากนี้สกุลฮุ่ยในสายตาคนทั่วทั้งหล้าคือสกุลที่มีจิตใจเมตตา สมกับคำว่าฮุ่ยคนทั้งใต้หล้าล้วนอิจฉาอาณาจักรเล็กๆแห่งนี้ ฝนตกต้องตามฤดูกาล ซ้ำยังติดทะเลสะดวกต่อการขนส่งทางทะเล ราชวงศ์จิตใจงดงาม ขุนนางไม่เบียดเบียนฉ้อราษฎร์บังหลวงไม่ใช้อำนาจกดขี่ประชาชน แผ่นดินสงบร่มเย็น ไม่เคยมีสงครามแม้แต่ครั้งเดียวนับแต่โบราณกาล
ดังนั้นเมื่อมีข่าวว่าฮองเฮาสกุลเฟยสั่งลอบสังหารเด็กสาวจากสกุลฮุ่ยผู้คนจึงปักใจเชื่ออย่างรวดเร็วว่านี้เป็นเรื่องจริง! สกุลเฟยในสายตาคนทั้งใต้หล้าและราษฎรของอาณาจักรเฟย ยังมองว่าสกุลเฟยมีนิสัยเย่อหยิ่ง ทะเยอทะยานทำอะไรตามใจตัวเอง ไม่เห็นใครอยู่ในสายตา นิสัยโหดเหี้ยม! และเพราะมีนิสัยเช่นนี้อาณาจักรเฟยจึงเข้มแข็งเกรียงไกร
ในที่สุดวันเปิดพิธีการประลองยุทธประจำปีก็มาถึง! บนแท่นยกพื้นตรงกลางเป็นที่นั่งของเหล่าอาจารย์ประจำสำนักพยัคฆ์ทมิฬ ที่นั่งซ้ายขวาเป็นที่นั่งของบุคลสำคัญตั้งแต่ อาณาจักรเฟย อาณาจักรเฉิน อาณาจักรฉิน อาณาจักรฮุ่ย และอาณาจักรสุยพื้นที่นั่งที่เหลือทั้งหมดเป็นที่นั่งของประชาชนทั่วไปที่เข้าร่วมชมการประลอง แน่นอนว่าคนเหล่านี้หากไม่ใช่ญาติหรือสหายของศิษย์ในสำนักก็ต้องเป็นบุคคลสำคัญเท่านั้นถึงมีศิษย์เข้าร่วมชมเนื่องจากพื้นที่จำกัดไม่สามารถเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมได้ทุกชนชั้นทุกประเภท
ส่วนพื้นที่ตรงกลางเป็นลานกว้างขนาดใหญ่ซึ่งเป็นลานประลอง มีศิษย์นับพันคนของสำนักฝึกยุทธ ตั้งแต่ปีหนึ่งถึงปีสี่รวมตัวเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ แววตาท่าทางแต่ละคนล้วนมุ่งมั่น ฮึกเหิมอยากประลองใจจะขาด
บริเวณขอบสนามเป็นศิษย์ปีหนึ่งถึงปีสี่ของสำนักแพทย์โอสถในชุดสีขาวซึ่งมีจำนวนเกือบๆสามร้อยคน ซึ่งมีหน้าที่คอยรักษาอาการบาดเจ็บของคนที่ลงแข่ง
การประลองประจำปีเป็นเรื่องของสำนักฝึกยุทธดังนั้นสำนักแพทย์โอสถจะไม่ส่งคนลงแข่งขันด้วย ยกเว้นว่าศิษย์ของสำนักแพทย์โอสถมีคนสนใจเข้าร่วมประลอง
เก้าอี้ทุกตัวถูกนั่งจนเต็มแม้แต่เก้าอี้ของเหล่าอาจารย์ เว้นเพียงเก้าอี้ของสกุลเฟย ซึ่งเป็นเจ้าของอาณาจักรตามธรรมเนียมฮ่องเต้และฮองเฮารวมทั้งเชื้อพระวงศ์ จะเสด็จเมื่อทุกคนมาพร้อมกันแล้ว...
เพียงไม่นานสกุลเฟยที่เคยเปี่ยมไปด้วยอำนาจบารมีเป็นหนึ่งในใต้หล้าก็มาถึง แม้อำนาจของอาณาจักรเฟยหล่นลงมาเป็นที่สองทว่าด้วยความน่าเกรงขามและยิ่งใหญ่ของสกุลเฟย ก็ยังคงทำให้ผู้คนรู้สึกยำเกรงไม่กล้าตอแยด้วย
คนทั้งหมดล้วนลุกขึ้นค้อมศีรษะทำความเคารพฮ่องเต้และฮองเฮาเว้นแต่เหล่าเชื้อพระวงศ์ และบุคคลที่มีฐานะสูงส่งมากๆ เช่นเหล่าเทพโอสถและเหล่าเซียนจากสำนักเซียนที่ทำเพียงประสานมือคารวะ ไม่ค้อมศีรษะให้
ไป๋หลงเงยหน้ามองหาเฟยหานตง แต่ไม่พบทว่าเมื่อเห็นสายตาของฮ่องเต้และฮองเฮาเฟยทอดมองไปที่จุดเดียวกันเบื้องหน้าพระองค์ซึ่งเป็นหัวแถวของแต่ละชั้นปีก็เข้าใจ...ที่แท้เฟยหานตงก็อยู่ในแถวของปีสาม... คาดว่าเฟยหานตงคงจะเข้าร่วมการประลองด้วย
เมื่อแขกทั้งหมดมาพร้อมกัน จ้าวสำนักผู้อยู่ในร่างเด็กชายวัยสิบขวบก็ปรากฏตัวขึ้น....แม้รูปร่างหน้าตาจะดูน่ารักน่าเอ็นดูเพียงใดทว่าแววตาที่ทอดมองผู้คน รวมทั้งพลังยุทธในระดับตำนานแห่งราชันก็ทำให้คนทุกคนรู้สึกถึงพลังที่แข็งแกร่งกดดันอย่างรุนแรง
แม้มีคนส่วนนึงที่ไปถึงระดับตำนานแห่งราชันทว่ามีเพียงจ้าวสำนักพยัคฆ์ทมิฬและคนไม่กี่คนที่มีพลังยุทธแข็งแกร่งที่สุดจนกระทั่งทำให้อายุยืนยาวได้หลายร้อยปีและรูปร่างกลับเป็นเด็กหรือหนุ่มสาวอีกครั้งได้
เสียงพูดคุยเบาๆของคนจำนวนมากเริ่มเงียบลงเพื่อรอฟังจ้าวสำนักกล่าววาจา จ้าวสำนักกระแอมเล็กน้อยให้คอโล่งขณะแผ่พลังยุทธส่งให้เสียงของตัวเองก้องไปทั้งสนามให้ได้ยินชัดกันทุกคน
“ข้าในฐานะจ้าวสำนักพยัคฆ์ทมิฬขอแจ้งให้ทุกท่านทราบอย่างเป็นทางการว่า นี่คือการประลองยุทธของสำนักพยัคฆ์ทมิฬเพื่อจัดอันดับของเด็กๆที่มีความสามารถทั้งหลาย”จ้าวสำนักกล่าวขณะกวาดตามองศิษย์ชุดดำของสำนักที่มีท่าทางตื่นเต้นฮึกเหิมอยากกระโดดลงสนามประลองใจจะขาด.... ก่อนจะยิ้มให้เด็กๆแล้วกล่าววาจา
“และเหตุผลที่มีการจัดอันดับก็เพื่อกระตุ้นให้ศิษย์ทั้งหลายขยันหมั่นเพียรเพื่อจะได้ไต่อันดับความสามารถของตัวเอง ยิ่งอันดับสูงมากเท่าไหร่ ยิ่งแสดงให้เห็นว่าอนาคตของพวกเจ้าจะไปได้ไกลมากเท่านั้น”จ้าวสำนักกล่าวขณะเห็นแววตาของเด็กน้อยทั้งหลายเต็มไปด้วยความหวังต่ออนาคตที่สวยงาม
“ดังนั้นข้าจึงขอให้พวกเจ้าแสดงฝีมืออย่างเต็มที่...ต่อให้คู่ต่อสู้เป็นสหายที่พวกเจ้าสนิทมากเพียงใดหรือเป็นพี่น้องกัน ก็อย่าได้ออมมือ....ซัดอีกฝ่ายให้ร่วงก็พอ!”คนทั้งสนามได้ยินแล้วอมยิ้มไปตามๆกันการประลองทุกครั้งของสำนักไม่เคยมีคำว่าเสมอ... มีเพียงผู้ชนะ และผู้ที่ถูกซัดลงไปกองกับพื้นจนลุกขึ้นมาไม่ได้อีก...
“เพื่อเป็นการให้เกียรติความพากเพียรที่พวกเจ้าอดทนร่ำเรียนยากลำบากฝึกยุทธมาตลอดทั้งปี! จงสู้ให้เต็มที่!”
แววตาของศิษย์ทั้งหลายแทบจะมีไฟแห่งความฮึกเหิมลุกโชนเมื่อถูกคำพูดกระตุ้นเตือนจากจ้าวสำนัก หลายคนที่คิดจะอ่อนข้อให้ญาติ หรือสหายหรือแม้แต่คนรัก ล้วนเปลี่ยนความคิดทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของจ้าวสำนัก
ใช่แล้ว...พวกเขาควรให้เกียรติตัวเองที่อดทนฝึกยุทธมาตลอดทั้งปี! ดังนั้นพวกเขาจะไม่ออมมือเด็ดขาดไม่ว่าคู่ต่อสู้เป็นใครก็ตาม!
“ถึงแม้ข้าจะพูดเช่นนี้ทุกปี ก็ยังมีคนคิดจะออมมือให้คู่ต่อสู้อยู่ดี”จ้าวสำนักพูดพลางอมยิ้มอย่างรู้เท่าทันความคิดใครหลายคนซึ่งเป็นคนส่วนน้อยหลายคนแอบก้มหน้าอย่างนึกละอายใจ ทว่าก็ไม่ล้มเลิกความตั้งใจของตนเอง
“แต่ไม่ว่าพวกเจ้าจะตัดสินใจอย่างไรนี่เป็นเกียรติที่พวกเจ้าแบกเอาไว้บนบ่า ข้าไม่มีสิทธิ์ยุ่งเกี่ยว...”จ้าวสำนักกล่าว
“การประลองประจำปีแบ่งออกเป็นสองรอบคือช่วงกลางปี และปลายปี แน่นอนว่าเกือบทุกคนได้ผ่านการแข่งขันช่วงกลางเดือนมาแล้วซึ่งมีเพียงแค่การจับคู่ประลองแบบปกติ...” จ้าวสำนักว่าพลางกวาดมองศิษย์ทั้งหลาย“ขณะที่การประลองปลายปีในครั้งนี้แบ่งออกเป็นสามรอบและแตกต่างกันทั้งสามรูปแบบ
รอบแรก คือการแบบตะลุมบอนโดยให้ทุกคนลงมือพร้อมกัน ซึ่งจะจับฉลากแบ่งกลุ่มออกเป็นสองกลุ่มคนที่เหลือรอดยี่สิบห้าคน จากสองกลุ่มได้เข้าสู่รอบต่อไป
รอบที่สองคือการต่อสู้ในสัตว์ป่าอสูรใต้หุบผาของสำนักใครสังหารและเก็บแกนสัตว์อสูรได้มากที่สุดตั้งแต่อันดับหนึ่งถึงอันดับที่หกจะได้เข้าสู่รอบสุดท้าย
รอบสุดท้ายคือการจับคู่ประลอง รางวัลของการประลองครั้งนี้มีสามอย่างเหมือนทุกปีตามธรรมเนียมการแข่งขันผู้ที่ได้อันดับหนึ่งมีสิทธิ์เลือกของรางวัลก่อนถัดมาเป็นอันดับสอง
รางวัลประกอบด้วยวิหคเพลิงพลังยุทธขั้นห้า ผลท้อสวรรค์ ดาบผ่าปฐพี...”เมื่อจ้าวสำนักกล่าวจบเสียงฮือฮาจากเหล่าศิษย์และผู้เข้าชมการประลองก็ดังขึ้นทันที
ไป๋หลงได้ยินแล้วตาลุกวาว...วิหคเพลิงเป็นสัตว์อสูรที่มีขนสีแดงยามบินบนท้องฟ้าคล้ายเปลวเพลิงพุ่งวาบผ่านท้องฟ้ามันสามารถบินข้ามอาณาจักรได้ภายในหนึ่งชั่วโมง เป็นสัตว์อสูรที่นิสัยดุร้ายมีจำนวนไม่มากนัก แม้วิหคเพลิงจะนิสัยเป็นมิตรทว่าแหล่งทีอยู่ของมันนั้นอยู่ท่ามกลางสัตว์อสูรระดับสิบขึ้นไป ดังนั้นหากไม่ได้อยู่ในระดับราชันยอดยุทธไม่มีทางจับวิหคเพลิงได้เด็ดขาด...
ขณะที่ผลท้อสวรรค์แน่นอนว่ามีแหล่งกำเนิดอยู่บนสวรรค์เก้าชั้นฟ้า เป็นผลไม้วิเศษ เมื่อมนุษย์ได้กินจะมีพลังเซียน และมีอายุยืนยาว ขณะที่เทพเซียนถ้าได้กิน จะมีตบะเพิ่มขึ้นหลายพันปี
“ดาบผ่าปฐพี? เป็นของแบบไหนกัน”ไป๋หลงหันไปกระซิบถามซิ่นเผิงผู้เป็นสหายสนิทของตนที่ยืนอยู่ในแถวข้างๆซิ่นเผิงที่ค่อนข้างสนใจในพวกอาวุธต่างๆจึงน่าจะรู้จักของวิเศษชิ้นนี้
“ดาบผ่าปฐพีเคยเป็นของอดีตจ้าวสำนักเซียนแห่งเขาคุนหลุนว่ากันว่ามีจิตวิญญาณอาศัยอยู่มีตำนานเล่าขานว่าดาบเล่มนี้เป็นของวิเศษที่เทพมังกรทองเคยใช้ผ่าปฐพีแบ่งแยกเขตแดนให้มนุษย์อาศัยและใช้มันทำลายล้างเหล่ามนุษย์ผู้โลภมากกล้าก่อสงครามสร้างหายนะให้ทั้งใต้หล้าเข้าสู่กลียุค”ซิ่นเผิงขมวดคิ้ว“ไม่น่าเชื่อว่าครั้งนี้จ้าวสำนักเซียนคนปัจจุบันแห่งเขาคุนหลุนจะกล้าเอาสิ่งของวิเศษนี้ออกมาเป็นของรางวัล”
สำนักเซียนคุนหลุนและสำนักฝึกยุทธพยัคฆ์ทมิฬล้วนเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้าและมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เมื่อสำนักพยัคฆ์ทมิฬจัดการแข่งขันขึ้น สำนักเซียนคุนหลุนก็จะหาของวิเศษต่างๆมาให้เป็นของรางวัล...
ขณะที่สำนักแพทย์โอสถพยัคฆ์ทมิฬจะต้องส่งมอบโอสถต่างๆให้สำนักรวมทั้งส่งศิษย์ซึ่งอยู่ในระดับแพทย์โอสถให้ไปอยู่ที่สำนักเซียนคอยหลอมตัวยาต่างๆที่สำนักต้องการ
ไป๋หลงได้ยินแล้วก็ขมวดคิ้ว“หากผ่าปฐพีนี้เป็นชิ้นเดียวกับในตำนาน ดูเหมือนว่าของชิ้นนี้จะล้ำค่าเกินไป เหตุใดจึงกล้ามอบเป็นของรางวัลแก่คนนอก...แม้จะใช้เป็นของรางวัลก็ควรมอบให้ศิษย์ในสำนักจึงจะถูก”ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะผิดปกติ...ซ้ำยังอวดอ้างว่าผ่าปฐพีคือดาบที่มังกรทองใช้ผ่าแบ่งแยกอาณาจักร....
‘นี่เป่าเล่อ ผ่าปฐพีเคยมีอยู่จริงหรือทำไมข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน’ไป๋หลงส่งกระแสจิต ถามวิญญาณที่สถิตในพัดหยก
‘เอ.... ข้าเองก็ไม่แน่ใจนักเพราะข้าไม่สนใจเรื่องอาวุธวิเศษทั้งหลายเท่าไหร่... บางทีเจ้าควรถามมังกรทองเอง’เป่าเล่อผู้รู้จบสารพัดเรื่องราวนินทาในสามโลก กลับไม่รู้เรื่องนี้เช่นกัน....
“ไว้รอดูวันมอบรางวัลก็แล้วกันหากผ่าปฐพีไม่มีพลังเซียนเลยสักนิด ไม่เข้าขั้นเป็นของวิเศษสำนักเซียนอื่นๆคงได้รุมเล่นงานสำนักคุนหลุนเองแหละ”ซิ่นเผิงกล่าว
ทันใดนั้นไป๋หลงก็รู้สึกสันหลังเย็นวาบคล้ายถูกแววตาของอสรพิษจับจ้องด้วยจิตมุ่งร้าย... ไป๋หลงหันขวับตามสัญชาตญาณ...เมื่อหันไป กลับพบว่าเป็นทิศทางที่เหล่าสำนักเซียนทั้งหลายนั่งอยู่...
กวาดตามองหาที่มาทว่ากลับไม่พบเห็นผู้ใดมีความผิดปกติ สายตาคนทั้งหลายล้วนมองไปที่จ้าวสำนักพยัคฆ์ทมิฬที่กำลังพูดถึงคุณสมบัติวิเศษของ รางวัลทั้งสามสิ่งขณะที่หลายคนในสำนักเซียนทั้งหลายหันไปคุยกับคู่สนทนาของตน
แต่ละสำนักหากไม่ใช่จ้าวสำนักมาเองก็ต้องเป็นรองจ้าวสำนักหรือเป็นบุคคลสำคัญๆพลังเซียนที่ไป๋หลงสัมผัสได้จากบรรดาคนสำคัญที่นั่งแถวหน้าสุดของสำนักเซียนล้วนเป็นพลังที่บริสุทธิ์สูงส่ง...
แต่ความรู้สึกเมื่อครู่ที่เธอสัมผัสได้ชัดเจนอย่างยิ่ง... ต้องมีใครสักคนในกลุ่มคนเหล่านี้กำลังมุ่งร้ายเธอ! แต่ใครกัน? เธอไม่เคยรู้จักคนจากสำนักเซียน...แล้วเหตุใดจึงมีคนในกลุ่มนี้มุ่งร้ายเธอ...
ขณะที่ไป๋หลงกำลังขมวดคิ้วเคร่งเครียดกับเรื่องที่เกิดขึ้น...ทันใดนั้นเหล่าศิษย์และสหายร่วมชั้นของเธอที่ยืนเข้าแถวอยู่ในลานประลองต่างกระโดดโหยงเหยง ยกเท้ากระโดดไปมา คล้ายหลบอะไรบางอย่างพร้อมกับเสียงอุทานด้วยความแตกตื่น และเสียงก่นด่าของคนทั้งหลายดังขึ้นเกิดเป็นความวุ่นวายเล็กๆ ที่ทำให้ผู้เข้าร่วมชมการประลองรอบๆสนามทั้งหมดต้องหันมามอง...
และแล้วไป๋หลงก็เห็นต้นเหตุของความวุ่นวาย...แสงสีขาววูบวาบพุ่งซ้ายทีความทีด้วยความเร็ว ก่อนจะพุ่งมาที่เธอ!
“ตุ๊บ!”ไป๋หลงอ้าแขนรับแสงสีขาวตามสัญชาตญาณก่อนจะถลึงตาใส่สิ่งที่อยู่ในอ้อมแขน
“เจ้าเสี่ยวไป๋! มาดีๆไม่เป็นหรือยังไงวิ่งวุ่นวายทำผู้คนแตกตื่นกันหมด”ไป๋หลงตวาดเบาๆด้วยความโมโหใส่เจ้ากระต่ายตัวแสบที่สร้างความวุ่นวายจนกลายเป็นจุดสนใจของคนทั้งหมด... ขณะที่รอบด้านเงียบสงัดจ้องมองมาที่เธอและเสี่ยวไป๋อย่างสนใจ เจ้าเสี่ยวไป๋ผู้หายหน้าไปถึงหกเดือนพอกลับมาถึงก็สร้างเรื่องวุ่นวายพอดี
ทว่าเสี่ยวไป๋ที่ถูกตวาดกลับไม่ทำสีหน้าสลดทำเสียงอ่อน ออดอ้อนว่าผิดไปแล้ว มันกลับตัวสั่น แววตาหวาดผวาแม้กระทั่งฟันยังกระทบกันกึกๆด้วยความหวาดกลัวอย่างรุนแรง....
ไม่เคยเห็นเสี่ยวไป๋หวาดกลัวอะไรมากถึงขนาดนี้มาก่อน...
‘เสี่ยวไป๋เกิดอะไรขึ้น’ไป๋หลงถามขณะกระชับอ้อมแขนลูบขนมันเบาๆเป็นการปลอบโยน... จากท่าทางแล้วเจ้าเสี่ยวไป๋คงไม่ได้เสแสร้งท่าทางมันหวาดกลัวมากจริงๆ
‘กลิ่นอายจิตมารจิตมารที่ชั่วร้ายทรงพลังยิ่ง!’เสี่ยวไป๋ตัวสั่นขณะตอบกลับทางกระแสจิต
ไป๋หลงได้ยินแล้วขมวดคิ้วไม่ใช่ว่าเสี่ยวไป๋และเธอไม่เคยพบคนจากเผ่ามารมาก่อนเผ่ามารไม่ได้ชั่วร้ายโดยกำเนิดโดยทั่วไปจะมีทั้งจิตมารชั่วร้ายและจิตดีอย่างละครึ่ง แต่ก็มีมารส่วนหนึ่งที่มีจิตมารที่ชั่วร้ายกลืนกินทั้งดวงจิตหากดวงจิตชั่วร้ายมีพลังมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นภัยต่อสามภพมากขึ้นเท่านั้นเช่นอดีตราชันมาร ที่ทำให้สามภพปั่นป่วนจนเทพเซียนมากมายต้องตายในสงครามครั้งนั้น
‘ทรงพลังหรือ? เจ้าแน่ใจว่าไม่ได้คิดไปเอง?’ไป๋หลงถามกลับทางกระแสจิต เพราะตอนนี้เธอไม่มีพลังเทพเซียนไม่อาจแยกแยะดวงจิตมารและเทพเซียนได้
‘แน่ใจสิ...พลังรุนแรงมากถึงข้าไม่เคยเห็นอดีตราชันมาร แต่ข้ารู้สึกได้ว่าพลังชั่วร้ายนี้ต้องไม่แพ้อดีตราชันมารแน่นอน!’เสี่ยวไป๋ยืนยันขณะที่ตัวสั่นด้วยความหวาดผวา ‘เจ้ารีบทำลายผนึกเรียกพลังเทพเซียนคืนมาเถอะ...หายนะ...หายนะกำลังมาเยือนโลกแล้ว!’
‘ไหน...จิตมารที่ว่านั่นอยู่ไหนเจ้าระบุตัวตนมันได้หรือไม่’ไป๋หลงถาม จิตมารบางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ในร่างของเผ่ามารมันสามารถสถิตได้แม้กระทั่งในจิตของเทพเซียน
‘ทางนั้น!’เสี่ยวไป๋ชี้ไปทางสำนักเซียนทั้งหลายที่นั่งรวมกลุ่มอยู่...สายตาคนทั้งหมดแม้แต่ไป๋หลงก็มองไปทางสำนักเซียนทั้งหลาย
นี่มัน...คงไม่ใช่ว่าจิตอาฆาตเมื่อครู่ที่เธอสัมผัสได้เป็นจิตมารหลอกนะ!
“อะ...แฮ่ม..”จ้าวสำนักพยัคฆ์ทมิฬกระแอมเสียงดังเพื่อเรียกความสนใจเมื่อเห็นสำนักเซียนทั้งหลายที่ถูกสัตว์อสูรชี้ ซ้ำยังทำท่าทางหวาดกลัวล้วนมีท่าทางไม่พอใจ คล้ายกลับเจ้ากระต่ายตัวนี้ฟ้องว่าถูกคนในสำนักเซียนรังแก
นอกจากนี้ยังมีเสียงกระซิบกระซาบกันเบาๆของเหล่าผู้ชมนอกสนามกล่าวถึงความสัมพันธ์ของเด็กสาวอัปลักษณ์ผู้สวมหน้ากากครึ่งหน้าและรัชทายาทเฟยหานตง รวมทั้งเรื่องที่เคยเกือบจะเกิดสงครามระหว่างดินแดนหลายคนเหลือบมองไปทางฮ่องเต้ของสกุลฮุ่ย และสกุลเฟยที่ตีสีหน้าเฉยเมย คล้ายไม่สนใจเสียงนินทา...
แต่หากสังเกตดีๆจะพบว่าแววตาของฮ่องเต้เฟยเต็มไปด้วยความไม่พอใจขณะที่ฮ่องเต้ฮุ่ยคล้ายพึงพอใจอย่างมาก
คนทั้งหมดล้วนหันไปมองเด็กชายวัยสิบขวบทว่าแท้ที่จริงมีอายุถึงสองร้อยปีเข้าไปแล้ว
“บางครั้งการเลี้ยงสัตว์อสูรโดยเฉพาะเจ้าตัวเล็กๆ ผู้เป็นเจ้าของก็ควรต้องระมัดระวังไม่ให้มันก่อความวาย!”จ้าวสำนักตำหนิขณะที่หลายคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
ไป๋หลงรีบค้อมศีรษะไปทางจ้าวสำนักและทางสำนักเซียนทั้งหมด
“ขออภัยจ้าวสำนักและสำนักเซียนทั้งหมด สัตว์อสูรตนนี้ เป็นขวัญอ่อน ตกใจง่ายมันไม่เคยเห็นท่านเซียนทั้งหลายมาก่อน ขณะรู้สึกได้ถึงพลังที่น่าเกรงขามจึงชี้มาบอกว่ามันกลัวพวกท่านข้าต้องขออภัยที่กระต่ายตัวนี้ก่อเรื่อง”ไป๋หลงกล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อม เจ้าเสี่ยวไป๋ดิ้นรนในอ้อมแขนคล้ายไม่ยอมรับคำพูดของเธอทำให้ไป๋หลงต้องใช้มือกดคอเจ้าเสี่ยวไป๋ไม่ให้มันเคลื่อนไหว ทว่าคนทั้งหลายเข้าใจเพียงว่าไป๋หลงกำลังลูบปลอบเจ้ากระต่าย
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้นพวกข้าก็ไม่ควรถือสาเดรัจฉานตัวหนึ่ง”รองจ้าวสำนักคุนหลุนผู้เป็นตัวแทนสำนักพาศิษย์มาชมการประลองกล่าวขึ้น
‘เจ้าสิเดรัจฉาน!’เสี่ยวไป๋ก่นด่าในใจทว่าท่าทางกลับเสแสร้ง ทำท่าตื่นกลัวเหล่าเซียนทั้งหลาย
“ขอบคุณผู้อาวุโส”ไป๋หลงค้อมศีรษะคำนับ
“ในเมื่อไม่มีปัญหาอะไรอีกถ้าเช่นนั้นข้าจะเริ่มจับฉลากแบ่งกลุ่ม...”เมื่อจ้าวสำนักกล่าวจบก็เทรายชื่อที่เขียนใส่กระดาษทั้งหมดลงไปในกระถางสีทองขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเมื่อกระดาษร่วงลงไปหมดไฟสีฟ้าก็ลุกพรึ่บขึ้น จู่ๆไฟสีฟ้าก็เปลี่ยนเป็นสีดำเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนกของคนทั้งสนามก็ดังขึ้น
“ไฟสีดำ สัญญาณแห่งความตาย!”เสียงของคนจำนวนไม่น้อยร้องด้วยความตื่นตระหนกคนทั้งหลายหน้าซีดเผือดหวาดกลัวมีเพียงเด็กปีหนึ่งไม่กี่คนเท่านั้นที่ไม่ทราบเรื่องนี้... หากในขณะทำการแบ่งกลุ่มไฟเปลี่ยนเป็นสีดำ แสดงว่าการประลองจะต้องมีความตายเกิดขึ้น
จ้าวสำนักขมวดคิ้วทันที ผ่านมาสิบปีแล้วที่กระถางไฟไม่เปลี่ยนสี...
“เมื่อไฟเปลี่ยนเป็นสีดำย่อมหมายความว่าความตายจะเกิดขึ้นในการประลอง...”จ้าวสำนักกล่าวด้วยท่าทางเคร่งขรึมขณะที่คนทั้งหลายเงียบเสียงลง ฟังจ้าวสำนักกล่าว “หากว่ามีศิษย์คนใดไม่ต้องการเสี่ยงชีวิตในการประลองครั้งนี้ให้ก้าวออกมาหยดเลือดลงในกระถาง เป็นการยืนยันเจตจำนง”จ้าวสำนักกวาดตามองศิษย์ทั้งหลายที่มีท่าทีลังเล
“แม้การแข่งขัน จะช่วยให้เรารู้ว่าฝีมือเราจัดอยู่ในอันดับใดของสำนักช่วยให้เรารู้ว่าตัวเองควรขยันขึ้นเพื่อยกระดับความสามารถของตน...ทว่าชีวิตย่อมเป็นสิ่งสำคัญกว่า หากพวกเจ้าคิดว่าสามารถมีชีวิตรอดจากการแข่งขันโดยเฉพาะสนามล่าสัตว์อสูร พวกเจ้าก็จงมุ่งมั่นเตรียมใจต่อสู้ หากว่าชีวิตเจ้ามีค่าเกินกว่าจะมาทิ้งในการแข่งขันก็จงถอนตัวเสีย...”จ้าวสำนักกล่าวด้วยท่าทางจริงจัง
มีหลายคนก้าวออกไปกรีดนิ้วหยดเลือดลงในกระถางโดยเฉพาะเหล่าเด็กปีหนึ่ง และปีสองที่ระดับพลังยุทธไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควรด้วยรู้ตัวว่าพลังยุทธอ่อนด้อย อาจตายในการประลองได้
“พวกเราไป!”ไป๋หลงกล่าวกับซิ่นเผิงผู้เป็นสหายและรัชทายาทเทียนหลงญาติผู้น้องสกุลฮุ่ย
ซิ่นเผิงและเทียนหลงหันไปมองหน้าคนชวนอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“เจ้าจะถอนตัวรึ!”เทียนหลงถามด้วยความงุนงง รู้จักไป๋หลงมาทั้งชีวิตคนกล้า บ้าบิ่น แบบไป๋หลงหรือจะกลัวตาย!
“พวกเจ้าอย่าลืมว่าตัวเองเป็นใคร...คนนึงเป็นลูกหลานเสนาบดี อีกคนเป็นรัชทายาท พวกเจ้าคงไม่คิดจะเอาชีวิตไปทิ้งในการประลองนี่หรอกนะ...”ไป๋หลงกวาดตามองคนทั้งคู่ด้วยสายตาจริงจัง ขณะลดเสียงลงจนแทบเป็นกระซิบ “เจ้าเสี่ยวไป๋บอกว่าสัมผัสได้ถึงจิตมารที่ชั่วร้ายหนำซ้ำยังแข็งแกร่งยิ่ง... แข็งแกร่งชนิดที่ทำให้เสี่ยวไป๋ผู้กล้าตัวสั่นหวาดกลัวได้ ข้าเกรงว่าหากเข้าร่วมการประลองครั้งนี้จะต้องเกิดการนองเลือดขึ้นดังนั้นถอนตัวจะดีกว่า...”ไป๋หลงกล่าวเตือนคนทั้งคู่
เสี่ยวไป๋พยักหน้าหงึกหงักแรงๆยืนยันคำพูดของไป๋หลง
เทียนหลงและซิ่นเผิงหันไปสบตาปรึกษากันทางสายตา ทว่าไป๋หลงไปไม่รอให้คนทั้งคู่ตัดสินใจ ก็จูงแขนลากทั้งสองคนก้าวไปหากระถางไฟ
คนทั้งคู่ต่างถอนหายใจได้แต่เดินตามแรงจูงของไป๋หลง ในเมื่อนางตัดสินใจแทนพวกเขาแล้ว หากพวกเขาบอกว่าไม่สุดท้ายนางก็ต้องบังคับทำตามความคิดของตนจนได้!
ไป๋หลงลากคนทั้งสองมาหยุดยืนหน้ากระถางไฟขณะหูแว่วเสียงนินทาเรื่องของเธอ ที่กลายเป็นคนอัปลักษณ์และเกือบกลายเป็นชนวนสงครามระหว่างอาณาจักรหลายคนทำเสียงผิดหวังที่ไม่ได้เห็นเธอลงแข่งขัน
“พวกเจ้าอย่าได้ลังเลชีวิตเป็นของมีค่า อย่าเอาไปทิ้งในการประลอง...”ไป๋หลงกล่าวเตือนเมื่อแววตาของทั้งคู่คล้ายไม่ยินยอมจะถอนตัวจากการแข่งขัน...
ไป๋หลงหยิบเข็มออกมาจากแขนเสื้อแล้วยื่นให้ทั้งสองคนละเล่ม“รีบลงมือ ยีงมีอีกหลายคนรอถอนตัวอยู่”ไป๋หลงกล่าวเร่งขณะที่เห็นหลายคนยืนต่อแถวรออยู่ แม้จะมีเพียงสี่ห้าคนก็ตาม
“แล้วเจ้าละ”เทียนหลงหรี่ตาลงจับผิดคนตรงหน้าเข็ดขยาดกับการถูกหลอกลวงตอนที่กรอกชื่อเข้าเรียน ไป๋หลงก็หลอกให้เขาลงชื่อก่อนซ้ำยังให้ลงชื่อสกุลจริง ผลก็คือไป๋หลงกลับใช้ชื่อสมมุติ ไม่เป็นที่รู้จักสุดท้ายจึงถูกแยกออกจากกันด้วยระบบชนชั้น ที่พักห่างไกลกันคนละเขต หนำซ้ำเขายังไม่มีสิทธิ์ก้าวล่วงเข้าไปในเขตชนชั้นล่างที่เปิดให้ชายหญิงพบปะกันได้ด้วยซ้ำ!
“ฮึ...ในเมื่อท่านเสี่ยวไป๋ผู้แข็งแกร่งยังหวาดกลัวจิตมารชั่วร้ายขนาดนี้...เจ้าคิดว่าข้าจะเอาชีวิตัวเองไปเสี่ยงอีกหรือ”ไป๋หลงย้อนถาม
“ในเมื่อเจ้าว่าเช่นนั้นก็ได้ข้ายอมถอนตัว”เทียนหลงกล่าว ขณะแทงเข็มไปบนนิ้ว หยดเลือดลงในกระถาง...ชื่อฮุ่ยเทียนหลง อักษรสีทองลอยขึ้นจากกระถางไฟแล้วแตกสลายไป
ซิ่นเผิงหยดเลือดลงบนกระถางตัวอักษรสีทองลอยขึ้นมาแล้วแตกสลายไป...
ไป๋หลงเห็นคนทั้งคู่หยดเลือดลงไปแล้วก็เผยรอยยิ้มชั่วร้ายทันที
“ขอให้พวกเจ้าชมการแข่งขันให้สนุก...ข้าจะลงแข่งแทนพวกเจ้าเอง!”ไป๋หลงกล่าวขณะแววตาเต็มไปด้วยเจ้าเล่ห์
“จะ เจ้า! เจ้า!”เทียนหลงชี้หน้าสตรีเจ้าเล่ห์ตรงหน้า ขณะมือสั่นด้วยความโกรธ ยังไม่ทันที่เทียนหลงและซิ่นเผิงจะได้เล่นงานไป๋หลงที่หลอกให้พวกเขาถอนตัว ก็ถูกจ้าวสำนักจ้องเขม็งเป็นการเตือนว่าเสร็จแล้วก็รีบๆไสหัวออกไป! อย่าขวางทางคนอื่น!
สุดท้ายเทียนหลงจึงเดินคอตกจูงมือซิ่นเผิงสหายรัก ไปทางที่นั่งของราชวงศ์สกุลฮุ่ย
ฮ่องเต้และอ๋องฮุ่ยต่างตบบ่าปลอบโยนเทียนหลงทว่าคนถูกปลอบโดนตบบ่าจนเกือบหน้าทิ่ม... ดูเหมือนแรงของคนทั้งคู่จะมากเกินไปแล้ว! หนำซ้ำเขายังรู้สึกคล้ายว่าจะช้ำใน!
สองผู้เฒ่าสกุลฮุ่ยต่างหัวเราะเมื่อเห็นเทียนหลงเกือบหัวทิ่ม
“ไม่เอาไหนจริงๆข้าสองคนตบบ่าเจ้าแค่นี้ก็เกือบหน้าทิ่มพื้นแล้ว... แค่นี้ยังอนาถเหลือจะกล่าวไม่ทราบว่าพอเจ้าลงแข่ง จะน่าอนาถจนทำสกุลฮุ่ยขายขี้หน้าหรือถึงขั้นเอาชีวิตไปทิ้งในการประลองหรือไม่!”ฮ่องเต้ฮุ่ยกล่าวกับรัชทายาทที่ตอนนี้กำลังแบะปากไม่เห็นด้วยสักนิด แต่ก็ไม่กล้ากล่าววาจาโต้แย้ง!
หลังจากนั้นผู้เฒ่าทั้งสองจึงหันไปคุยกับซิ่นเผิงสหายของเทียนหลง
ขณะที่ไป๋หลง หันหลังเพื่อเดินกลับไปเข้าแถวเตรียมตัวประลอง กลับพบว่าเฟยหานตงมองมาที่เธอแววตาเต็มไปด้วยความห่วงใย
ไป๋หลงจงใจเดินผ่านแถวของเฟยหานตงเมื่ออยู่ห่างเพียงก้าวเดียวไป๋หลงก็กล่าวขึ้น “ไม่ต้องมองข้าด้วยแววตาแบบนั้น ในเมื่อเจ้าเลือกองค์หญิงเผ่าเฉิน!”ไป๋หลงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาแววตาไม่ฉายความรู้สึกใดๆ
ขณะกำลังเดินผ่านเฟยหานตงกลับถูกอีกฝ่ายฉุดข้อมือไว้ ทำให้ไป๋หลงชะงัก “มีอะไรอีก”ไป๋หลงกล่าวด้วยน้ำเสียงห่างเหินเย็นชา
“เรื่ององค์หญิงเผ่าเฉินไม่ใช่เรื่องจริง”เฟยหานตงกล่าวแบบรวบรัด ไม่มีเวลาอธิบาย “ถ้าเจ้ารู้ว่านางเป็นใครเจ้าจะเข้าใจทันทีว่าทำไมข้าสนิทกับนาง และเข้าใจว่าข้าไม่มีทางหมั้นกับนางได้”
ไป๋หลงได้ยินแล้วแววตาฉายความตกตะลึงในขณะเดียวกันก็รู้สึกดีใจอย่างเหลือล้น... แต่แล้วไป๋หลงก็ตาลุกวาวด้วยความโกรธ“แสดงว่าเจ้าจงใจหลอกข้า!”
เฟยหานตงทำสีหน้าสำนึกผิด “ข้าแค่อยากรู้ว่าเจ้ามีใจให้ข้าบ้างไหม...เจ้าจะเสียใจไหมหากข้าเปลี่ยนใจจากเจ้า... ยิ่งข้าเห็นศัตรูหัวใจกับเจ้ายิ้มแย้มกันอย่างมีความสุขข้าก็ยิ่งไม่มั่นใจว่าข้าดีพอ คู่ควรพอให้เจ้ารู้สึกรักหรือไม่...”น้ำเสียงของเฟยหานตงเศร้าโศกเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจในตัวเอง
ไป๋หลงฟังแล้วใจอ่อนยวบ หากเฟยหานตงไม่ทำเช่นนี้ไม่ลองใจเธอ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เธอจะรู้ใจตัวเอง.... เฮ้อ...ที่แท้ความห่างไกลก็ทำให้คนเราคิดถึงกันได้จริงๆ
“ยังดีที่เจ้าบอกข้าตอนนี้หาไม่หากรอให้ข้าทำใจตัดใจจากเจ้าได้ เพราะคิดว่าเจ้ารักชอบองค์หญิงนั่น...รับรองว่าเจ้าได้นั่งน้ำตาเช็ดหัวเข่าแน่!”ไป๋หลง ค้อนใส่เฟยหานตง ด้วยความโกรธเคือง
“ยังมีอีกเรื่อง...”เฟยหานตงกล่าวเสียงเบาคล้ายยุงตีกัน
“อีกเรื่องรึ!”ไป๋หลงถามขณะถลึงตาใส่เฟยหานตง“เจ้ายังมีเรื่องอะไรปิดบังข้าอีก ยังทำเรื่องอะไรอีก!”
“หกเดือนก่อน หลังจากข้าพบเจ้าครั้งสุดท้าย”เฟยหานตงกล่าวน้ำเสียงแผ่วเบา
ขณะที่ไป๋หลงกำลังตั้งใจฟังจู่ๆเสียงเฟยหานตงก็ดังในหัว.... เป็นกระแสจิต!
‘นับตั้งแต่เจ้าหมดลมหายใจเมื่อเกือบหนึ่งปีก่อนวิญญาณของข้าก็ครบสมบูรณ์ ข้าจดจำได้ว่าตนเองคือหลันหลง... เทพมังกรฟ้า’เสียงเฟยหานตงดังขึ้นในหัวของไป๋หลง
ไป๋หลงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงก่อนสีหน้าจะแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธอย่างรุนแรง
“เพียะ!”ไป๋หลงสะบัดมือตบหน้า เฟยหานตงจนหน้าสะบัดตามแรงตบ เพียงพริบตารอยนิ้วทั้งห้าก็ปรากฏบนหน้าเฟยหานตง
ในขณะนั้นไม่มีผู้ใดก้าวออกมาหยดเลือดถอนตอนจากการแข่งขันอีก ดังนั้นทั่วทั้งลานจึงตกอยู่ในความเงียบ ดังนั้นทุกคนจึงได้ยินเสียงตบดังชัดเจน
คนทั้งหลายต่างตกตะลึง โดยเฉพาะคนที่รู้ว่าผู้ถูกตบคือ รัชทายาทเฟยหานตง!
สวรรค์...มีคนกล้าตบเฟยหานตง!
เฟยหานตงผู้ครอบครองพลังมังกรฟ้าผู้เป็นรัชทายาทผู้ทรงอำนาจของอาณาจักรเฟย ซ้ำร้ายยังมีนิสัยเย็นชา โหดเหี้ยม เอาแต่ใจตัวเองหลายคนนึกหวาดผวาแทนเด็กสาวที่สวมหน้ากากสีเงิน กลัวว่าเฟยหานตงจะลงมือตอบโต้เพียงแค่เฟยหานตงออกแรง รับรองได้ว่าเด็กสาวผู้นี้กระเด็นแน่นอน!
แต่แล้วเฟยหานตงกับก้มหน้าคล้ายสำนึกผิดไม่มีท่าทางจะตอบโต้แม้แต่วาจาก็ไม่เอ่ยสักคำ! สร้างความตกตะลึงให้คนทั้งหลาย
“สารเลว! เจ้าคนสารเลว!”ไป๋หลงสบถด่า ขณะที่ในใจลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแห่งโทสะ
เกือบปี! คนผู้นี้หลอกลวงเธอมาเกือบปี!‘หากข้ารู้ความจริงเร็วกว่านี้ ข้าจะไม่ลังเลเลยที่จะตอบรับความรู้สึกเจ้า!หลันหลง! เฟยหานตง! เจ้ามันสารเลวทำข้าสับสนวุ่นวายใจไปหมด! หากเจ้าบอกความจริงเร็วกว่านี้เจ้าก็ไม่ต้องมาแสดงละครให้ข้าต้องรู้สึกเสียใจ ทำให้ข้าร้องไห้!’ไป๋หลงสบถด่าทางกระแสจิต
“ข้า...ขอโทษ...”เฟยหานตงเกล่าวคนทั้งลานล้วนมองเฟยหานตงด้วยความประหลาดใจ...ทั้งถูกด่า และถูกตบรัชทายาทผู้นี้กลับเอ่ยคำขอโทษออกมา...ดูท่า ข่าวลือที่เฟยหานตงเคยหลงรักสตรีอัปลักษณ์คงเป็นเรื่องจริง
คนทั้งหลายต่างเดาว่าที่เฟยหานตงถูกตบคงเป็นเพราะสารภาพความจริงว่าหลงรักองค์หญิงเผ่าเฉินและจะหมั้นหมายอย่างเป็นทางการขอให้สตรีอัปลักษณ์ตัดใจเสีย...
คนทั้งหลายทราบดีว่าสตรีผู้โด่งดังนี้อยู่ปีหนึ่งทว่าแถวที่สตรีผู้นี้เดินผ่าน กลับเป็นแถวระหว่างปีสองและปีสาม คาดว่านางจงใจเดินผ่านเฟยหานตงเพื่อถามความจริงเรื่องข่าวหมั้นหมาย สุดท้ายเฟยหานตงก็สารภาพว่าจะหมั้นจริงๆจึงถูกตบ!
“ไม่จบแค่นี้แน่เฟยหานตง! เจ้าคนสารเลว!”ไป๋หลงด่าด้วยน้ำเสียงดังก้องสีหน้าโกรธจัด ขณะสะบัดหน้าเดินจากไป โดยไม่หันไปเหลียวแล เฟยหานตงอีกเลย!
ขณะที่ไป๋หลงเดินผ่านใครก็ตามสีหน้ายังคงบูดบึ้งเต็มไปด้วยโทสะ พร้อมตบใครก็ตามที่เสนอหน้ามาทำให้หงุดหงิดรำคาญใจดังนั้นผู้คนจึงกระโดดหลบหลีกทางทันทีเมื่อไป๋หลงเดินเฉียดมาใกล้
ขนาดรัชทายาทผู้สูงส่งด้วยชาติกำเนิดและแข็งแกร่งด้วยพลังมังกรฟ้า สตรีผู้นี้ยังกล้าตบ ซ้ำยังด่าทอว่าสารเลว! ดังนั้นทุกคนจึงมั่นใจว่าหากเวลานี้ใครกล้าทำให้นางโมโห ต้องถูกนางตบกลิ้งแน่นอน!
‘ไป๋หลงข้าสัมผัสได้ถึงจิตมารชั่วร้ายที่ทรงพลัง... การแข่งขันครั้งนี้เจ้าต้องระวังตัวไว้ให้ดี’เสียงกระแสจิตของเฟยหานตงดังขึ้นในหัวของไป๋หลงที่เดินไปยังไม่ไกลนัก
ไป๋หลงได้ยินแล้วชะงักเท้าก่อนจะหันกลับไปมองเฟยหานตง แล้วชูนิ้วกลางให้ ขณะถลึงตาใส่ด้วยความโกรธเคืองอย่างรุนแรง! ‘เรื่องนี้ข้ารู้แล้ว ระวังตัวเอาไว้ให้ดี!ระวังข้าจะถลกหนังเจ้า! มาทำกระเป๋าหนังเกล็ดมังกร!’
ไม่มีใครเข้าใจท่าทางชูนิ้วกลางของไป๋หลงว่าหมายความว่าอย่างไรแต่ท่าทางแล้วอาจเป็นการด่าทอประเภทหนึ่ง
‘หากเจ้าถลกหนังข้าแล้วหายโกรธข้าก็ยินดี’เฟยหานตงตอบกลับทางกระแสจิต แม้จะไม่เข้าใจว่าที่นางชูนิ้วกลางให้หมายความว่าอย่างไรก็ตาม
ไป๋หลงถลึงตาใส่เฟยหานตงที่ตอบกลับทางกระแสจิตด้วยน้ำเสียงจริงจัง คล้ายกลับว่ายินดีให้ถลกหนังจริงๆ ขอเพียงเธอหายโกรธทว่าแทนที่คนฟัง ฟังแล้วจะหายโกรธ กลับโมโหยิ่งกว่าเดิม
ใครมันจะไปถลกหนังจริงๆ! ก็แค่คำสบถด่าเท่านั้น! น่าโมโห! น่าโมโหที่สุด!