สัตย์สาบานแห่งดวงดาว

    ตอนที่ 129 ต้องคืนนี้เลย

    ยูรันมองดูทุกคน ก่อนตบมือเบา ๆ


    “เอาละ หลักสูตรเบื้องต้นจบเพียงเท่านี้”


    หนานอวี้ชะงัก


    “จบแล้วหรือ?”


    “เลยเวลาเที่ยงมานานแล้ว ข้าหิว”


    ยูรันตอบราวกับเป็นเหตุผลสำคัญที่สุด


    “เรื่องฝึกควบคุมพลังค่อยทำต่อภายหลัง วันนี้พวกท่านเพิ่งเข้าสู่วิถีใหม่ ควรปล่อยให้ร่างกายกับดวงวิญญาณปรับตัวก่อน”


    เขาหันไปหามารดาทั้งสอง


    “พวกเราไปกินข้าวกันเถอะ หลังจากนั้นข้าจะพาท่านแม่ทั้งสองออกไปเที่ยวเล่นในเมือง”


    ลู่เหยียนหนิงยิ้มออกมา


    “ตามใจเจ้า”


    ไป๋จิ้งเหวินเองก็พยักหน้า


    “ข้าเองก็อยากลองใช้เนตรคู่นี้ดูเหมือนกัน”


    ยูรันดีดนิ้วดังเป๊าะ


    “ตกลง ช่วงบ่ายพวกเราไปเดินดูตลาดสมบัติ หากท่านแม่ไป๋พบของดีซึ่งคนอื่นมองไม่เห็น ข้าจะซื้อให้ทั้งหมด”


    ไป๋หลิงซึ่งยืนอยู่ด้านข้างยังคงครุ่นคิดถึงเรื่องเปลี่ยนวิถี


    [ระหว่างเที่ยว ข้าคงหาโอกาสคุยกับศิษย์น้องตามลำพังได้...]


    นางเหลือบมองหนานอวี้กับลู่ชิงถาน


    [ขอเพียงสองคนนั้นไม่ตามมาขัดขวางก็พอ]


    จากสีหน้าของทั้งสอง เห็นได้ชัดว่าแผนการนี้คงไม่ง่ายอย่างที่นางคิดไว้เลย


    ทุกคนจึงแยกย้ายออกจากห้อง ก่อนรับประทานอาหารกลางวันที่ยูรันลงมือทำ


    หลังอาหาร ยูรันพามารดาทั้งสองกับคนอื่นออกไปเที่ยวเล่นภายในเมืองตามที่ตกลงกันไว้ ไป๋จิ้งเหวินถือโอกาสทดลองใช้เนตรดาราพิสุทธิ์ระหว่างเลือกซื้อของ ส่วนลู่ชิงถานกับลู่เหยียนหนิงก็ฝึกควบคุมเปลวเพลิงเป็นระยะ


    กระทั่งดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า ทุกคนจึงเดินทางกลับคฤหาสน์ตระกูลไป๋


    ช่วงอาหารเย็น บรรยากาศบนโต๊ะยังคงเป็นไปอย่างผ่อนคลาย จนกระทั่งไป๋จิ้งเหวินวางตะเกียบแล้วหันไปหายูรัน


    “ยูรัน แม่มีเรื่องอยากถาม”


    “เรื่องอะไรรึท่านแม่ไป๋?”


    “เจ้าคิดจะแต่งงานกับหลิงเอ๋อร์เมื่อใด?”


    “แค่ก ๆ ๆ!”


    ยูรันสำลักอาหารทันที


    ไป๋หลิงซึ่งนั่งอยู่ข้างมารดาเองก็ตัวแข็งค้าง


    “ท่านแม่! เหตุใดจึงถามเรื่องนั้นขึ้นมาตอนนี้?!”


    “เหตุใดจะถามไม่ได้?”


    ไป๋จิ้งเหวินมองบุตรสาวอย่างสงสัย


    “ท่านยายของเจ้าสั่งเสียเอาไว้แล้ว”


    นางหันกลับไปหายูรัน


    “ในเมื่อเป็นคำสั่งเสีย เรื่องวันแต่งงานก็ควรหารือกันเอาไว้แต่เนิ่น ๆ มิใช่หรือ?”


    “เดี๋ยวก่อน”


    ลู่เหยียนหนิงวางถ้วยชาลงอย่างสง่างาม


    “หากจะพูดเรื่องแต่งงาน เจ้าจะกล่าวถึงเพียงหลิงเอ๋อร์คนเดียวไม่ได้ ข้าเองก็มีบุตรสาวเหมือนกัน”


    ลู่ชิงถานเกือบทำตะเกียบหลุดมือ


    “ท่านแม่?!”


    “แม่กล่าวอะไรผิดหรือ?”


    ลู่เหยียนหนิงหันมาหาบุตรสาว


    “เจ้าเรียกยูรันว่าท่านพี่ทุกคำ ประกาศต่อหน้าคนนอกว่าเป็นคนรักของเขา ทั้งยังกอดแขนเขาไม่ยอมปล่อย แล้วจะให้แม่ทำเป็นมองไม่เห็นได้อย่างไร?”


    “ตอนนั้นเป็นเพียงการแสดงนะเจ้าคะ!”


    “แต่หลังจบการแสดง เจ้าก็ยังเรียกเขาว่าท่านพี่อยู่มิใช่หรือ?”


    “นั่น...”


    ลู่ชิงถานหน้าแดงจนไม่อาจตอบได้


    ไป๋จิ้งเหวินยิ้มบาง ๆ


    “แต่หลิงเอ๋อร์กับยูรันเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกันมานาน อีกทั้งยังมีคำสั่งเสียจากท่านยายของนางเอง เรื่องนี้ย่อมต้องให้หลิงเอ๋อร์มาก่อน”


    ลู่เหยียนหนิงเลิกคิ้ว


    “ความรักเกี่ยวข้องอะไรกับลำดับก่อนหลัง? รู้จักกันก่อนไม่ได้หมายความว่าจะได้แต่งงานก่อนเสียหน่อย”


    “หลิงเอ๋อร์ของข้าเพียงสุขุมและไม่ชอบแสดงออก”


    “ส่วนชิงถานของข้ากล้าเรียกเขาว่าท่านพี่ต่อหน้าทุกคน อย่างน้อยก็ไม่เอาแต่นั่งหน้าแดงแล้วปล่อยให้ผู้อื่นแย่งไป”


    ไป๋หลิงซึ่งกำลังนั่งเงียบพลันถูกแทงเข้ากลางใจ


    “ท่านแม่ลู่ ข้าไม่ได้คิด...”


    ลู่เหยียนหนิงยิ้มให้นางอย่างเข้าใจ


    “ไม่เป็นไร แม่เข้าใจ”


    ไป๋หลิงคิ้วกระตุกทันที


    ไป๋จิ้งเหวินจึงกล่าวตอบ


    “หลิงเอ๋อร์ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน เพราะคำสั่งเสียของท่านยายกำหนดตัวหลานเขยเอาไว้เรียบร้อยแล้ว”


    “คำสั่งเสียเพียงบอกว่ายูรันต้องเป็นหลานเขยตระกูลไป๋ แต่ไม่ได้บอกว่าเขาห้ามเป็นลูกเขยตระกูลลู่ด้วยนี่”


    เหตุผลนี้ฟังดูถูกต้องจนไป๋จิ้งเหวินนิ่งไปชั่วขณะ


    ส่วนยูรันพยายามก้มหน้ากินอาหาร ไม่คิดเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการประชันฝีปากของมารดาทั้งสอง


    [หากมีป๊อปคอร์นด้วยคงสนุกกว่านี้...]


    [ไม่สิ ข้าชอบถั่วต้มมากกว่า]


    เขาคีบอาหารเข้าปากอย่างเงียบเชียบ ขณะฟังสองมารดาโต้เถียงกันไปมา


    [แต่เดี๋ยวเรื่องก็คงวนกลับมาถึงข้าอยู่ดี]


    แล้วก็เป็นไปตามที่คาดเอาไว้


    ลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวินหันมาหาเขาพร้อมกัน


    “แล้วเจ้าคิดอย่างไร?”


    [นั่นไง...]


    [ยุ่งยากจริง]


    ยูรันวางตะเกียบลง ก่อนถอนหายใจ


    “ท่านแม่ ข้ารู้ว่าท่านแม่ทั้งสองไม่ได้ขัดข้องเรื่องที่ข้าจะมีคนรักหลายคน”


    “แต่ข้าขัดข้องอยู่เรื่องหนึ่ง”


    ทุกคนบนโต๊ะเงียบลงเพื่อรอฟัง


    “พวกท่านต้องถามบุตรสาวของตนเองก่อนว่าอยากแต่งงานกับข้าหรือไม่ และยอมรับได้หรือเปล่าที่ข้าจะมีภรรยาหลายคน”


    ยูรันกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง


    “หากเรื่องนี้ตกลงกันไม่เรียบร้อยตั้งแต่ต้น ภายหลังเรือนหลังของข้าคงเปิดศึกฆ่ากันตายอย่างแน่นอน”


    เขาหันไปทางลู่ชิงถาน


    “แน่นอนว่าในระยะแรก ชิงถานอาจเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพราะตอนนี้ระดับพลังของนางยังต่ำกว่าคนอื่น”


    “แต่ชิงถานบำเพ็ญอยู่บนเส้นทางดารา ภายหลังนางย่อมแข็งแกร่งกว่าทุกคน”


    ยูรันเริ่มยกตัวอย่างด้วยสีหน้าครุ่นคิด


    “ถึงเวลานั้นนิสัยของนางอาจเปลี่ยนไป จับทุกคนโยนเข้าเตาหลอมดาราเทพสุริยัน แล้วให้ท่านแม่ลู่ช่วยใช้เตาหลอมจันทราแช่แข็งศพเพื่อทำลายหลักฐาน...อะไรทำนองนั้น”


    “...”


    ทั้งโต๊ะอาหารตกอยู่ในความเงียบ


    ลู่ชิงถานลุกพรวดขึ้นทันที


    “ท่านพี่เห็นข้าเป็นคนแบบไหนกันเจ้าคะ?! ข้าไม่มีทางจับใครโยนเข้าเตาหลอมหรอก!”


    ลู่เหยียนหนิงเองก็มองยูรันอย่างหมดคำจะกล่าว


    “แล้วเหตุใดแม่ต้องช่วยนางแช่แข็งศพด้วย?”


    ยูรันนิ่งคิดอย่างจริงจัง


    “อืมมม...”


    เขามองลู่เหยียนหนิงสลับกับลู่ชิงถาน ก่อนตอบ


    “เรื่องเช่นนี้ก็มีให้เห็นอยู่มากมายมิใช่หรือท่านแม่?”


    “นิสัยและจิตใจของคนเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา วันนี้อาจเป็นคนอ่อนโยน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ได้รับพลัง อำนาจ หรือเผชิญเหตุการณ์บางอย่างเข้า ก็อาจกลายเป็นคนละคนได้”


    ยูรันพยักหน้าให้เหตุผลของตนเอง


    “ข้าจึงต้องคิดเผื่อเอาไว้ก่อนว่า หากวันหนึ่งชิงถานเปลี่ยนไปจริง ๆ ท่านแม่ซึ่งรักบุตรสาวมากอาจตัดสินใจช่วยนางทำลายหลักฐานก็ได้”


    “แม่ไม่ทำเรื่องเช่นนั้นแน่นอน!”


    “ถ้าได้แบบนั้นก็ดี ข้าไม่ติดอะไร”


    ตลอดการสนทนา หนานอวี้นั่งเงียบอยู่ด้านข้างโดยไม่ได้กล่าวแทรกแม้แต่คำเดียว


    มือซึ่งถือตะเกียบค่อย ๆ กำแน่นขึ้นเรื่อย ๆ


    นางมองลู่ชิงถานซึ่งมีมารดาคอยพูดแทนทุกอย่าง ก่อนหันไปมองไป๋หลิงซึ่งแม้จะไม่ยอมรับออกมาตรง ๆ แต่ก็มีทั้งมารดาและคำสั่งเสียของท่านยายคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง


    ส่วนตัวนางกลับไม่มีผู้ใดกล่าวถึงเลยแม้แต่คนเดียว


    [ข้าไม่มีมารดาอยู่ที่นี่เพื่อช่วยพูด และไม่มีคำสั่งเสียจากผู้ใดมาผูกมัดศิษย์น้องเอาไว้]


    [หากข้ายังไม่ทำอะไรอีก คงไม่มีใครช่วยข้าแล้วจริง ๆ]


    หนานอวี้พลันตระหนักถึงปัญหาสำคัญ


    ทุกครั้งที่ยูรันหยอกล้อว่านางอยากกินเขาหรือไม่ นางมักหน้าแดงแล้วตะโกนปฏิเสธออกไปเสมอ


    เช่นนั้นในสายตาของยูรัน นางคงเป็นคนที่ไม่ได้คิดอะไรกับเขาเลยมิใช่หรือ?


    [ไม่ได้...]


    [หากปล่อยเอาไว้เช่นนี้ ต่อให้ข้ารออีกสิบปี เจ้าทึ่มนั่นก็คงไม่มีวันรู้ว่าข้าคิดอย่างไร]


    นางเหลือบมองยูรันซึ่งกำลังก้มหน้ากินอาหารอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ก่อนกัดฟันแน่น


    [ข้าต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่งั้นข้าคงแห้วแน่ๆ]


    หนานอวี้ค่อย ๆ คลายมือออกจากตะเกียบ ดวงตาปรากฏความมุ่งมั่นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน


    [ต้องคืนนี้เลย]


    หลังอาหารเย็น ทุกคนก็แยกย้ายกลับไปยังห้องพักของตนเอง


    ลู่ชิงถานกับลู่เหยียนหนิงต้องฝึกควบคุมเตาหลอมและปรับพลังซึ่งเพิ่งได้รับ ส่วนไป๋จิ้งเหวินเรียกไป๋หลิงไปพูดคุยเรื่องเนตรดาราพิสุทธิ์กับการจัดการตระกูลในวันรุ่งขึ้น


    องครักษ์จางออกไปตรวจตรารอบคฤหาสน์ตามหน้าที่


    ส่วนยูรันกลับไปพักเพียงลำพังภายในเรือนรับรอง


    นับว่าสวรรค์ยังเข้าข้างหนานอวี้อยู่บ้าง เพราะคืนนี้ไม่มีผู้ใดว่างพอจะจับตามองนางเลยสักคน


    เวลาค่อย ๆ ผ่านไปจนทั่วทั้งคฤหาสน์เงียบสงบ


    หนานอวี้นั่งอยู่ในห้องของตนเอง นางลุกขึ้นแล้วนั่งลงอยู่หลายครั้ง ก่อนเดินวนไปมาจนนับรอบไม่ถ้วน


    “ข้าเพียงจะไปพูดกับศิษย์น้องให้รู้เรื่อง เหตุใดต้องตื่นเต้นด้วย?”


    นางพยายามปลอบตนเอง แต่เมื่อคิดถึงสิ่งที่ตั้งใจจะทำ ใบหน้าก็ร้อนผ่าวขึ้นมาทันที


    สุดท้ายหนานอวี้ก็กัดฟัน ก่อนเปิดประตูห้องแล้วเดินออกไป


    ตลอดทาง นางหันซ้ายหันขวาอย่างระมัดระวัง ทั้งที่ตนไม่ได้กำลังไปขโมยสิ่งของจากผู้ใด


    ไม่นานนัก นางก็มาหยุดอยู่หน้าเรือนรับรองของยูรัน


    แสงจากภายในห้องยังคงส่องผ่านหน้าต่างออกมา แสดงว่าเจ้าของห้องยังไม่เข้านอน


    หนานอวี้ยกมือขึ้นเตรียมเคาะประตู แต่กลับหยุดค้างอยู่กลางอากาศ


    [มาถึงตรงนี้แล้วจะถอยไม่ได้]


    [หากคืนนี้ยังไม่กล้า วันหน้าข้าก็คงปากแข็งเหมือนเดิมอีก]


    นางสูดหายใจเข้าลึก ก่อนเคาะประตูสามครั้ง


    ก๊อก ก๊อก ก๊อก


    เสียงของยูรันดังออกมาจากภายในห้อง


    “ศิษย์พี่สาม?”


    หนานอวี้ชะงัก


    “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นข้า?”


    “ดึกขนาดนี้ คนที่เดินวนอยู่หน้าห้องข้าตั้งนานแต่ไม่ยอมเคาะประตู คงมีเพียงท่านเท่านั้นแหละ”


    หนานอวี้หน้าแดงขึ้นทันที


    เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังมาจากด้านใน ก่อนยูรันจะกล่าวต่อ


    “ประตูไม่ได้ลงกลอน เข้ามาสิ”

    คล้ายกับเรื่องสัตย์สาบานแห่งดวงดาว ที่คุณอ่าน