ขณะนี้ชายหนุ่มกำลังเดินอยู่หน้าขณะจูงมือหญิงสาวเขาจงใจเดินนำออกมาให้ห่างจากกลุ่มคนรับใช้พวกนั้นก่อนหยุดตัวลง
"พอจะทราบไหมครับว่าเรือนหมายเลขสิบสี่ไปทางไหน"
"ไปทางซ้ายเจ้าค่ะ"หญิงสาวในชุดเสี่ยวเอ้อก้มหน้าก่อนชี้มือออกไป
ตอนนี้ทั้งสองเดินผ่านสวนดอกไม้ด้านข้างมีสระน้ำใหญ่ปลาคาร์ปหลากสีแหวกว่ายอยู่ในนั้น ลูคัสแม้จะหันหลังแต่ภาพนิมิตก็เห็นภาพทุกสิ่งรอบกายอย่างชัดเจนหญิงสาวมองดอกไม้กับปลาในสระด้วยสายตาเป็นประกาย
เด็กหนุ่มถอนหายใจตัวเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมตนต้องเลือกสาวรับใช้มาด้วยความจริงตนเองต้องการจะอยู่เงียบๆคนเดียวเพื่อวางแผนอีกหลายสิ่ง การมีคนรับใช้มาอยู่ใกล้แบบนี้ทำให้ไม่สามารถทำอะไรได้ถนัดเท่าที่ควร
เมื่อพบกับประตูใหญ่ที่หลักด้วยอักษรสีทองว่าเรือนหมายเลขสิบสี่เขาก็ต้องตกใจ ตอนแรกลูคัสรู้จากหลินฉีแล้วว่าหากตนประลองแพ้ก็ต้องออกจากเรือนดารา ส่วนการท้าประลองนั้นเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาแต่ในหนึ่งเดือนทุกคนจะถือสิทธิ์ท้าประลองได้เพียงหนึ่งครั้ง และจะมีศิษย์ชั้นรองเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถท้าประลองกับลูคัสได้ แต่กฎนี้ก็พออนุโลมได้หากเป็นการยินยอมจากสองฝ่ายเหมือนที่ลูคัสขึ้นไปท้าประลองกับลี่เฉียง
เมื่อฟังกฎนี้ตนก็รู้สึกเห็นด้วยไม่งั้นทุกคนล้วนต้องแห่กันมาท้า ประลองกับอันดับสิบห้าที่เป็นอันดับสุดท้ายไม่ขาดสายแน่นอน กฎนี้ยกเว้นไว้สำหรับศิษย์แนวหน้าด้วยกันเพราะทุกคนมีสิทธิ์ที่จะท้าประลองกันเพื่อขยับอันดับตลอดเวลา
ลูคัสทราบมาอีกอย่างว่าหากถึงกำหนดเดือนคัดเลือกศิษย์ชั้นต้นคนที่ติดอันดับหนึ่งถึงสามของศิษย์ชั้นแนวหน้าจะสอบผ่าน
กลายเป็นศิษย์ชั้นต้นโดยปริยาย
"นายท่านไม่เข้าไปด้านในหรือ"เมื่อเห็นลูคัสหยุดอยู่หน้าประตูสักพักแล้ว หญิงสาวจึงถามขึ้น
"จริงด้วยขอโทษทีคิดอะไรเพลินไปหน่อย"ประตูถูกเปิดออก
ด้านในราวกับที่นี่เป็นคฤหาสน์ที่ซ้อนทับกันอยู่อีกหลังหนึ่งชุดรับแขก โต๊ะอาหาร ห้องด้านหลังที่เปิดโล่งเห็นพระจันทร์และหมู่ดาว เมื่อเดินเข้าไปสำรวจก็พบกับเตียงใหญ่ที่สามารถนอนกันได้ถึงสิบคนด้วยซ้ำ หญิงสาวไม่ได้ตามเขาเข้ามาดูเหมือนเธอจะชอบดอกไม้และปลาคาร์ปเอามากๆเธอหยุดสายตาไว้ที่จุดนั้นโดยไม่ขยับไปไหน
"เธอชอบปลาเหรอ"ลูคัสตัดสินใจพูดคุยเพราะดูแล้วอายุของเธอยังไม่ถึงยี่สิบดี
"เจ้าค่ะ"หญิงสาวยังคงก้มหน้าตอบอย่างสุภาพ
"ผมชื่อลูคัสมาจากแดนเหนือแล้วเธอล่ะ"เด็กหนุ่มเดินเข้ามาใกล้
"ชื่อ เตียวฉาน...มาจากดินแดนรอบนอก" หญิงสาวพูดอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“ไม่ต้องสุภาพมากก็ได้อายุเราคงไม่ได้ห่างกันสักเท่าไหร่หรอกอยู่ข้างนอกก็ทำทีเป็นสาวใช้แต่อยู่ในนี้เรานับว่าเป็นสหายกันตกลงไหม" ลูคัสเอ่ยออกไปอย่างเป็นกันเอง
หญิงสาวนิ่งเงียบไปก่อนร่างกายจะสั่นเทาเล็กน้อย
"เอ่อคือ ผมพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า"เด็กหนุ่มรู้สึกอ่อนไหวหญิงสาวบอบบางตัวคนเดียวต้องมาเป็นสาวรับใช้ให้กับใครก็ไม่รู้เธอคงรู้สึกอ้างว้างเป็นธรรมดา
"ไม่ต้องกลัวหรอกนะผมไม่ใช้คุณทำอะไรที่คุณไม่ชอบหรอก" ลูคัสเริ่มกลับมาใช้สรรพนามสุภาพเมื่อเห็นว่าเธอเงียบไป
ภาพบรรยากาศตอนนี้ราวกับฉากโรแมนติกในละครสักเรื่อง ชายหนุ่มที่กำลังยืนส่งสายตาสงสารมายังหญิงสาวที่กำลังนั่งก้มหน้าตัวสั่นอยู่ริมสระพระจันทร์กลมโตสว่างสะท้อนจะผิวน้ำ สายลมพัดโชยพัดพากลีบโบตั๋นสีแดงสดร่วงลงมาเป็นระยะ
"เมื่อยจริงโว้ย"หญิงสาวทะลึ่งตัวขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
"ข้าหิวแล้วเมื่อไหร่เจ้าจะสั่งอะไรมากินเสียทีรู้มั้ยว่าการเป็นสาวกที่ตีนเขามันโค-ตะ-ระจะเหนื่อยเลย"เธอเสยผมขึ้นมาราวกับสาวน้อยแก่นแก้ว
ลูคัสผงะไปเมื่อได้เห็นเธอแสดงกิริยาแบบนี้
"เออแล้วเตียงนั่นข้าขอนะส่วนเจ้าก็...นอนไหนก็เลือกๆเอา" เตียวฉานชี้ไปที่เตียงขาวด้วยรอยยิ้ม
เมื่อเห็นเด็กหนุ่มยื่นนิ่งไม่ขยับเขยื้อน
"เอ๋าเจ้ายืนบื้ออยู่ทำไมไปสั่งอาหารมาเร็วเข้ายิ่งเยอะยิ่งดีรู้ไหมสองวันมานี้ข้ากินแต่ข้าวต้มแล้วก็ผักดองรสชาติห่วยๆ จนลิ้นชาไปหมด"เตียวฉานแผดเสียงลั่น
ลูคัสยืนนิ่งไม่ขยับก่อนจะเริ่มพูดออกมา
"อะเอ่อ ดะได้สิ"เด็กหนุ่มเดินตรงไปที่ประตูอย่างเหม่อลอย
"เดี๋ยววว ขอเสื้อผ้าสตรีสวยๆมาให้ด้วยเอาชุดแดงนะข้าชอบสีแสง ไวไวด้วยล่ะ"
"คะครับ" เด็กหนุ่มเดินออกจากเรือนหมายเลขสิบสี่ราวกับคนที่วิญญาณออกจากร่าง
เมื่อเขาก้าวออกมาคนรับใช้คนอื่นก็พากันวิ่งมาสอบถาม
"นายท่านต้องการสิ่งใดโปรดบอกแก่ข้าผู้นี้ได้เลยขอรับ"ชายหนุ่มท่าทางผอมแห้งถามออกมา
"นายท่านขอรับ นายท่าน..."
"อะเอ่อนั่นสิ ขออาหารอะไรก็ได้หลายๆอย่าง เสื้อผ้าสตรีสีแดงด้วย แล้วเอาไปส่งที่เรือนดาราหมายเลขสิบสี่..."ลูคัสยังคงยืนนิ่งด้วยอาการเหม่อลอย
"แค่นี้..หรือขอรับ"ชายร่างผอมถามอีกครั้ง
"อะอือแค่นี้แหละ"เด็กหนุ่มตอบก่อนเดินโซเซไปนั่งที่โต๊ะม้าหิน สายตาเงยมองพระจันทร์
"หรือเรากำลังฝันไป" เพี้ยะ! เสียงดังสนั่นไปทั่วบริเวณ
ทำให้เหล่าคนรับใช้ถึงกับต้องมองกันเป็นตาเดียว
"เจ้าเห็นเหมือนข้าหรือไม่"หญิงสาวรับใช้ผู้หนึ่งถามกับชายอ้วนด้านข้าง
"ข้าเห็น นายน้อยผู้นั้นตบตีตัวเอง"ชายอ้วนกระซิบ
"แสดงว่า..."ทั้งสองหันหน้าเข้าหากัน
ตอนนี้พวกเขาสรุปแล้วว่านายน้อยคนใหม่ของเรือนดาราหมายเลขสิบสี่เป็นพวกซาดิสม์ชอบทำร้ายตัวเอง ในที่สุดข่าวนี้ก็แพร่กระจายลามไปทั่วเรือนดาราแห่งนี้หญิงสาวรับใช้หน้าตางดงามนางแรกที่เคยเสนอตัวอยากรับใช้ลูคัสถอนหายใจอย่างโล่งอก อาการเศร้าโศกของเธอหายเป็นปลิดทิ้งพร้อมยิ้มอย่างมีความสุขดีเท่าไหร่แล้วที่ตนไม่ต้องเป็นทาสของคนชอบใช้กำลังแบบนั้น ตอนนี้เหล่าสาวกที่ไม่ถูกเลือกตัวต่างรู้สึกสงสารสาวน้อยเตียวฉานอย่างจับใจ
เมื่อคนรับใช้ชายที่ถูกสั่งให้นำอาหารและชุดแดงไปส่งก็ต้องขนพองสยองเกล้าจินตนาการของเขาทะยานไปไกลถึงดวงจันทร์เรียบร้อย คืนนี้นายน้อยผู้นั้นคงนำแส้ฟาดสาวใช้จนหมดแรงเขาถึงได้เตรียมอาหารไปมากมายเพื่อกินบำรุงกำลังและเสื้อผ้าสีแดงที่นำไปให้สาวใช้ผลัดเปลี่ยนเพื่อจะได้กลมกลืนกับสีโลหิตแดงฉานไม่ให้เป็นที่น่าสงสัยของคนทั่วไป
ในที่สุดลูคัสก็ทำใจดีสู้เสือกลับมาที่เรือนดาราหมายเลขสิบสี่
"เจ้าไปไหนมาตั้งนานนั่งสิกินด้วยกัน"หญิงสาวในชุดแดงสดผิวขาวกระจ่างใสนั่งยกขาขึ้นข้างหนึ่งราวกับบุรุษแทะตีนไก่อย่างสบายเอารมณ์อยู่ริมสระน้ำ
"ขอเหล้า"ลูคัสกล่าวก่อนไปนั่งตรงข้ามเธอแล้วรินเหล้าในกากระดกกินไปสองอึกใหญ่
เมื่อมองดีๆก็พบว่าใบหน้าของสตรีนางนี้ขาวนวล เตียวฉานจัดว่าสวยงามพอใช้ แต่เมื่อเห็นกลีบปากชมพูที่กำลังแทะตีนไก่ก่อนดูดกินอย่างเอร็ดอร่อยเขาก็ต้องส่ายศีรษะ
"ข้างดงามใช่ไหมล่ะไม่ต้องเขินหรอกคนแถวบ้านข้าใครๆ ก็พูดแบบนั้น" เตียวฉานกล่าวออกขณะเรอออกมาหนึ่งครั้ง
น้ำตาลูคัสกำลังไหลอยู่ในใจนอกจากสาวน้อยคนนี้จะเฟี้ยวฟ้าวมะพร้าวเรียกปู่ ยังหลงตัวเองจนอยากจะยกโล่ให้
"แล้วคุณทำไมมาเป็นสาวกที่นี่ได้ล่ะ"ในเมื่อนึกเสียใจไปก็เท่านั้นตนจึงเลือกผูกมิตรกับเธอไว้จะดีกว่า
"ที่บ้านไม่สอนเหรอว่าอย่ายุ่งเรื่องของผู้อื่น..."ปากเล็กที่กำลังแทะตีนไก่พูดอย่างอู้อี้
ประโยคนี้ทำให้เด็กหนุ่มเงียบทันทีก่อนจะยกเหล้าทั้งกามาซดเข้าไป
"พูดก็พูดตอนแรกคิดว่าที่นี่จะกินดีอยู่ดีแต่เจ้ารู้หรือไม่พวกมันใช้งานข้าจนหากแทนตัวว่าทาสยังจะดูหรูหราจนเกินไป" เจ้าสาวบ่นขณะกำลังแทะไก่ตีนที่สอง
"ไก่พวกนี้รสชาติดีนะ ผู้ฝึกตนที่นี่กินดีอยู่ดีเหมือนกันรู้แบบนี้ข้าน่าจะขยันฝึก"หญิงสาวก็บ่นไปตามประสา
เมื่อสำรวจการบ่มเพาะของเธอดูก็พบว่าเตียวฉานมีระดับการบ่มเพาะยังไม่ถึงอาณาจักรพลังขั้นที่1 ด้วยซ้ำ ลูคัสคิ้วกระตุกอีกครั้งก่อนถอนหายใจด้วยความโล่งอกหากนางมารน้อยผู้นี้มีระดับการบ่มถึงระดับจักรพรรดิฟ้าทวีปวู้ดส์แลนด์คงถึงคราวพินาศ
"ในเมื่ออยู่ที่นี่ไม่สนุกเอาเงินนี่ไปแล้วออกไปใช้ชีวิตข้างนอกเถอะพี่สาวเตียวฉาน"ลูคัสหยิบถุงเงินใหญ่ออกมาในนั้นมีเหรียญทองเอ่อล้นจนนับไม่ถ้วน ก่อนจะหยิบแหวนมิติที่ปล้นมาจากผู้ฝึกตนคนอื่นมอบให้อีกหลายวง
เตียวฉานมองกองเงินนั่นด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย
"อยู่ที่นี่เงินสักแดงก็ไม่ต้องจ่ายไม่มีใครกล้าทำอะไรสาวใช้ศิษย์แนวหน้าแบบเจ้าด้วยแม้ข้าเตียวฉานจะเรียนมาน้อยแต่ก็ไม่ได้โง่นะ"
ตอนนี้น้ำตาของเด็กหนุ่มกำลังจะไหลออกมาจริงๆแล้วนางมารน้อยผู้นี้ฉลาดเฉลียวยิ่งนักแถมยังเด็ดขาดอีกด้วย
"พี่สาวเตียวฉานไม่กลัวผมเหรอเห็นแบบนี้ผมแข็งแกร่งมากเลยนะ" ลูคัสปล่อยกลิ่นอายผู้ฝึกตนอาณาจักรพลังที่ 4ออกมาทำให้ปราณโดยรอบถึงกับสั่นสะเทือน
เตียวฉานเหลือบมองครั้งหนึ่งก่อนจะเริ่มหันไปหาขนมหวานเธอไม่สนใจสิ่งที่ลูคัสพูดด้วยซ้ำ
"อะแฮ่มถ้าเกิดผมคลุ้มคลั่งขึ้นมาแค่ฝ่ามือเดียวก็ฆ่าคนได้แล้วนะจะบอกให้"เด็กหนุ่มต้องข่มขู่ให้ดูน่ากลัวสักหน่อยอีกฝ่ายจะได้ยอมถอยไปแต่โดยดี
เตียวฉานวางขนมหวานลงก่อนประเมินชายตรงหน้าดวงตาสีน้ำข้าวมองไล่ลงมาตั้งแต่หัวจรดเท้าอยู่สามรอบ
"เป็นไงล่ะเริ่มกลัวแล้วใช่ไหมพี่สาวเตียวฉานพักนี้ผมอารมณ์แปรปรวนซะด้วยไม่รู้เป็นอะไรชักอยากจะเห็นเลือดสดๆ"
เมื่อเห็นเตียวฉานเริ่มใช้สีหน้าครุ่นคิดลูคัสก็เริ่มยิ้มในใจ
"รู้ไหมว่าตอนที่ผู้คนศีรษะหลุดกระเด็นออกไปน่ะมันเจ็บปวดมากนะ"ตีเหล็กต้องตีตอนร้อนเด็กหนุ่มบรรยายซะเกือบเห็นภาพ
"เพ้ยเจ้ามาพูดเรื่องเลือดศีรษะหลุดอะไรตอนนี้ มิเห็นหรือว่าข้ากำลังกินอยู่มารยาทน่ะมีมั้ยอีกอย่างนะไม่ต้องมาทำเป็นขู่หรอกข้าไม่กลัว"เตียวฉานตอบอย่างมั่นใจก่อนหัวเราะร่า
"ทำไมถึงไม่กลัวล่ะ"ลูคัสถามด้วยความสงสัยนี่ขนาดตนยกเรื่องนั้นเรื่องนี้ทำท่าทางประกอบนางมารน้อยผู้นี้ยังหัวเราะได้
"เจ้าน่ะดูสารรูปตนเองหรือเปล่าใบหน้าหวานจนสตรียังอาย หุ่นก็..ก็พอใช้ผิวก็ขาวผ่องเป็นยองใยเนียนนุ่มยังกะทารก"
ขณะพูดหญิงสาวลูบใบหน้ากับแขนของลูคัสไปด้วยทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกขนลุกซู่
"คนอย่างเจ้าเนี่ยนะกล้าฆ่าคนเผลอๆเห็นเลือดหยดสองหยดอาจจะเป็นลมล้มพับไปเลยก็ได้ หากเจ้าโกหกว่าเป็นมัจจุราชสีขาวยังดูน่าเชื่อเสียกว่า"เธอพูดเร็วจนลูคัสฟังแทบไม่ทัน
เสร็จแล้วหญิงสาวหันไปคัดเลือกกองขนมหวานก่อนทำสีหน้าครุ่นคิดว่าจะกินสีไหนก่อนดี
ในเมื่ออีกฝ่ายไม่เชื่อแบบนี้ตนก็จำเป็นต้องงัดไม้ตายออกมาใช้แล้ว
"พี่เตียวฉานรู้แล้วอย่าไปบอกใครนะ"ลูคัสทำสีหน้าเคร่งขรึมก่อนจะทำทีเป็นหันซ้ายหันขวา
ท่าทางแบบนี้ทำให้เตียวฉานรู้สึกสนใจเป็นอย่างมาก
"ผมนี่แหละ มัจจุราชสีขาว"
.