“เ้ามาจากกลุ่มไหน”
“อ่อ...ข้ามาจากกลุ่มกัวปัง”
“เ้ายังไม่รู้ ว่าเราจะไปไหน”
“อิอิ” หานอี้หัวเราะเบาๆพร้อมเกาหัว
“ข้านั้นทราบแค่ว่าเราจะไปอำเภอตุ้นก้วน”
“ไม่แปลกที่เ้าไม่ทราบ”
เขาได้เล่าว่า ก่อนหน้านี้จะรู้กันแค่หัวหน้าหมู่บ้านเพื่อกันคนภายนอกที่
ประสงค์ร้ายต่อท่านผู้นั้นท่านผู้มีบุญ ท่านเป็เซียนมาจาก์
มาช่วยพวกเรา มาทำให้บ้านเมืองเป็สุขแต่การมาของท่าน
ทำให้พวกขุนนางขาดผลประโยชน์จึงมีกลุ่มคนที่ใส่ร้ายท่าน
วันนี้เราจะเดินเคียงข้างท่าน จะสนับสนุนวิถี์
และไล่คนไม่ดีออกไป จากแผ่นดิน
คนผู้นี้พูดด้วยความจริงจังคงจะเป็ความรู้สึกทั้งหมดที่เขามี
“อะไรวะ...มีเซียน มาเกี่ยวข้องด้วยรึ” หานอี้เงียบอยู่ครูหนึ่ง
“นี้เรามาเกิดในโลก..........อะไร?”
“ท่านลุง ท่านเคยเจอเซียนด้วยรึ”
“ข้าไม่เคย แต่พี่ชายข้าเคยเจอ”
ท่านลุงเล่าว่า พี่ชายแกเคยเจอท่านเซียนได้ไปรักษาโรคระบาดในหมู่บ้าน
วิธีการรักษาช่างแปลกประลาดยิ่งนะ........รักษาด้วยการเขียนยันต์
แล้วผู้ป่วยคนนั้นก็หายเป็ปลิดทิ้งท่าทางของแกนับถือเซียนผู้นี้อย่างมาก
“ถ้าเป็อย่างที่ลุงท่านนี้ว่าจริงเราก็อยู่ในโลกเซียนแล้วละ”
แต่หานอี้ก็มั่นใจว่าเขายังอยู่บนโลกเดิมเพราะจากการค้นหาข้อมูลโดยระบบ
ข้อมูลที่ได้ ก็เป็แบบเดียวกัน เช่นชื่อพืชพรรณ พันธ์ไม้ต่างๆ
ก็เป็สิ่งที่มีในโลกเดิม หรือว่าโลกเราสมัยโบราณจะมีเซียนอยู่จริงๆ
“เอาไงดี” หานอี้ถามตัวเอง
ถ้าปล่อยผ่าน แล้วเดินตามขบวนต่อไป
“ไม่ดี ไม่ดี”
“อ่อ...ท่านลุง ไม่ทราบว่า ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันมีนามว่า..........”
“ข้าไม่ทราบ และไม่สนใจเื่ในวัง มันไม่เคยเกี่ยวอะไรกับชาวบ้านอย่างเรา”
หานอี้พยักหน้า เพราะเื่นี้ก็ไม่มีในความสมจำของร่างนี้เช่นกัน
แม้จะยังไม่เข้าใจ ยังไม่หายสงสัยแต่ก็ไม่ได้สอบถามใครเพิ่ม
พวกแต่งตัวคล้ายบัณฑิตดูยังไงก็ไม่น่าไว้ใจ
เมื่อทุกคนทานข้าวต้มเสร็จและได้รับผ้าสีเหลืองกันครบก็ออกเดินทางต่อ
หานอี้มองคนในครอบครัว ทั้งสี่คนได้โพกผ้าเหลืองไว้ที่ศีรษะเรียบร้อยแล้ว
รวมไปถึงชาวบ้านทุกคนด้วยภาพที่เห็นทำให้เขานึกถึงโจรโพกผ้าเหลืองในยุคสามก๊กแล้วมองครอบครัวของตัวเองที่แสนซื่อ ไม่ทันคน
“เห้ออ....” ได้แต่ถอนให้ใจ
“ยังไงก็เหอะต้องอยู่ตัวติดกันตลอดถ้าเกิดเื่ขึ้นมาจริงจะได้หนีกันทัน”
“แต่ลุงก็น่าจะพูดความจริงยุคสามก๊กจะไปมีเซียนได้ยังไง”
“คงต้องไปดูให้เห็นกับตา”
เดินทางมาได้สักพักเจอคนกลุ่มใหญ่และได้รวมกัน
กลายเป็การรวมตัวหลักหมื่นและมีทหารขี่ม้าโดยหัวหน้ากลุ่ม
ประกาศว่าตนเอง เป็แม่ทัพชำนานศึกชื่อเตงเมา คนผู้นี้ขี่ม้าสีน้ำตาล
ในมือถือง้าว สวมชุดเกราะทหารโบราณดุดันยิ่งนัก
การศึกครั้งนี้ให้ทุกคนติดตามตนไปรวมกับท่านแม่ทัพใหญ่ที่รออยู่
ในเขตอำเภอ ตุ้นก้วนหากเจอข้าศึกตนจะเป็ผู้นำทัพหน้า
เข้าฟากฟันเอง ภายในไม่กี่อึดใจตนจะเด็ดหัวแม่ทัพข้าศึกด้วยที่พวกมัน
ไม่ทันโจมตีพวกเรา
“เฮ....เฮ.....” เสียงดังสนั่นไปทั่วทั้งผืนป่า
ชาวบ้านที่ได้ยินเสียงประกาศต่างส่งเสียงถูกอก ถูกใจกัน
“นี้คือการปลุกใจแม้แต่เรายังหลงไปด้วย น่ากลัวจริงฝีปากคนพวกนี้”
หานอี้ได้แต่สายหัวมองไปที่ครอบครัวตัวเองยกมือสองข้างส่งเสียงเฮไม่หยุด
เ้าอ้วนกับพ่อ ทั้งเฮ ทั้งะโ
“ว่าละ ไม่น่ารอดโดนล้างสมองเข้าเต็มๆ”
เตงเมา รอจนชาวบ้านหยุดส่งเสียง
“เอาละ พวกเราก็รีบเดินทางเถอะจะได้ไปนอนพักที่ค่ายแม่ทัพใหญ่”
เดินทัพมาถึงค่ายใหญ่ใช้เวลาสองชั่วยามมาถึงก็ค่ำพอดีกินอาหารในค่ายท่ามกลางกองไฟอันใหญ่รายล้อมด้วยผู้คนมากมาย นั่งกินกันอย่างแออัด
กินเสร็จก็นอน ณ ที่ตรงนั้นเลยกลิ่นถ่ายเบา ถ่ายหนัก
ก็ส่งกลิ่นเหม็นฟุ้ง ไปทั่วลานนอนหานอี้นอนไม่หลับ ไม่สามารถนอนได้บนพื้น
ั้แ่เกิดมาสองโลกก็ไม่เคยนอนพื้น แถมกลิ่นถ่ายก็แรงเอามาก
“คืนนี้ถ้าไม่หลับคงไม่มีเรี่ยวแรงในวันพรุ่งนี้แน่”
จึงตัดสินใจไปหานอนที่อื่นในลานกว้างนี้มีแต่พวกชาวบ้าน
พวกทหารที่ขี่ม้าไม่ได้มานอนแถวนี้
“เต็นท์นอนมีแค่ห้าหลังน่าจะพอแค่พวกทหารมียศ”
“เขตป่านู้นไม่มีทหารเฝ้ายามเราน่าจะไปนอนได้แม้อากาศจะเย็น ไม่มีกองไฟ”
เดินมาถึงที่หมายแต่กลับได้ยินเสียงผู้หญิงร้องขอความช่วยเหลือ จึงเดินเข้าไปในป่าแอบอยู่หลังไม้ใหญ่ได้ยินเสียงพวกผู้ชายได้ทำการขืนใจหญิงสาวชาวบ้าน
จับใจความได้ว่า ทหารที่อยู่ในค่ายได้ไปทำการปล้นหมู่บ้านแถวนี้
ปล้นทรัพย์สินเงินทองและได้จับตัวหญิงสาวมาด้วย
หานอี้ฟังแล้วต้องรีบเดินกลับมาในลานเพราะหมดปัญญาที่จะช่วยเหลือ
แม้ภายในใจจะรู้สึกผิดมากก็ตามตัวเขาก็มีครอบครัวที่ต้องดูแล
ตาม็ตาม็
ได้แต่มานั่งมองกองไฟคิดหาทางพาครอบครัวหลบหนี
โอกาสหนีออกจากขบวนทัพนั้นยากมาก เพราะคนในครอบครัวจะต้อง
ไม่เห็นด้วยกับเขาแน่ ตบหัวตัวเองไปหนึ่งที
“โคตรซวยเลยตู อยู่บ้านดีๆ ก็ดีอยู่แล้ว”
มานอนคิดเื่ตัวเอง มันก็มีเื่หนึ่งที่ไม่เข้าใจทำไมตัวเขาถึงไม่เหนื่อยล้า
จากการเดินทั้งวัน ทั้งๆที่โลกเก่า แค่ออกค่ายลูกเสือตัวเขาก็เจ็บไปทั้งตัว
หรือร่างกายนี้จะทรงพลังกว่าคนทั่วไป