ตอนที่ 6 เดินทางสู่ดินแดนฟู่หรง(2)
“จิวฮวา คาราวะท่านพี่จิ้นหง” เด็กสาวเอ่ยพร้อมกับคาราวะอย่างดงาม ตามธรรมเนียมของชาวฟู่หรง
ใน่ 15 ปีมานี้ ถ้าพูดตรงๆหากเทียบกับชาวเฟเรนซ์ก็คงเรียกจิวฮวาว่าคนป่าได้ หากแต่ถ้าเป็ชาวฟู่หรง จิวฮวาก็สามารถไปออกงานได้ในทันที เพราะเจียงมามานั้นสอนเธอเกี่ยวกับฟู่หรงมากมาย ทั้งมารยาท และภาษา ั้แ่เด็ก
แม้แต่สีจิ้นหงเองก็ยังตกตะลึง “อย่าทำตัวห่างไกลกันเลย พี่นึกว่าจิวเอ๋อร์จะพูดภาษาฟู่หรงไม่ได้เสียแล้ว”
“น้องโตมากับป้าเจียง จึงได้เรียนรู้วัฒนธรรมของชาวฟู่หรง มากกว่าของชาวเฟเรนซ์เสียอีกเ้าค่ะ ส่วนภาษาก็เป็ป้าเจียงที่สอนสั่ง” จิวฮวากล่าวอธิบาย
สีจิ้นหรงพยักหน้ารับอย่างพึงพอใจ ในคราแรกเขานั้นแสนเป็กังวล เมื่อนึกถึงว่าญาติผู้น้องจะไม่สามารถปรับตัวใช้ชีวิตในฟู่หรงได้ เนื่องจากโตมาจากเฟเรนซ์ ถึงแม้ตอนพบจิ้นเหอครั้งแรก เขาจะพบว่าฝ่ายนั้นรู้วัฒนธรรมของฟู่หรงเป็อย่างดี รวมถึงภาษาก็พูดได้คล่อง เขาก็คิดไปว่าน้องชายผู้นี้เป็วาณิชย์ ทั้งยังเติบโตมากับน้าเล็กถึง 6 ปี จะพอรู้ก็คงไม่แปลก
จิวฮวาเห็นสีจิ้นหงมีสีหน้าครุ่นคิดก็คลี่ยิ้มออกมา “จะกล่าวไปแล้วน้องก็รู้สึกอับอายอยู่บ้าง ถึงจะกล่าวว่ารู้จัก แต่ก็เหมือนไม่รู้จัก เพราะเจียงมามาเองก็ติดตามท่านแม่จากฟู่หรงมานานถึง 20 กว่าปี ก็คงจะไม่แปลกที่บางอย่างอาจจะเก่า หรือล้าสมัยไปแล้ว น้องก็หวังว่าท่านพี่จิ้นหรงจะไม่ถือสานะเ้าคะ”
“ไม่ๆ แค่นี้เ้าก็เก่งมากแล้ว 15ปีที่ผ่านมาลำบากเ้าแล้วจิวเอ๋อร์ ตอนนี้ได้กลับบ้านแล้วนะ พี่สัญญาว่าตระกูลสีจะปกป้องเ้าเอง” สีจิ้นหงกล่าวปลอบญาติผู้น้องด้วยความอาทร
เมื่อได้ฟังดังนั้นจิวฮวาก็คลี่ยิ้มออกมาอย่างดีใจ “ท่านพี่เ้าคะ ข้าอยากรู้เกี่ยวกับอาณาจักรฟู่หรง ท่านพี่เล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่เ้าคะ รวมถึงเื่ตระกูลสีของเราด้วย”
สีจิ้นหรงพยักหน้ารับ ก่อนที่จะผายมือเชิญจิวฮวานั่งลงบนตอไม้ใกล้กองไฟ เพราะหากจะเล่า ก็คงต้องใช้เวลา
ตระกูลสี เป็ตระกูลวาณิชย์มาั้แ่บรรพบุรุษ ธุรกิจหลักมีการขายข้าว เปิดโรงเตี้ยม โรงน้ำชา โรงประมูล และเป็จุดบริหารให้ชาวยุทธ์มารับจ้าง หรือจัดหาทหารรับจ้าง เมื่อครั้งราชวงศ์ก่อน สมัยราชวงศ์ตงฟาง ตระกูลสีเป็เพียงวาณิชย์เล็กๆที่เปิดโรงเตี้ยม และโรงน้ำชา จนกระทั่งราชวงศ์เซวียนทำการยึดครองอำนาจ เปลี่ยนถ่ายรัชสมัย ก็ทำให้กิจการใหญ่โตขึ้นมา
เมื่อสมัยราชวงศ์ตงฟางนั้น เหล่าฮ่องเต้ องค์ชาย ราชวงศ์วันๆไม่คิดจะทำงานทำการ เอาแต่โกงกินภาษีประชาชน เข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพง ถ้าไม่ได้เซวียนจิ่นหรง ผู้เป็ผู้นำตระกูลสายรองของราชวงศ์เข้ายึดอำนาจ ชาวฟู่หรงคงไม่มีวันนี้
ตอนนี้ราชวงศ์เป็ยุคของฮ่องเต้เซวียนจิ่นตง ในตอนนี้เป็่ที่เพิ่งจะแต่งตั้งองค์รัชทายาท ซึ่งคือเซวียนเฟยฮุ่ยองค์ชายใหญ่ บุตรของฮองเฮา แต่จะว่าไปราชวงศ์นี้ก็น่าสงสาร บางคนก็กล่าวว่าเป็เพราะคำสาปของราชวงศ์ตงฟาน ฮ่องเต้มีบุตรชายกับฮ่องเฮาติดกันถึง 3 คน นอกจากองค์ชายใหญ่ เซวียนเฟยฮุ่ย ที่พลานามัยแข็งแรง มีสติปัญญาเป็เลิศ ทั้งยังมีคุณธรรม องค์ชายรอง เซวียนเฟยหรงก็ต้องพิษแต่เด็ก ทำให้กลายเป็คนสติปัญญาถดถอย ตอนนี้อายุแม้จะ 24 แล้ว แต่สติปัญญากลับเหมือนเด็ก 8 ขวบ ในขณะที่องค์ชายสาม เซวียนเฟยหลิง หลังจากตกน้ำเมื่อตอนเด็ก หลังจากนั้นสุขภาพก็ทรุดโทรม เจ็บออดๆแอด ต้องย้ายออกไปอยู่นอกวัง บุตรคนอีก 2 คน ที่เป็บุตรของกุ้ยเฟย และลู่เฟยก็เด็กยิ่งนัก อายุเพียง 8 ชันษา และ 6 ชันษาเท่านั้น
เมื่อจิวฮวาได้ฟัง หัวใจของเธอก็เต้นแรงระรัวขึ้นมาทันที ใบหน้าขาวขึ้นเรือสีแดงด้วยความตื่นเต้น ไม่ว่าจะเป็ชื่ออาณาจกัร หรือแม้แต่ชื่อบุคคลก็ตาม รวมถึงเื่ราวบางอย่างนั้นช่างตรงกับตัวละครในนิยายที่เธออ่านเสียเหลือเกิน นิยายเื่สุดท้ายที่เธออ่านก่อนที่จะเสียชีวิตลง
สีจิ้นหงเห็นจิวฮวาหน้าแดง ก็เข้าใจว่าน้องสาวไม่สบายจึงอดเป็ห่วงไม่ได้ “จิวเอ๋อร์ หน้าเ้าแดงไปหมดแล้ว สงสัยจะนั่งตากแดดนานไป กลับเข้าไปพักในกระโจมก่อนเถิด”
จิวฮวาจึงได้รู้สึกตัวว่าตัวเองออกอาการมากเกินไปแล้ว จึงส่งยิ้มหวานให้พี่ชายคนใหม่ แต่ก็ยอมไปพักผ่อนในกระโจมแต่โดยดี ด้วยเหตุผลหลักคือ เธอ้าไปรีดเนื้อเื่ออกมาจากสมองของเธอให้มากที่สุดเท่าที่จะจำได้ เพราะมันก็ผ่านมา 15 ปีแล้ว แถมเป็ 15 ปีที่ยากลำบากเสียด้วย เนื้อเื่ส่วนใหญ่เธอจึงลืมเลือนไปเสียแล้ว
แต่หลังจากเดินไปได้ 2 ก้าวเธอก็นึกขึ้นได้ว่ายังลืมถามเื่สำคัญ “ท่านพี่เ้าคะ แล้วองค์ชายทั้งสอง แต่งงานหรือยังเ้าคะ”
สีจิ้นหงถึงกับหลุดขำออกมาในประโยคของน้องสาว “องค์ชายสามน่ะยังพอมีหวัง เพราะก็เพียงแค่ร่างกายอ่อนแอ ตอนนี้จึงได้หมั้นหมายกับบุตรสาวคนกลางของสกุลจ้าวแล้ว จ้าวหลินหลัน หลังจากผ่าน 17 หนาวก็จะเข้าอภิเษกเป็ชายาในปีหน้า ส่วนองค์ชายรองนั้นคงจะหมดหวัง สติปัญญาเท่ากับเด็ก 8 ขวบเช่นนี้ใครจะไปยอมแต่งงานด้วย”
เมื่อได้ฟังหนุ่มช่างเมาส์ จิวฮวาก็อดคิ้วกระตุกไม่ได้ “ท่านพี่เ้าคะ นินทาเชื้อพระวงศ์ไม่ต้องโทษแล้วหรือเ้าคะ”
สีจิ้นหงยิ้มเ้าเล่ห์ก่อนที่จะกล่าวตอบกลับมาด้วยหน้าตาย “เราอยู่นอกเขตฟู่หรง ดังนั้นนินทาได้ ไม่ผิดกฏหมาย”
จิวฮวากรอกตามองบนให้กับความเ้าเล่ห์ของสีจิ้นหงหนึ่งที ก่อนที่จะเดินกลับไปที่กระโจมของเธอ
……………………………..
การเดินทางจากเฟเรนซ์ไปยังฟู่หรงไม่ได้ง่ายดายเลย ถึงแม้ว่าในโลกนี้จะมีสิ่งที่ถูกเรียกว่าเวทย์มนต์ และสัตว์เวทย์ก็ตาม หากแต่ถ้าให้จิวฮวาเทียบกับโลกที่เธอจากมา ก็นับว่าโลกนั้นสุขสบายมากกว่ากันเยอะ
ปกติการเดินทางจากฝรั่งเศส ไปจีน หากมีเครื่องบินก็คงใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง ถึงแม้จะเดินทางด้วยรถ จิวฮวาก็มั่นใจว่าถนนหนทางต้องดีกว่าทางเกวียนที่ถนนยังเป็ดิน บาง่ก็มีหลุมบ่อแบบนี้แน่ๆ
ตลอดเส้นทาง จิ้นเหอ และสีจิ้นหงเลือกที่จะปลอมตัวเป็พ่อค้า แต่จริงๆพวกเขาไม่จำเป็ต้องปลอมตัวก็ได้ เพราะตระกูลสีก็เป็ตระกูลการค้าชื่อดังของอาณาจักรฟู่หรงอยู่แล้ว
จากเฟเรนซ์ไปฟู่หรงนั้นต้องผ่านเขตแดนของ 6 อาณาจักรใหญ่ ก่อนที่จะเข้าสู่ชายแดนเหนือของอาณาจักรฟู่หรง ตามที่จิวฮวาได้ดูแผนที่ที่สีจิ้นหงพกมา เธอก็พอสังเขปได้ว่าพื้นที่โลกต่างๆมีความคล้ายคลึงกับโลกที่เธอจากมาอย่างสูง หากแต่เมื่อพิจารณาดีๆกลับพบว่ามีขนาดเล็กกว่ากึ่งหนึ่ง นั่นเป็เหตุผลที่ทำให้ระยะเวลาเดินทางจากพื้นที่หนึ่ง ไปยังอีกพื้นที่หนึ่งลดลงได้ อีกทั้งด้วยเวทย์มนต์ และสัตว์เวทย์ ช่วยทำให้รถม้า หรือการเคลื่อนที่เป็ไปได้ด้วยความเร็วกว่าการเดินทางด้วยเกวียนตามปกติขึ้นอีก 1 เท่า จึงทำให้พวกเธอใช้เวลาเพียง 6 เดือน รวมแวะพักแลกเปลี่ยนของตามหัวเมืองชายแดนของอาณาจักรต่างๆ ก็จะถึงชายแดนอาณาจักรฟู่หรง
อาณาจักรฟู่หรงด้านเหนือนั้นติดต่อกับอาณาจักรซงหนู อาณาจักรนี้วัฒนธรรมค่อนข้างคล้ายชาวทุ่งหญ้า กล่าวคือพวกเขาเกิดจากการรวมตัวของหมู่บ้านหลายๆหมู่บ้านเข้าด้วยกัน จนกลายเป็อาณาจักร
จากที่สีจิ้นหงเล่า ตอนนี้ทางอาณาจักรฟู่หรง และซงหนูนั้นได้ลงนามในสัญญาการค้าระหว่างประเทศ ทำให้ยังไม่เกิดการรุกรานซึ่งกันและกัน และสามารถอยู่กันได้อย่างสงบสุข หากจะให้จิวฮวากล่าว ก็สามารถบอกได้ว่า ที่นี่เกิดาและความขัดแย้งระหวางประเทศน้อยกว่าโลกที่เธอจากมามากยิ่งนัก
นานๆครั้งก็อาจจะมีการาภายในประเทศบ้าง อย่างของอาณาจักรฟู่หรง ครั้งล่าสุดก็เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 150 ปีที่ผ่านมา ่ผลัดเปลี่ยนสมัย จากราชวงศ์ตงฟาง เข้าสู่ยุคราชวงศ์เซวียน เป็ต้น
“คุณหนูเ้าคะ คุณชายจิ้นเหอบอกว่าอีกไม่เกิน 2 วันเราก็จะเข้าสู่อาณาจักรฟู่หรงแล้วนะเ้าคะ” เจียงมามากล่าวทำลายความเงียบด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข
จิวฮวาละสายตาออกจากหน้าต่างบานน้อย ที่แสดงให้เห็นถึงทิวทัศน์ ทุ่งนา และป่าเขาข้างทาง ที่บัดนี้กลายเป็สีน้ำตาลแห้งกรอบ เนื่องจากกำลังจะย่างเข้าสู่หน้าหนาวเต็มที ถ้าจากที่สีจิ้นหงบอกเธอ ในวันที่เธอเดินทางถึงเมืองหลวงของอาณาจักรฟู่หรง หิมะแรกก็คงโปรยปรายพอดี
เด็กสาวจ้องมองหน้าของเจียงมามา หญิงชราวัยเกือบ 60 ปี ที่ติดตามแม่ของเธอไปยังต่างแดนกว่า 25 ปี ดวงตาของเจียงมามานั้นแสดงออกมาทั้งความคิดถึง คนึงหา และความดีใจอย่างสุดซึ้ง จิวฮวาอดคิดไม่ได้ ในยุคสมัยที่การติดต่อสื่อสารยังไม่ก้าวไกลเช่นโลกของเธอ การที่ต้องไปอยู่ต่างแดนโดยที่ไม่สามารถอ่าน เขียน ไม่เข้าใจวัฒนธรรมของถิ่นที่อยู่ได้มันจะเหงา และเศร้าสร้อยเพียงใด
ด้วยความที่แม่ของเธอ เป็บุตรีพ่อค้าใหญ่ จึงทำให้ได้รับการศึกษาอย่างดี เชี่ยวชาญหลากหลายภาษา แต่เจียงมามานั้นเป็เพียงแม่นม และคนรับใช้ หญิงชราผู้ต้องพยายามอย่างหนัก เพื่อทำการปรับตัว และเรียนรู้วัฒนธรรม ในวันนี้ในที่สุดเธอก็ได้กลับคืนสู่แผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอน จิวฮวาเมื่อคิดได้ดังนั้นจึงทการส่งส่งยิ้มกว้างให้เจียงมามาไปหนึ่งที
……………………….
่เวลา 7 เดือนที่ผ่านมา ของการเดินทางที่ยาวไกล จากเฟเรนซ์ ถึงฟู่กง เมืองหลวงอาณาจักรฟู่หรง จิวฮวาอดที่จะยื่นคออกมาดูประตูเมืองอันยิ่งใหญ่ไม่ได้ ประตูเมืองฟู่กงนั้นทำมาจากหินผา สีดำทะมึน ตั้งสูงตระหง่าน ท้าสายตาประชาชน เหนือประตูถูกสลักเป็อักษรที่ดูทรงพลัง ลงรักษ์ทอง ดูแล้วทั้งเข้มแข็ง และสง่างาม ขบวนรถม้าและขบวนเกวียนจอดต่อแถวยาว สองข้างทางมีเพิงเล็กๆวางขายสินค้าหลากหลายที่เป็ผลิตภัณฑ์ของชาวบ้านนอกเมือง
เพราะการเข้าในเมืองจำเป็ที่จะต้องจ่ายเงินค่าธรรมเนียม 20อีแปะ ชาวบ้านบางคนจึงเลือกที่จะตั้งร้านขายของนอกกำแพงเมืองที่มีผู้คนสัญจรผ่านไปมา แทนที่จะจ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อเข้าไปขายของด้านใน
จริงๆเมื่อเข้าสู่อาณาเขตของฟู่หรง จิวฮวาก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตเบื้องต้นของที่นี่ อย่างแรกเลยก็คือเื่ค่าเงิน ที่นี่นั้นจะแลกเปลี่ยนเงินกันด้วยเหรียญที่ทำจากทองแดงผสมดีบุก ตีเป็แผ่นกลมเล็กๆ เจาะรูตรงกลาง ลงอักขระเวทย์มนต์เพื่อป้องกันการปลอมแปลง ขนาดประมาณนิ้วโป้ง เรียกว่าเหรียญอีแปะ
1,000 เหรียญอีแปะ จะกลายเป็ตำลึงเงิน ซึ่งเหรียญตำลึงเงินนั้นทำจากแร่เงิน 98% ผสมแร่อื่นเพื่อการคงตัวอีก 2% ตีเป็แผ่นกลม ลงอักขระเวทย์มนต์ ไม่มีเจาะรูตรงกลาง ขนาดไม่ใหญ่มาก มี 3 ขนาด แบ่งตามน้ำหนัก หนัก 1 บาท เรียก 1 ตำลึงเงิน หนัก 5 บาท เรียก 5 ตำลึงเงิน และหนัก 10 บาท เรียก 10 ตำลึงเงิน แผ่นกลมมีขนาดกว้างเท่ากัน แต่หนาต่างกันตามน้ำหนัก ้าจะมีการสลักเป็มูลค่าตำลึงเงินตามน้ำหนัก สามารถใช้แลกเปลี่ยนกับต่างแดนได้ 1,000 ตำลึงเงิน จะเท่ากับ 1 ตำลึงทอง
ตำลึงทอง ทำจากแร่ทอง 98% ผสมแร่บางอย่างเพื่อการคงรูป 2% ตีเป็ลักษณะสี่เหลี่ยมเล็กๆ ลงอักขระเวทย์มนต์ แบ่งเป็ 3 ขนาดขนาดตามน้ำหนัก คือ 1 ตำลึงทอง 5 ตำลึงทอง และ 10 ตำลึงทอง เหรียญมีขนาดเท่ากัน แต่หนาต่างกันเช่นกัน
นอกจากเหรียญแล้ว ยังมีเงินอีกรูปแบบที่เรียกว่าตั๋วเงิน โดยตั๋วเงินเหล่านี้ ตามกฏหมายที่ให้การรองรับมีอยู่แค่ 3 สถาบันทางด้านการเงินเท่านั้น สถาบันแรกคือออกโดยกรมพระคลังของราชอาณาจักรฟู่หรง สามารถนำไปขึ้นเงินได้ที่ว่าการประจำเมืองทุกที่ในอาณาจักร ค่าธรรมเนียมจะถูกสุด อยู่ที่ร้อยละ 2 ของยอดที่เบิก เช่นเบิก 1 ตำลึงเงิน จะเสียค่าธรรมเนียม 20 อีแปะเป็ต้น แต่จำกัดการเบิกได้สูงสุดไม่เกินครั้งละ 10ตำลึงทอง
อีก 2 สถาบันเป็ของเอกชน สถาบันแรกคือทำธุรกรรมผ่านโรงประมูลของตระกูลสี โรประมูลของตระกูลสีจะมีอยู่ทุกหัวเมืองใหญ่ ทำให้ไม่สะดวกมากนัก แต่ก็น่าเชื่อถือ แถมสามารถเบิกเงินเป็ก้อนใหญ่ได้ง่าย ค่าธรรมเนียมอยู่ที่ร้อยละ 5 ของยอดที่เบิก ยอดได้สูงสุดถึง 1แสนตำลึงทองต่อครั้ง
และสถาบันสุดท้ายเป็สถาบันการเงินของบ้านตระกูลขุย พวกเขาทำโรงรับจำนำ ที่มีลักษณะควบรวมคล้ายธนาคารเข้าไปด้วย โดยโรงรับจำนำของพวกเขานั้นนอกจากจะตั้งอยู่ในหัวเมืองต่างๆ ยังตั้งอยู่ในบางพื้นที่ที่มีการค้าขายเจริญรุ่งเรืองอีกด้วย ค่าธรรมเนียมในการเบิกจ่ายคิดเพียงร้อยละ 3 เท่านั้น ส่วนยอดเบิกสูงสุดต่อครั้งอยู่ที่ 50,000ตำลึงทอง และจิวฮวาก็ได้ทราบว่ามารดาของสีจิ้นหงเองก็เป็บุตรสาวสายตรงคนโตของตระกูลขุย
ส่วนค่าแรงขั้นต่ำในเมืองใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 100อีแปะต่อวัน ในนอกเมือง หรือเมืองเล็กๆจะอยู่ที่ประมาณ 30-50 อีแปะ ค่าครองชีพต่อเดือน ต่อครอบครัวไม่เกิน 5 คน หากอาศัยในเมืองใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 2-5 ตำลึงเงิน หากอยู่ในเมืองชนบทจะอยู่ที่ 1-2 ตำลึงเงิน หรืออาจน้อยกวานั้น
เมื่อจิ้นเหอเห็นหน้าน้องสาวที่โผล่ยื่นออกมาจากหน้าต่างรถม้าด้วยสายตาตื่นเต้น ตกตะลึงเขาก็อดที่จะคลี่ยิ้มออกมาไม่ได้ น้องสาวของเขานั้นเติมโตขึ้นมาและถูกขังเอาไว้ในเรือนเท่านั้น นี่อาจเรียกได้ว่าครั้งแรกในชีวิตที่เธอได้ออกมาพบเจอโลกภายนอก
จิ้นเหอะโลงจากม้าสีขาวปลอดตัวงาม ก่อนที่จะเดินไปยังรถม้าของจิวฮวา “ดูจากแถวแล้วกว่าจะถึงขบวนเราคงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 เค่อ (30 นาที) เ้าอยากจะไปเดินเล่มชมตลาดนอกเมืองระหว่างรอหรือไม่ พี่จะพาไป”
เมื่อได้ยินดังนั้นจิวฮวาก็คลี่ยิ้มหวานออกมาทันที ใช่แล้ว สิ่งที่จิ้นเหอพูดนั้น คือสิ่งที่จิวฮวากำลังรอคอย เธอไม่รอช้า เพราะกลัวว่าจิ้นเหอจะเปลี่ยนใจ ก็รีบพยักหน้า และะโลงจากรถม้ามาทันที โดยไม่รอให้ใครช่วยประคอง