ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 515 : เศษเสี้ยวสวรรค์ที่ถูกทอดทิ้ง

จารึกที่ 515 : เศษเสี้ยวสวรรค์ที่ถูกทอดทิ้ง : หยดน้ำตาแห่งเจตจำนง


ความหนาวเย็นในสุสานดวงดาว เสียดแทงทะลุเสื้อคลุมสีครามที่ขาดวิ่นของอาเจีย ทว่าความหนาวเหน็บเหล่านั้น กลับเทียบไม่ได้กับความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจาก 'ดวงตาสีขาวบริสุทธิ์' ของเด็กหนุ่มร่างผอมโซที่ยืนอยู่เบื้องหน้า


มันคือรูปแบบดวงตาที่ปราศจากความเมตตา ไร้ซึ่งอารมณ์ เป็นสิ่งเดียวกับที่เพิ่งพิพากษาลบตัวตนของอาเจียเมื่อไม่นานมานี้!


อาเจียกระชับพู่กันแห่งเจตจำนงในมือแน่น ปราณวิญญาณที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดถูกรีดเค้นขึ้นมาเตรียมพร้อม "เจ้าเป็นใคร... เหตุใดตัวแทนแห่งสวรรค์ จึงมาอยู่ในสภาพน่าสมเพชเช่นนี้"


เด็กหนุ่มมิได้ขยับตัวเข้ามาใกล้ เขาทรุดตัวลงนั่งยองๆ กับพื้นศิลา ทอดสายตามองตราประทับบนแผ่นหลังของอาเจียที่ยังคงเรืองแสงสีขาวจางๆ


"ข้ามิใช่ตัวแทน..." เสียงของเด็กหนุ่มแหบพร่า ประดุจเสียงกระซิบของสายลมที่พัดผ่านกระดูกแห้ง "ข้าคือ 'ความผิดพลาด' ... คือขยะที่มันตัดทิ้ง เพื่อให้ระบบของมันสมบูรณ์แบบ"


"ขยะที่สวรรค์ตัดทิ้ง?" อาเจียหรี่ตาลง ค่อยๆ ลดพู่กันลงเล็กน้อย ทว่ายังไม่คลายความระแวดระวัง


เด็กหนุ่มพยักหน้าช้าๆ "เจตจำนงสวรรค์ต้นกำเนิด... เกิดขึ้นมาเพื่อค้ำยันกฎเกณฑ์และรักษาสมดุล ทว่า เมื่อมันปกครองหมื่นภพเนิ่นนานเข้า มันเริ่มสังเกตเห็นว่า 'สิ่งมีชีวิต' มักจะทำลายกฎเกณฑ์ด้วยสิ่งที่เรียกว่า 'อารมณ์' ... ความโกรธ ความรัก ความเมตตา ความริษยา... อารมณ์เหล่านั้น คาดเดาไม่ได้ และมักก่อให้เกิดความยุ่งเหยิง"


เด็กหนุ่มชี้มือที่ผอมติดกระดูกมาที่อกของตนเอง "เพื่อที่จะคำนวณและกำจัดความยุ่งเหยิงเหล่านั้น เจตจำนงสวรรค์จึงพยายาม 'ทำความเข้าใจ' อารมณ์... มันแบ่งปันส่วนหนึ่งของตนเอง ให้เรียนรู้ความรู้สึกเหล่านั้น... และส่วนนั้น ก็คือข้า"


"ทว่า เมื่อข้าเริ่มเข้าใจความเจ็บปวด เริ่มเข้าใจความสงสาร... ข้าก็เริ่ม 'ตั้งคำถาม' ต่อการพิพากษาของมัน" นัยน์ตาสีขาวของเด็กหนุ่มสั่นไหวเล็กน้อย "มันพบว่า การมีอารมณ์ ทำให้การตัดสินใจ 'ลังเล' ซึ่งขัดต่อหลักการความจริงสัมบูรณ์... มันจึงตัดข้าทิ้ง ประทับตราล้างบาง และโยนข้าลงมาในสุสานดวงดาวแห่งนี้ ให้เน่าเปื่อยไปพร้อมกับซากศพของดวงดาว"


อาเจียนิ่งอึ้งไป ความแค้นที่เขามีต่อสวรรค์เบื้องบน กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจอันลึกซึ้ง... สวรรค์มิได้แข็งแกร่งอย่างไร้เทียมทาน ทว่ามัน 'หวาดกลัว' ความเปลี่ยนแปลงและอารมณ์ จนต้องหั่นเฉือนตัวเองทิ้ง!


"เจ้าอยู่ที่นี่มานานเท่าใดแล้ว" อาเจียเอ่ยถามเสียงอ่อนลง เก็บพู่กันกลับเข้าไปในฝักที่เอว


"เนิ่นนาน... นานจนข้าลืมเลือนไปแล้วว่าความอบอุ่นเป็นเช่นไร" เด็กหนุ่มกอดเข่าตัวเองแน่น "ตราประทับบนหลังของข้า ดึงดูดภัยพิบัติมานับไม่ถ้วน ทว่าเมื่อข้าซ่อนตัวอยู่ในดวงดาวที่ตายแล้ว สวรรค์ก็ไม่อาจล็อกเป้าหมายข้าได้อย่างแม่นยำ... ข้าดิ้นรนเอาชีวิตรอด ซากอุกกาบาตแล้วซากเล่า... จนกระทั่งข้าได้กลิ่นอายของ 'กฎเกณฑ์ใหม่' ที่เจ้าสร้างขึ้น"


เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองอาเจีย แววตาของเขามีประกายของความหวังที่ริบหรี่ "ผู้ถือพู่กัน... เจ้าคือคนที่ใช้กระดาษสูญตารองรับความวิบัติใช่หรือไม่? เจ้าคือคนที่กล้า 'แทรกแซง' การคำนวณของมันใช่หรือไม่!"


"ข้าคือราชันหมื่นอักขระ" อาเจียตอบเสียงหนักแน่น "ข้าไม่ได้แค่แทรกแซง ทว่าข้าจะบัญญัติกฎเกณฑ์ใหม่ ที่มีที่ยืนให้กับความรู้สึกและความเป็นอิสระ"


"เช่นนั้น... เจ้าช่วยลบตราประทับให้ข้าได้หรือไม่!" เด็กหนุ่มพุ่งเข้ามากอดขาของอาเจีย ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน "ข้าไม่อยากหลบซ่อนอยู่ในความมืดนี้อีกต่อไป! ข้าอยากเห็นแสงตะวัน! ข้าอยากเรียนรู้ว่าความรักที่แท้จริงเป็นเช่นไร!"


อาเจียก้มมองเด็กหนุ่มผู้เป็นเศษเสี้ยวของสวรรค์ นัยน์ตาสูญตาสะท้อนภาพความสิ้นหวังนั้น ชายหนุ่มทรุดตัวลงคุกเข่า ทาบฝ่ามือลงบนตราประทับที่หลังของตนเอง ซึ่งยังคงสร้างความเจ็บปวดให้เขาทุกขณะจิต


"ตราประทับนี้ สร้างจากเจตจำนงสัมบูรณ์... การจะลบมันด้วยอักขระของข้าเพียงอย่างเดียว ย่อมไม่อาจทำได้ เพราะข้ายังไม่เข้าใจโครงสร้างรากฐานของมัน" อาเจียอธิบายตามความเป็นจริง "ทว่า... หากเจ้ารู้จักโครงสร้างของมัน เราอาจมีหวัง"


"ข้ารู้!" เด็กหนุ่มพยักหน้ารัวๆ "ตราล้างบางสวรรค์ สร้างขึ้นจาก 'ความไร้อารมณ์' ... มันทำลายทุกสิ่งที่มีความรู้สึก! หากเราต้องการลบมัน เราต้องใช้ 'หมึก' ที่สกัดมาจาก 'อารมณ์ที่รุนแรงที่สุด' ผสมกับเจตจำนงแห่งการรังสรรค์ของเจ้า... นำมาเขียนทับโครงสร้างของมัน!"


"อารมณ์ที่รุนแรงที่สุด..." อาเจียหรี่ตาลง แท่นหมึกบรรพกาลลอยออกมาจากมิติของไป่จื่อ "เมื่อครู่ ข้าใช้เจตจำนงของมิตรสหายและเลือดของข้า สร้างหมึกวิญญาณแห่งสวรรค์ไปแล้ว... ทว่ามันยังไม่เพียงพอจะลบตราประทับงั้นหรือ"


"เลือดของเจ้า มีเจตจำนงแห่งอิสรภาพ ทว่ามันยังขาด 'ตัวแปรสวรรค์' !" เด็กหนุ่มชี้มาที่ดวงตาสีขาวของตน "สวรรค์ใช้ตรรกะในการลบ... เราต้องใช้ 'น้ำตาของสวรรค์' ในการเขียนทับ!"


"น้ำตาของสวรรค์?"


"สวรรค์ต้นกำเนิด ร้องไห้ไม่เป็น... ทว่าข้า คืออารมณ์ของมัน" เด็กหนุ่มหลับตาลง เค้นความรู้สึกทั้งหมดที่เขาต้องเผชิญในสุสานดวงดาวอันมืดมิดนับอสงไขย ความเหงา ความหวาดกลัว ความโหยหาแสงสว่าง


หยดน้ำตาสีเงินยวง ค่อยๆ ไหลรินออกจากหางตาของเด็กหนุ่มผู้มีดวงตาสวรรค์ มันมิใช่น้ำตาธรรมดา ทว่ามันแผ่กลิ่นอายของ 'ความเศร้าโศกระดับพหุจักรวาล' ที่อัดแน่นและบริสุทธิ์ที่สุด!


"นี่คือ... น้ำตาแห่งเจตจำนง" อาเจียประคองหยดน้ำตาสีเงินนั้นไว้ในฝ่ามือ ก่อนจะหยดมันลงในแท่นหมึกบรรพกาล!


วิ้งงงง!


ทันทีที่น้ำตาแห่งสวรรค์ตกกระทบแท่นหมึก มันก็หลอมรวมกับเศษหมึกวิญญาณเดิม ก่อเกิดเป็น 'หมึกสีเงินประกายดำ' ที่แผ่กลิ่นอายอันแสนเศร้า ทว่ากลับมีความยืดหยุ่นและลึกล้ำอย่างไม่อาจหยั่งถึง! มันคือหมึกที่เกิดจากการผสานระหว่าง 'เจตจำนงรังสรรค์' และ 'อารมณ์แห่งสวรรค์' !


"ไป่จื่อ... อู๋... องค์หญิงน้อย" อาเจียสูดลมหายใจลึก "ถึงเวลาปลดแอกตัวเองแล้ว!"


วิญญาณทั้งสามตอบรับอย่างพร้อมเพรียง ไป่จื่อกางกระดาษสูญตาออกรองรับพลังปราณที่กระเพื่อม อู๋และองค์หญิงน้อยผสานพลังเข้าสู่พู่กันแห่งเจตจำนง


อาเจียตวัดพู่กันจุ่มลงในหมึกสีเงินประกายดำ ชายหนุ่มเดินอ้อมไปเบื้องหลังของเด็กหนุ่ม "ข้าจะทดลองเขียนทับตราประทับของเจ้าก่อน อดทนความเจ็บปวดไว้ให้ดี!"


"ข้าทนความมืดมานับอสงไขย... ความเจ็บปวดแค่นี้ ข้ายินดีรับ!" เด็กหนุ่มกัดฟันแน่น


"จารึกรังสรรค์... คลี่คลายสัจธรรม ลบล้างทัณฑ์สวรรค์!"


อาเจียตวัดพู่กันอย่างวิจิตรบรรจง ขีดเขียนอักขระ 'ผันแปร' (变) และ 'อิสระ' (由) ทับลงบนตราล้างบางรูปดวงตากลางหกเหลี่ยม!


ฉ่าาาา!


หมึกสีเงินประกายดำ ทำปฏิกิริยากับตราประทับสวรรค์อย่างรุนแรง! อารมณ์ความเศร้าโศกที่อยู่ในหมึก เข้าไป 'แทรกแซง' ความตายตัวของตรรกะสวรรค์ ตราประทับที่เคยเยือกเย็น พลันเกิดอาการรวนและกะพริบอย่างบ้าคลั่ง!


เด็กหนุ่มแผดเสียงร้องลั่น ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ทว่าอาเจียไม่หยุดมือ ชายหนุ่มเร่งปราณวิญญาณเฮือกสุดท้าย กดปลายพู่กันฝังลึกลงไปในวิถีเต๋า!


"สลายไปเสีย... โซ่ตรวนแห่งความตายตัว!"


เปรี๊ยะ... แคร้ง!


เสียงราวกับกระจกหนาถูกทุบแตกดังก้องถ้ำศิลา! ตราล้างบางสวรรค์บนแผ่นหลังของเด็กหนุ่ม แตกสลายกลายเป็นละอองแสงสีขาว และสลายหายไปในความมืดมิด!


เด็กหนุ่มทรุดตัวลงหอบหายใจ ทว่าใบหน้าของเขากลับเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มที่กว้างที่สุด นัยน์ตาสีขาวบริสุทธิ์ของเขา เริ่มปรากฏ 'ตาดำ' สีน้ำตาลเข้มขึ้นมา บ่งบอกถึงความเป็นมนุษย์และอารมณ์ที่สมบูรณ์แบบ!


"ข้าเป็นอิสระแล้ว... ข้าไม่ได้เป็นเป้าหมายของมันอีกแล้ว!" เด็กหนุ่มร้องไห้โฮออกมาด้วยความดีใจ


อาเจียยิ้มกว้าง ร่างกายที่บาดเจ็บทรุดลงนั่งกับพื้นเช่นกัน ทว่าในใจกลับเปี่ยมด้วยความหวัง "ตาข้าล่ะ... เขียนทับตราบนหลังข้า..."


ทว่า ก่อนที่อาเจียจะได้ตวัดพู่กันเข้าหาแผ่นหลังตนเอง...


ครืนนนนนนนน!


สุสานดวงดาวทั้งอาณาเขต พลันสั่นสะเทือนระดับล่มสลาย! ซากดาวเคราะห์เคราะห์ที่พวกเขาใช้ซ่อนตัว เกิดรอยร้าวขนาดยักษ์และกำลังจะแตกเป็นสองซีก!


"เกิดสิ่งใดขึ้น!" เด็กหนุ่มที่เพิ่งได้ตาดำมา เบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก


อาเจียเงยหน้าขึ้นมองเพดานถ้ำที่ถล่มลงมา นัยน์ตาสูญตาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเทพทัณฑ์สวรรค์!


"การที่ข้าลบตราประทับของเจ้า... เป็นการส่งสัญญาณกระตุกหนวดเจตจำนงสวรรค์ต้นกำเนิดอย่างรุนแรง!" อาเจียกำพู่กันแน่น "มันรู้แล้วว่า ความลับของมันกำลังถูกเปิดเผย... มันจึงส่งผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าการพิพากษาลงมา!"


บนท้องฟ้าเหนือซากดวงดาวที่แตกสลาย รอยแยกมิติสีทองคำมิได้ปรากฏ ทว่ากลับปรากฏ 'ประตูสัมฤทธิ์' ขนาดยักษ์ที่เก่าแก่และเต็มไปด้วยคราบสนิมเลือด!


ประตูนั้นค่อยๆ เปิดออก พร้อมกับร่างของ 'หุ่นเชิดกระดูกศิลา' สามตน ที่ก้าวเดินออกมา พวกมันไม่มีตา ไม่มีปาก มีเพียงกลิ่นอายแห่ง 'การรีเซ็ต' จักรวาล!


"พวกมันคือ 'ผู้กวาดล้างบรรพกาล' ..." เด็กหนุ่มเสียงสั่นเทา "พวกมันถูกสร้างมาเพื่อลบเลือนทั้งระบบ... มิใช่แค่บุคคล! หากพวกมันลงมือ จักรวาลชั้นล่างทั้งหมด... จะถูกรีเซ็ตให้กลับไปเป็นความว่างเปล่า!"


อาเจียยังไม่ทันได้ลบตราประทับของตน ศัตรูระดับที่สามารถลบจักรวาลได้ทั้งใบ ก็มาเยือนถึงหน้าประตู! ในสภาวะที่บาดเจ็บและพลังเหือดแห้ง ราชันหมื่นอักขระจะหาทางรอดจากผู้กวาดล้างบรรพกาลได้อย่างไร!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน