ยาวจิ่วนั่งเม้มริมฝีปากอยู่บนรถม้า ใบหน้าของเขาเคร่งขรึมไร้ซึ่งเสียงใด ๆ เมื่อใกล้ถึงสถานที่หมายจึงฮัมเพลงขึ้น ใบหน้าค่อย ๆ ประกายด้วยรอยยิ้ม เขากะพริบตาสองครั้ง รอยยิ้มนั้นดุจดั่งสายวารีที่ส่องแสงระยิบระยับ ทำให้ผู้คนหลงใหล
ภายในจวนจ้าวมีการแสดงขับร้องและร่ายรำ ผู้คนสำมะเลเทเมา กลุ่มคนที่ดูน่าเกรงขามพากันเข้ามาห้อมล้อมหยอกล้อยาวจิ่ว พวกเขายิ้ม ยาวจิ่วก็ยิ้ม พวกเขาเห็นยาวจิ่วเป็เพียงบุรุษค้าประเวณีที่มีไว้เพื่อหาความสุข ยาวจิ่วเห็นจิตใจอันเน่าเฟะ ความน่ารังเกียจจากพวกเขา ราตรีนี้ยังอีกยาวไกล ยาวจิ่วได้แต่ภาวนาว่าตนเองจะยิ้มได้จนถึงวินาทีสุดท้าย หลังจากได้เงินมาแล้วจะได้กลับไปที่คณะละครตระกูลเยี่ยน
ภายในเพิงไม้ของคณะละครตระกูลเยี่ยน หูเหยียนถอดหนังสัตว์ออก ขัดสิ่งสกปรกและสวมชุดกระโปรงขาดวิ่น เมื่อมีชุดคลุมแล้วจึงนั่งคุกเข่าอยู่บนกองฟาง ใช้นิ้วมือสางเส้นผมยาวที่แห้งกรัง
ผิวของนางขาวมากจนแทบจะดูโปร่งแสง ร่างที่สูงยาวสะท้อนให้เห็นถึงความบาง ทว่าในจุดที่ควรมีเนื้อหนังกลับไม่เห็นความแตกต่าง ขาเรียวสวยที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อคลุม หากเผยให้เห็นคงเพิ่มความงดงามให้กับเพิงไม้สำหรับสัตว์เลี้ยงแห่งนี้ได้มากขึ้น
หูเหยียนหรี่ตา นางกำลังครุ่นคิดถึงคำถามหนึ่ง...นางคือใคร เหตุไฉนถึงมาอยู่ที่นี่?
หูเหยียนคิดตรึกตรองอย่างละเอียด สักพักจึงค่อยๆ เข้าใจ นางคงกำลังฝึกดูดวงอยู่ มิเช่นนั้นคงไม่ช่วยอ่านดวงชะตาให้กับยาวจิ่วโดยไม่รู้ตัว แวบแรกที่นางเห็นชะตาชีวิตของเขา ในเวลานั้นสมองของนางยังไม่แจ่มชัดนัก จึงเห็นยาวจิ่วเป็เพียงบุรุษที่คล้ายสตรี มิหนำซ้ำยังมีโชคชะตาที่อาภัพ
วันนี้นางได้จ้องเข้าไปในดวงตาคู่นั้นของเขาอย่างละเอียดอีกครั้ง และได้เห็นความงดงามหลังความตาย โชคชะตาเช่นนี้หากเป็สตรี ก็คงเป็ความทุกข์ทรมานบนโลกมนุษย์ ท้ายที่สุดจึงปลีกตัวออกจากผืนพิภพ มีความกล้าหาญ ได้ใช้ชีวิตสงบสุข นับว่าเป็จุดจบที่ไม่เลว ถือเป็ความขมขื่นใน่แรก และเป็ความหวานชื่นใน่ท้าย
หากเป็บุรุษ จะถือกำเนิดในตระกูลเศรษฐี ทว่าโชคร้ายต้องก้มหัวให้ผู้อื่น จักต้องเจอกับความรันทดชั่วชีวิต แม้แต่จุดจบก็มิอาจพบความรื่นรมย์ นี่คือชะตาชีวิตที่หวานชื่นใน่แรก แต่ขมขื่นใน่ท้าย ส่วนจะจบลงเช่นไร ด้วยความสามารถของนางในตอนนี้มิอาจคำนวณได้
หูเหยียนสางเส้นผมเรียบร้อยแล้วจึงสะบัดไปไว้ด้านหลัง นางยื่นมือออกมาแตะโซ่เหล็กแล้วกางกรงเล็บ ทว่ากลับไม่ได้ใช้มันตัดโซ่ แม้ว่ากรงเล็บของนางจะแหลมคม แต่มันไม่ใช่ใบมีดสำหรับตัดเหล็กได้ราวกับตัดโคลนที่อ่อนนุ่ม แค่นึกภาพเล็บของตัวเองบิ่น นางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเ็ปใจ
ช่างเถิด รอไปก่อนก็แล้วกัน
หูเหยียนหรี่ตามองออกไปด้านนอก ประเมินเวลา และรำพึงขึ้นว่า : ใกล้จะกลับมาแล้ว
เพียงไม่นาน นกฮูกตาเดียว สุนัขพื้นเมืองหน้าตาซื่อบื้อ และจิ้งจอกขาด้วนก็กลับมา
สัตว์ทั้งสามตัวยืนอยู่นอกประตูไม้ สักพักจิ้งจอกขาด้วนก็ปีนขึ้นไปบนหัวของสุนัขพื้นเมืองหน้าตาซื่อบื้อ แล้วใช้กรงเล็บลากกลอนประตูอย่างสุดแรง หลังจากทำอยู่หลายครั้ง กลอนประตูก็หล่นลงมา ทั้งสามตัวคาบอาหารที่พวกมันได้รับในวันนี้เดินอาด ๆ เข้ามาในเพิงไม้ หลังจากนั้นสุนัขพื้นเมืองหน้าตาซื่อบื้อก็เอาหัวดันประตูไม้ให้ปิดลงดังเดิม
ทั้งสามตัวมองหูเหยียนอย่างระแวดระวัง เมื่อแน่ใจว่านางยังอยู่ที่นี่ พวกมันก็เดินออกห่างจากจุดที่นางอยู่ ก่อนจะสำเริงสำราญไปกับอาหารของตัวเองโดยไม่สนใจนางอีก
หูเหยียนหยิบหนังสัตว์ออกมาทำรองเท้าแบบง่าย ๆ ให้ตนเอง รองเท้าแม้จะไม่ได้สวยงาม แต่ก็แข็งแรงกว่าสติที่เลอะเลือนของนางไม่รู้กี่เท่า อย่างน้อยหูเหยียนก็พึงพอใจกับมันมาก
ยาวจิ่วซึ่งเป็เสาหลักของคณะละครตระกูลเยี่ยนเดินทางไปที่งานถังหุ้ย ในขณะที่เยี่ยนเต๋อหลินกลับไปติดการพนันอีกครั้งเนื่องมาจากความเบื่อหน่าย เขาได้หมกตัวอยู่ที่โรงบ่อนจนฟ้าหม่นแผ่นดินมืด และเสียพนันจนเหลือแต่กางเกงตัวเดียว หลังจากเป็หนี้พนันห้าสิบตำลึง เขาก็ถูกผู้คุ้มกันจวนไล่เตะจนไปถึงเรือนตะวันออกที่อยู่ด้านหลังของจวน เพื่อพบกับไป๋จื่อชีเ้าของโรงบ่อนแห่งนี้
เยี่ยนเต๋อหลินยังมิวายอยากได้ทุนคืน เขาใช้มือดึงขอบกางเกงตัวใหญ่ที่ไร้เข็มขัดเอาไว้ ปั้นหน้ายิ้มอย่างไร้ยางอายพร้อมกล่าวอ้อนวอน “ท่านไป๋ ได้โปรดกรุณาให้ข้ายืมเงินเพื่อแก้มือสักหน่อยเถิด”
ท่านไป๋สวมใส่ด้วยชุดสีนิล เขาเอนกายอยู่บนเก้าอี้ยาว นิ้วเรียวกำลังเคาะโต๊ะ เปลือกตาปิดสนิทขณะฟังเพลง เมื่อได้ยินเสียงของเยี่ยนเต๋อหลิน เขาจึงคว้าถ้วยชาแล้วเขวี้ยงใส่ศีรษะของเยี่ยนเต๋อหลิน!
เยี่ยนเต๋อหลินที่กำลังจะร้อง “โอ๊ย” กลับถูกผู้คุ้มกันจวนซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ บีบคาง และกดตัวลงไปนอนกับพื้น ไม่ให้ขยับสุ่มสี่สุ่มห้า ผู้ลงมือคิดไม่ถึงว่าเยี่ยนเต๋อหลินจะมีตาหามีแววไม่ ถึงกล้ารบกวนเวลาฟังเพลงของท่านไป๋! หากถูกท่านไป๋ตำหนิ ผู้คุ้มกันจวนเช่นเขาหากไม่ตายก็คงถูกถลกหนัง!
สาวน้อยที่กำลังร้องเพลงใจนหยุดร้อง นางชำเลืองมองท่านไป๋ที่มีใบหน้าเ็า เมื่อเห็นว่าท่านไป๋ยังคงหลับตาจึงมิกล้ารบกวน สะบัดแขนเสื้อและเริ่มร้องเพลงต่อไป
หลังจากสาวน้อยขับร้องเพลงจบ ไป๋จื่อชีจึงขยับนิ้วชี้เบา ๆ สาวน้อยลอบถอนหายใจก่อนจะโค้งตัวและออกไปจากเซียงฟาง[1]
ผู้คุ้มกันจวนปล่อยตัวเยี่ยนเต๋อหลิน และเอามือออกจากคางของเขา
เยี่ยนเต๋อหลินมีเืไหลที่บริเวณหน้าผาก เขาอยากจะอ้าปากด่า ทว่าถูกกดดันด้วยความวิปริตของไป๋จื่อชี จึงต้องกลืนความโกรธลงท้อง สูดหายใจเข้าและถลึงตามองผู้คุ้มกันจวนด้วยความเกลียดชัง และเมื่อหันมาหาไป๋จื่อชี ใบหน้าของเขาจึงกลับมาฉายชัดด้วยรอยยิ้มอีกครา เขาโน้มตัวลงไปดึงกางเกงที่ไหลลงด้านล่าง ขณะพูดประจบว่า “ท่านไป๋กำลังอารมณ์ดีอยู่แท้ ๆ ต้องโทษข้าน้อยที่โง่เขลา มาไม่รู้จักเวล่ำเวลา เกือบรบกวนความสุขของท่านไป๋เข้าแล้ว เอ่อ คือ ท่านไป๋ขอรับ ข้าน้อยเป็คนหยาบคายผู้แสนซื่อสัตย์คนหนึ่ง หน้าซื่อใจคดเช่นนั้นเห็นทีจะทำไม่เป็ ท่านให้ข้าน้อยยืมเงินสักสิบตำลึง ไม่ ๆ สามสิบตำลึง ขอข้ายืมเงินสักสามสิบตำลึง เยี่ยนเต๋อหลินผู้นี้หากได้ทุนคืน จะนำกำไรมาคืนให้ท่านนะขอรับ” เขายื่นมือออกมานับจำนวนเงิน ทำให้กางเกงลื่นหลุด เผยให้เห็นเนื้อหนังมังสาขาวผ่อง เขารีบชักมือกลับมาดึงกางเกงขึ้น พร้อมรอยยิ้มเขินอาย
ไป๋จื่อชีหลุบตา เขาถามออกมาตรง ๆ โดยไม่มองหน้าเยี่ยนเต๋อหลิน “ข้าจะได้ประโยชน์อะไรจากเ้า”
เสียงของไป๋จื่อชีเรียบเฉย ราวกับพูดคุยเรื่อยเปื่อย ทว่ากลับทำให้เยี่ยนเต๋อหลินรู้สึกเย็นเยียบ วันนี้อากาศอุ่นแท้ ๆ กลับรู้สึกหนาวเหน็บยิ่งนักเมื่อไม่สวมเสื้อผ้า
เยี่ยนเต๋อหลินไม่ได้โง่เขลาเบาปัญญา เมื่อเห็นไป๋จื่อชีพูดเช่นนี้ เขาย่อมมีแผน จึงรีบดึงคำพูดกลับมา “ท่านไป๋อยากได้เงินย่อมได้เงิน อยากได้สาวงามย่อมได้สาวงาม ข้าน้อยแสดงความกตัญญูต่อท่านได้ ด้วยหัวใจดวงนี้ขอรับ”
ไป๋จื่อชีชำเลืองมองเยี่ยนเต๋อหลิน เขาไม่ได้แสดงอาการผ่านสีหน้าจึงไม่สามารถรับรู้ได้ว่ารู้สึกเช่นไร “เถ้าแก่เยี่ยนหน้าหนาดีจริง ๆ ข้ากำลังขาดพื้นรองเท้าหนึ่งคู่อยู่พอดี เื่นี้รบกวนเถ้าแก่เยี่ยนด้วยก็แล้วกันนะ” พูดจบเขาก็หลับตาและงีบต่อ
ผู้คุ้มกันจวนได้รับคำสั่ง เขาจึงง้างหมัดและซัดเข้าที่หน้าของเยี่ยนเต๋อหลิน
เยี่ยนเต๋อหลินใมาก ยังไม่ทันได้สู้ก็ใลงไปคุกเข่าอยู่บนพื้นเสียแล้ว หมัดของผู้คุ้มกันจวนชกโดนอากาศที่ว่างเปล่าจนเอวเกือบเคล็ด
เยี่ยนเต๋อหลินวิงวอน “ท่านไป๋ ท่านไป๋ ไว้ชีวิตข้าน้อยด้วย! ข้าน้อยไม่ยืมเงินแล้ว ไม่ยืมแล้วขอรับ...”
ไป๋จื่อชีขมวดคิ้วเล็กน้อย
ผู้คุ้มกันจวนตระหนักได้ เขาจึงตวาด “เ้ายังกล้ายืมเงินอีกรึ?! ตอนนี้เ้าติดหนี้พนันสองร้อยยี่สิบตำลึงแล้ว! พูดมา เมื่อไหร่จะคืน?!”
เยี่ยนเต๋อหลินห่อไหล่พูดพึมพำ “มีเงินเมื่อไหร่ก็คืนเมื่อนั้นแหละ”
ผู้คุ้มกันจวนยื่นเท้าออกมาแล้วเตะไปที่เอวของเยี่ยนเต๋อหลิน
เยี่ยนเต๋อหลินร้องโอดครวญ ร่างล้มลงกับพื้น เวลาผ่านไปนานก็ยังไม่สามารถลุกขึ้น
ผู้คุ้มกันจวนง้างหมัด เล็งไปที่หน้าของเยี่ยนเต๋อหลิน
ไป๋จื่อชีพูด “ช้าก่อน” ดวงตาของเขาเบิกกว้าง
ผู้คุ้มกันจวนหยุดมือ เยี่ยนเต๋อหลินทอดถอนใจเฮือกหนึ่ง รำพึงในใจว่า : ไป๋จื่อชีผู้นี้ก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ด้านนอกเล่าลือกันขนาดนั้นนี่นา เขาเห็นข้าก็ยังออมมือให้เลย
ไป๋จื่อชีลุกขึ้นยืน เขาเดินมาตรงหน้าเยี่ยนเต๋อหลิน จากนั้นสั่งสอนผู้คุ้มกันจวน “ต้องดูแลใบหน้าของเถ้าแก่เยี่ยนสิ ชกหน้าได้เยี่ยงไร?”
เยี่ยนเต๋อหลินพยักหน้าพูดเสริม “นั่นสิ นั่นสิ...”
ไป๋จื่อชีหลุบตาและมองมือทั้งสองข้างของตนที่ยื่นออกมา ขณะที่กล่าวชื่นชมก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า “ข้าบอกว่าขอแค่ผิว ๆ ก็พอไง”
.
.
.
[1] เซียงฟาง เป็ห้องที่อยู่ด้านทิศตะวันตกและทิศตะวันออก ด้านละ 3 ห้อง ห้องด้านตะวันออกสูงกว่าห้องด้านตะวันตกเล็กน้อย ห้องด้านตะวันออกเป็ห้องของลูกชายคนโต ส่วนห้องที่เล็กกว่าเป็ของลูกชายคนที่สอง ถ้าครอบครัวใดมีลูกสาวด้วย ลูกสาวจะอยู่ที่ เอ่อร์ฝาง (ห้องที่ขนาบข้างห้องหลัก) การจัดห้องเช่นนี้เรียกว่า “ผู้น้อยควรเคารพผู้าุโ”