ตอนที่ 18
“นี่มันเื่อะไรกัน?!เ้ากำลังพูดเื่อะไรของเ้า?!” ฉีจิ้นฝูเค้นเสียงขึ้นทันที...
คราวนี้กับกลายเป็ ผู้ว่าจินหง ที่หันมองสบตากับ มือปราบเฉินด้วยสีหน้าโง่งม...
“พวกท่านไม่ได้มาด้วยเื่ของ ฉีซุน อย่างนั้นหรือ?!”
ฉีจิ้นฝู ยิ่งกดหัวคิ้วต่ำลงครานี้ชายชราเริ่มจะมีโทสะขึ้นมาบ้างแล้ว เพราะมันไม่เคยได้ยินนามของ ฉีซุนมาก่อน... แต่สีหน้าของ ฉีลู่ชิง เริ่มที่จะเปลี่ยนไปเล็กน้อย นามของ ซุนที่ผู้ว่าเรียกขาน ได้ทำให้นางหวนนึกถึงใบหน้าเด็กหนุ่มประหลาดในคืนนั้น...
ฉีจิ้นฝู ตั้งท่าที่จะเค้นคอเอาความจริงกับผู้ว่าร่างท้วมเบื้องหน้าแต่เป็จังหวะที่หญิงสาว ยกมือห้ามปรามเอาไว้ นางเป็คนฉลาดและมีไหวพริบเริ่มจับเค้าลางบางอย่างที่เชื่อมโยงกันได้...
“ท่านพ่อบ้าน... ได้โปรดให้ข้าเป็ผู้เจรจาด้วยเถอะจากนี้ไปขอท่านได้โปรดสงบสติอารมณ์ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นได้หรือไม่?” นางกระซิบเบา ๆ กับ ฉีจิ้นฝู
ชายชราแม้จะยังไม่แน่ชัดนัก แต่ก็ยอมพยักหน้าตอบรับคำสั่ง...
“สุดแล้วแต่คุณหนู...”
หญิงสาวหันมองมายัง ผู้ว่าจินหง...
“พาข้าไปพบคนผู้นั้น...”
ผู้ว่าจินหง พยักหน้าระรัว ก่อนจะเป็ผู้นำทางด้วยตนเอง... ตลอดการเดินไปเรือนที่อยู่ด้านในใบหน้าของ ผู้ว่าจินหง เต็มไปด้วยความกังวล ซับเหงื่อที่อาบหน้าไม่หยุดซึ่งเหตุผลก็เพราะพ่อบ้าน ฉีจิ้นฝูเป็ถึงยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีส้มที่แข็งแกร่งมาก ฝีมือติด 100 อันดับแรกในทวีปพยัคฆ์ด้วยซ้ำไป...ดังนั้นหาก ฉีจิ้นฝู บังเกิดโทสะขึ้น ไม่เพียงแต่ ผู้ว่าจินหง เท่านั้นแม้แต่จวนผู้ว่าแห่งนี้ก็อาจจะต้องราบเป็หน้ากลอง...
ไม่นานทุกคนก็ได้มาถึง เรือนรับรองซึ่งมีมือปราบเฝ้าระวังอยู่ด้านนอก...
“เปิดประตู” ผู้ว่าจินหง ออกคำสั่ง
ทันทีที่ประตูถูกแง้มออก...
ซุน ก็พลันพุ่งพรวดออกมาทันที!!
“น้องฉี!!เ้ามาเยี่ยมเยือนข้างั้นหรือ น่าดีใจจริง ๆ”เด็กหนุ่ม แสดงท่าทีตื่นเต้นอย่างมาก ก่อนจะตรงเข้ามาจับมือของนางด้วยรอยยิ้มยินดีไม่ว่าจะมองจากมุมใด ก็มิต่างพี่ชายได้พบเจอน้องสาวที่ห่างหายกันไปเนิ่นนาน
หญิงสาว ใในความกะทันหันนี้ ทำให้นางชักมือออกมาไม่ทัน...ก่อนที่สายตาของทั้งคู่จะจดจ้องประสาน ในจังหวะนั้นประหนึ่งมีเสียงกระซิบข้างหูเบาๆ จาก ซุน ว่ากำลังตกที่นั่งลำบาก และ้าให้นางช่วยเหลือ...
ยังโชคดีที่ในตอนที่ ซุน เผลอหลับไปก่อนหน้านี้ เฒ่าชีเปลือยยังพอหยิบยื่นน้ำใจปลุกตนขึ้นมา และบอกเล่าเื่ที่ หญิงสาว มาที่นี่ ทำให้ ซุนพอจะมีเวลาเตรียมการเอาไว้ก่อน...มิอย่างนั้นแล้วล่ะก็คงยากที่จะหลบเลี่ยงจากสถานการณ์กระชั้นตรงหน้า...
ด้านพ่อบ้าน ฉีจิ้นฝู ถลึงตาแข็งกร้าว อยากจะตรงไปกระชากร่างของเด็กหนุ่มประหลาดนี้ให้ออกห่างจากคุณหนูของตน...แต่เป็เพราะ หญิงสาว ได้กำชับแน่นหนักเอาไว้ ทำให้ชายชรายังไม่เคลื่อนไหวใด ๆจนกว่าจะเห็นว่าเป็อันตรายกับนาง...
“ท่านผู้ว่า... ข้า้าพูดคุยกับพี่ชายข้าเพียงลำพังไม่ทราบว่าท่านจะให้คนของท่านออกไปจากเรือนได้หรือไม่?” นางตวัดสายตามองมายัง ผู้ว่าจินหง
“ยะ...ย่อมได้!! เชิญตามสบายข้าจะสั่งคนให้ออกห่างจากเรือนหลังนี้เพื่อความเป็ส่วนตัว...” ผู้ว่าจินหงท่าทีลนลานมาก กำชับเหล่ามือปราบแน่นหนักตามคำสั่ง...
จากนั้น ซุน ก็พาหญิงสาว และชายชรา หลบเข้าไปด้านในเรือนรับรองและรีบปิดประตูเรือนทันทีทั้งยังยกหูไปแนบประตูแอบฟังว่า เหล่ามือปราบยอมถอนกำลังไปจริง ๆ หรือไม่... ท่าทีของ ซุน ได้สร้างความคับข้องใจให้กับ หญิงสาวและ ชายชรา เป็อย่างยิ่ง...
“นี่เ้าจะอธิบายได้หรือยัง!! ว่าเกิดอะไรขึ้น!!” หญิงสาวตวาดท่าทีไม่สบอารมณ์
ทำให้ ซุน ได้แต่หันมองกลับมาพร้อมรอยยิ้มแห้ง ๆไม่รู้จะเริ่มกล่าวจากสิ่งใดก่อนดี... สำคัญกว่านั้นคือสายตาที่ทรงพลัง จนทำให้ซุน ต้องหายใจได้ลำบาก จากชายชราใบหน้าดุดันด้านหลังหญิงสาว...
“แม่นางฉี... ช่วยให้คนของเ้า ลดจิตคุกคามสักนิดได้หรือไม่? เกรงว่าข้าจะตายเสียก่อนจะได้อธิบาย...”
ไม่ทันที่นางจะได้กล่าวตอบ ฉีจิ้นฝู ตวัดฝ่ามือเพียงครั้ง ร่างของซุน ประหนึ่งว่าโดนโอบอุ้มด้วยสายลมเป็กลุ่มก้อนถูกฉุดดึงเข้ามาในมือของชายชราโดยไม่อาจต่อต้าน...
“เ้าเป็ใคร?! กล้าดียังไงเสียมารยาทกับคุณหนูเมื่อครู่!!”
ใบหน้าของ ซุน ถึงกับด้านชาไปในทันที...โชคดีที่อีกฝ่ายเพียงสั่งสอนเท่านั้นมิใช่เอาจริงเอาจังมิเช่นนั้นเพียงแค่แรงกดดันจากพลังลมปราณของชนชั้นลมปราณสีส้มก็เพียงพอจะหยุดลมหายใจของ ซุน ในเวลานี้ได้แล้ว...
“ท่านพ่อบ้าน... ปล่อย ซุน ลงก่อนเถอะอย่างไรเสียคนผู้นี้ก็เคยช่วยชีวิตข้าเอาไว้...” ฉีลู่ชิง จำต้องเข้ามาห้ามปรามรู้ดีว่าที่ ฉีจิ้นฝู ทำไปนั้น เพราะคำนึงเื่ที่ตนถูกชายหนุ่มล่วงเกิน จับกุมมือนางไว้ในคราแรก...
ชายชรา ได้ยินว่า ซุน เคยช่วยชีวิตนาง ก็เบิกตากว้างทันที...
“จริงหรือ คุณหนู!!”
หญิงสาวได้อธิบายถึงเหตุการณ์คร่าว ๆ ในการต่อสู้ที่ชาดหาดเกี่ยวกับวีรกรรมที่ ซุน ได้ช่วยเหลือ ก็พอจะทำให้ชายชราเริ่มกลับมาสงบลงแต่แน่นอนว่าลึก ๆ แล้วก็ยังไม่ได้ชื่นชอบท่าทีที่ ซุน ได้แสดงออกมาเท่าใดนัก...
สิ่งแรกที่ ซุน ได้กระทำคือการประสานมือและโค้งตัวลงคำนับอย่างสุภาพ...
“ขออภัยด้วย... ที่ข้าแอบอ้างชื่อตระกูลฉีของเ้า...”
นางขมวดคิ้วเล็กน้อย... ภาพของ ซุนในความทรงจำของนางเป็เด็กหนุ่มประหลาดที่มีความเย่อหยิ่งทะนงในตนเอง แต่วันนี้ซุน กลับยอมก้มหัวขออภัยในสิ่งที่ตนกระทำผิดอันเป็นิสัยที่คนเย่อหยิ่งมักไม่กล้ากระทำ...
อาจมองได้สองรูปแบบ หนึ่งคือการทำไปเพราะขี้ขลาดหวาดกลัวต่อยอดฝีมืออย่างพ่อบ้านฉี หากเป็คนจำพวกนี้ นางจะรู้สึกรังเกียจและดูแคลนเป็ที่สุด...หรือไม่ก็อย่างที่สอง นั่นคือ ซุน เป็บุรุษที่ตรงไปตรงมา หากไม่ได้กระทำเื่ที่ผิดก็จะดึงดันต่อต้านไม่ยอมแพ้แต่หากตนกระทำผิดจริงก็พร้อมจะขออภัยอย่างอ่อนน้อมซึ่งเป็คุณลักษณะที่น่าชื่นชม...
แม้การแอบอ้างชื่อตระกูล จะไม่ใช่เื่ที่ให้อภัยได้โดยง่าย... ทว่านางเองก็ยังมีลมหายใจอยู่ได้เพราะการช่วยเหลือของซุน ในวันนั้น จึงยังเป็ความรู้สึกก้ำกึ่ง ้าเหตุมากกว่านี้ในการตัดสิน...
“เกิดเื่อะไรขึ้นกับเ้างั้นหรือ?!” หญิงสาว เอ่ยถาม
ซุน เผยดวงตาที่สลดลงอีกครั้งก่อนจะเล่าถึงเหตุการณ์ที่ตนประสบพบเจอ... นอกจากจะสูญเสีย เหล่าซือ ที่มีพระคุณดุจบิดาไปแล้วยังถูกปรักปรำให้เป็ผู้ต้องหาในคดี ซึ่งเหตุที่ ซุน แอบอ้างชื่อตระกูลฉีนั้นมิใช่ความตั้งใจแรกเริ่ม หากแต่ถูก มือปราบเฉิน ค้นตัว และได้พบกับป้ายทองแดง ที่ ซุนตั้งใจเก็บมาคืนให้กับนาง เหตุการณ์จึงบีบบังคับให้ ซุน ต้องเอาตัวรอด...
เมื่อได้ยินได้ฟังเช่นนั้น หญิงสาว รวมถึง ชายชรา อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงส่วนหนึ่งเพราะใในความโชคร้ายของ ซุนและอีกส่วนคือรู้สึกชื่นชมในไหวพริบการแก้ปัญหา... ก่อนที่หญิงสาวจะทอดถอนหายใจพร้อมยื่นมือออกมา...
“ส่งป้ายของเราคืนมา...”
เด็กหนุ่ม ส่งคืนให้ไม่ติดขัด... นางจดจ้องป้ายทองแดงเล็กน้อยก่อนจะเก็บซ่อนไว้ภายในอาภรณ์ แทนที่จะแขวนไว้ข้างเอวเฉกเช่นทุกคราคงเพราะไม่้าให้ถูกผู้ใดสังเกตเห็นเมื่อนางเดินทางกลับ...
“ครั้งนี้เราจะยอมไม่ถือโทษเ้า... และถือว่าสิ่งที่เราติดค้างเ้าในวันนั้นสิ้นสุดเพียงเท่านี้...” นางกล่าวด้วยแววตาเ็าตามเอกลักษณ์เฉพาะตน
“ขอบคุณมาก แม่นางฉี...” ซุน ยกมือประสานขอบคุณ
พ่อบ้านฉี ยังรู้สึกคับข้องใจ...
“แต่คุณหนู หากปล่อยไว้มิแก้ต่าง ชื่อเสียงของตระกูลฉีอาจมัวหมองได้?!”
“ท่านพ่อบ้าน... หากเทียบชื่อเสียง กับชีวิตผู้มีพระคุณข้าต้องลังเลด้วยงั้นหรือ?!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายชรา ก็ได้แต่ถอนหายใจยอมรับ...
ก่อนจะจ้องเขม็งมายังเด็กหนุ่ม...
“หากเ้าทำให้ตระกูลฉีเสื่อมเสีย ได้เห็นดีกันแน่!!
หวังว่าเ้าคงไม่ได้กล่าวสิ่งใดเสียหายให้กับตระกูล...”
ซุน ผงะไปเล็กน้อย อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายฝืดเคือง หวนนึกถึงเื่ที่ตนกล่าวอ้างเป็บุตรนอกสมรสของฉีหลงเฟย ผู้นำตระกูล “มะ...ไม่แน่นอน ขอท่านพ่อบ้าน อย่าได้กังวล...”
เมื่อได้ป้ายคืน ทั้งยังได้ข้อสรุปเหตุการณ์ ก็ไม่มีเหตุผลที่ฉีลู่ชิง และ ฉีจิ้นฝู จะอยู่ต่อไป...
“พวกเราคงต้องกลับแล้ว... เื่ปัญหาของเ้าก็นับเป็ส่วนของเ้าข้าจะไม่ยื่นมือไปช่วยเหลือใด ๆ มากไปกว่านี้ ข้าถือว่าการปล่อยให้เ้านำชื่อของตระกูลฉีและป้ายทองแดงไปกล่าวอ้างก็นับว่ามากเกินพอ...”
แม้นางจะกลายไร้เยื่อใยไปเสียเล็กน้อย แต่ ซุน ก็พอจะเข้าใจได้...นางในฐานะคนของตระกูลหลัก ย่อมแบกรับชื่อเสียงไว้บนบ่า ตัวของ ซุน เองก็มีศักดิ์ศรีมากพอที่จะไม่ร้องขอความช่วยเหลือใดๆ เนื่องด้วยทั้งสองฝ่ายมิได้สนิทสนมกันถึงเพียงนั้น...
“นี่ไอหนู... ข้าขอเตือนเ้าด้วยประสบการณ์ ต่อให้เ้าจะสามารถหลอกลวงผู้ว่าจินหง และ เหล่ามือปราบได้แเีเพียงใด แต่ก็ใช่ว่าจะมันจะเป็ไปได้ตลอดรอดฝั่งอย่างเสียอีกฝ่ายก็ไม่ได้โง่เขลาเบาปัญญา สามารถสืบค้นความจริงได้ไม่ยากนัก...ทางที่ดีเ้าควรหาช่องทางหลบหนีเสียแต่เนิ่น ๆ ถือว่าเป็คำแนะนำจากข้า...”ฉีจิ้นฝู แม้ภาพลักษณ์จะดูน่ากลัว แต่อุปนิสัยมิได้นับว่าเลวร้าย
“ขอบคุณท่านพ่อบ้านที่ชี้แนะ ผู้เยาว์จะจดจำไว้...”
สุดท้ายหญิงสาว และ ชายชรา ก็ก้าวเดินจากไป... ก่อนออกจากจวนผู้ว่าหญิงสาว ยังกำชับแน่นหนักกับ ผู้ว่าจินหง ว่าให้ช่วยดูแลพี่ชายของนางให้ดี ๆแน่นอนว่ามันยิ่งสร้างแรงกดดันอันมหาศาลให้กับ ผู้ว่าจินหง อย่างมาก...
หญิงสาว ขึ้นบนหลังอาชาสีดำ ควบเต็มกำลังมุ่งหน้ากลับ มณฑลหนานเหอ...ส่วนพ่อบ้านฉีมิได้ใช้อาชาพาหนะใด ใช้เพียงการก้าวย่างติดตามด้วยวิชาตัวเบาขั้นสูงประหนึ่งล่องลอยไปตามสายลม ความเร็วมิได้เชื่องช้าไปกว่าอาชาแม้เพียงนิดสีหน้าเรียบเฉยเสมือนเป็ก้าวย่างสามัญ...
“คุณหนูดูจะสนใจเด็กหนุ่มคนนั้นไม่น้อย... ข้าไม่เคยเห็นคุณหนูอ่อนโยนเช่นนี้กับผู้ใดมาก่อน...”เสียงของชายชราเอ่ยทักขึ้นด้วยรอยยิ้ม
แม้นางจะพยายามสงบท่าทีแต่ก็ยากจะปกปิดชายชราที่ดูแลนางมาั้แ่เยาว์วัย...
“คงเพราะข้ารู้สึกติดค้างมันผู้นั้นกระมัง?! อีกทั้ง ซุน ยังมีบางสิ่งที่ดูแตกต่างไปจากคนอื่น ๆ อย่าว่าแต่ตัวข้าเลยท่านพ่อบ้านเองปกติท่านเข้มงวดยิ่งกว่าผู้ใด แต่ครั้งนี้ท่านพ่อบ้านกลับยินยอมให้ซุน นำชื่อของตระกูลไปใช้โดยไม่ลงโทษใด ๆ บอกตามตรงว่าข้าเองก็นึกประหลาดใจเช่นกัน...”
ชายชรา ส่งเสียง หึหึ ในลำคอเบา ๆ
“นั่นสินะ... เ้าเด็กคนนั้นแม้จะไม่มีพลังลมปราณ แต่มันกลับมีพลังบางอย่างที่น่ากลัวกว่านั้นแผ่ล้นออกมาจริง ๆ กระทั่งตัวข้าก็ยังไม่สามารถอธิบายเป็คำพูดได้... หากเ้านั่นไม่พลาดท่าตกตายไปเสียก่อนจากชะตากรรมที่เล่นตลกภายภาคหน้ามันอาจกลายเป็ผู้ยิ่งใหญ่ตนหนึ่งก็เป็ได้...”
หญิงสาว นิ่งเงียบไปชั่วครู่...
“ข้าสังหรณ์ใจเช่นกัน... ว่าคนผู้นั้นจะมาปรากฏตัวอีกครั้งต่อหน้าพวกเรา...”
.......................................................