บทที่ 49
ช่างบังอาจนัก
ไม่แปลกใจเลยที่หญิงชราผู้หยาบคายคนนี้ไม่กลัวนาง ตอนนี้ไม่มีใครไม่รู้ว่าเมิ่งอวิ๋นเสียงเป็นไท่จื่อเฟยเพียงแค่ในนาม สวามีของนางไม่โปรดปรานนาง และนิสัยของนางก็เย่อหยิ่งและน่ารำคาญ ต่อให้นางจะถูกคนอื่นรังแก ไท่จื่อก็จะทำเป็นปิดตาข้างหนึ่งและเพิกเฉยเสีย ซึ่งทำให้นางเสียอำนาจในตำหนักบูรพาไป
ยิ่งกว่านั้นคือในตำหนักตอนนี้ บุคคลผู้เป็นที่โปรดปรานที่สุดของไท่จื่อคือไท่จื่อผินที่เพิ่งได้ตำแหน่ง ไท่จื่อปฏิบัติต่อนางราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า ในสายตาของเหล่าคนรับใช้จึงมองว่าสถานะของไท่จื่อเฟยนั้นด้อยกว่าไท่จื่อผินยิ่งนัก และบางคนถึงกับคิดว่าอีกไม่นานไท่จื่อผินก็จะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นไท่จื่อเฟยแทน ทำให้คนในตำหนักปฏิบัติต่อไท่จื่อผินเป็นอย่างดี ซึ่งหญิงชราผู้นี้ก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น ดังนั้นตอนนี้นางจึงดูถูกเมิ่งอวิ๋นเสียงมากกว่าเดิม
เมื่อคิดว่าตนได้รับการสนับสนุนเบื้องหลังจากไท่จื่อผิน หญิงชราผู้หยาบคายก็ยิ่งไม่เห็นเมิ่งอวิ๋นเสียงอยู่ในสายตา และยิ่งแสดงท่าทางเย่อหยิ่งเสียยิ่งกว่าเดิม
“เมื่อครู่นี้ข้าได้ยินผิดไปอย่างนั้นหรือ?” เมิ่งอวิ๋นเสียงหันกลับไปถามหญิงสาวสองคนข้างนาง ชิงหลัวส่ายหน้าอย่างรุนแรง เมื่อหญิงชราเห็นเช่นนั้นก็หันไปถลึงตาใส่หงหลัน สายตาของนางเต็มไปด้วยความดุดัน
เมื่อหงหลันเห็นเช่นนี้ก็มองนางด้วยความหวาดกลัว แล้วก้มหน้าลงอีกครั้ง หญิงชราพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะมองเมิ่งอวิ๋นเสียง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “ดูสิ ไท่จื่อเฟย ข้าเกรงว่าพวกท่านจะฟังผิดกันทั้งคู่”
ก่อนที่นางจะพูดจบก็มีเสียงพูดแบบกัดฟันดังมาจากข้างหลังนาง “ไท่จื่อเฟยได้ยินถูกต้องแล้ว ท่านพูดจาหยาบคายและดูหมิ่นไท่จื่อเฟย”
หงหลันกัดริมฝีปากของตนขณะจ้องมองหญิงชราด้วยดวงตาแดงก่ำ ราวกับจะใช้สายตาแช่งชักหักกระดูกนาง
“ดูสิ พวกเราสามในสี่คนได้ยินเหมือนกัน ชิงหลัว บอกเปิ่นกงสิว่าเราควรทำอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้?” เมิ่งอวิ๋นเสียงหมุนไม้เท้าในมือของนางไปมา แล้วเหลือบมองหญิงชราอย่างเย็นชา ขณะที่แสร้งทำเป็นถามขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ
“ข้ารับใช้ที่บังอาจดูถูกเจ้านายตามใจชอบ ตามกฎแล้วมีโทษถึงตายเพคะ” ชิงหลัวพูดอย่างแช่มช้า
เมิ่งอวิ๋นเสียงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “เจ้าได้ยินหรือไม่?” หลังจากพูดจบแล้ว นางก็มองหญิงชราผู้หยาบคายอีกครั้ง
แต่แล้วนางก็เห็นหญิงชราผู้หยาบคายเงยหน้าขึ้นหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะมองเมิ่งอวิ๋นเสียงด้วยสายตาเยาะเย้ย แล้วพูดว่า “ท่านคิดว่าท่านมีสิทธิ์ใช้กฎนี้หรือ? ท่านคิดว่าตอนนี้ท่านมีสถานะเป็นไท่จื่อเฟยจึงคิดจะทำอะไรก็ได้ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วมันเป็นแค่เปลือกที่กลวงเปล่า ข้าจะบอกให้ว่าแม้ว่าท่านจะเป็นไท่จื่อเฟย แต่ตอนนี้ท่านก็ไม่อาจแตะต้องข้าได้ ไม่ใช่แค่ข้าแต่เป็นทุกคนในตำหนักแห่งนี้ ท่านเป็นไท่จื่อเฟยเพียงในนามเท่านั้น หัดเจียมกะลาหัวเสียบ้าง!” เมื่อพูดจบนางก็หัวเราะอย่างทะนงตัวอีกครั้ง
จากนั้นนางก็จ้องหงหลันอีกครั้ง แววตาของนางเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม “ ส่วนเจ้า วันนี้ข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ว่าจุดจบของคนที่ไม่เชื่อฟังข้านั้นเป็นเช่นไร”
เมื่อหงหลันเห็นหญิงชราผู้หยาบคายเดินเข้ามาหานาง นางก็ทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว และร้องขอความเมตตาครั้งแล้วครั้งเล่า
ดวงตาของเมิ่งอวิ๋นเสียงเย็นชาเมื่อได้ยินคำพูดนั้น นางจ้องมองหญิงชราแล้วพูดว่า “ช่างบังอาจยิ่งนัก กล้าเอ่ยวาจาหยาบคายออกมาโดยไม่เกรงกลัวกฎระเบียบ”
เมื่อนางพูดจบก็ยกไม้เท้าในมือขึ้น หมายจะฟาดหญิงชราด้วยความเร็วปานสายฟ้า
แต่ดูเหมือนว่าหญิงชราจะมีตาอยู่ข้างหลัง นางหันกลับมาแล้วยกมือใหญ่ขึ้นคว้าไม้ทันที ก่อนจะออกแรงเหวี่ยงอีกครั้งจนไม้เท้ากระเด็นออกไป