อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    บทที่ 81 นางเก่งกาจอย่างยิ่ง

    การเดินทางของพวกเขาในเทือกเขาหู่ลี่ค่อนข้างผ่อนคลาย ปราณเทพอสูรของเสี่ยวจิ้งในร่างของมู่เชียนส่งผลให้เหล่าสัตว์อสูรพยายามหลบเลี่ยงพวกเขาอยู่เสมอ แม้มีบ้างที่พบผู้ร่วมแข่งขันคนอื่นทว่าพวกเขาก็เอาแต่ขุดค้นสมุนไพร หรือหินปราณอยู่บ้าคลั่ง  น่าแปลกเหลือเกินที่ของมีค่าเหล่านั้นล้วนผุดขึ้นมาจากดินได้ราวกับดอกเห็ด


    พวกมู่เชียนทั้งสามหยุดพักเพื่อเก็บหินปราณบ้างบางครั้ง อย่างไรก็เป็นทรัพย์ที่ร่วงจากฟ้า ไม่คว้าไว้ก็คงรู้สึกผิดต่อตนเองแล้ว…​  มู่เชียนพิจารณาหินปราณเกือบร้อยก้อนที่กองอยู่ในมิติกำไลของตนแล้วก็ทอดถอนใจ…​   ขอเพียงไม่โลภนักที่แห่งนี้ก็มีสมบัติเพียงพอให้กอบโกยได้โดยที่ไม่ต้องแย่งชิงกับใคร


    ‘มีคนกลุ่มหนึ่งอยู่ด้านหน้า…​ ดูเหมือนจะเป็นคนคุ้นเคยของเจ้านะ’ 


    ได้ยินเสี่ยวจิ้งเอ่ยเช่นนี้  ​ มู่เชียนก็คิดถึงศิษย์พี่น้องที่แยกจากกันไปของนางขึ้นมาทันที ร่างบางรุดไปด้านหน้าด้วยดวงตาเปี่ยมความหวัง เสี่ยวจือจือและ มู่เฉิงหลินเห็นดังนั้นก็รีบเร่งฝีเท้าตามไปติดๆ  


    ใจกลางป่ารกทึบนั้น คนสองกลุ่มกำลังเผชิญหน้ากันอย่างรุนแรง 


    “อั่ก…”​


    ปราชญ์ยุทธ์ชั้นต้นผู้หนึ่งถูกฝ่ามือคู่ต่อสู้ฟาดเข้าที่กลางอก ร่างของเขากระเด็นออกมากระแทกเข้ากับพื้นอย่างแรง ไม่ทันลุกขึ้น เงาร่างอันรวดเร็วก็พุ่งตัวเข้าใส่ มีดสั้นปักเข้ากลางอกของคนที่นอนอยู่อย่างโหดเหี้ยม  ผู้พ่ายแพ้ไม่ทันหลับตาลงก็กลายเป็นละอองสีฟ้าหายออกจากมิติไปแล้ว


    “ถงเกอ.. ศิษย์พี่… จะทำอย่างไรดี พวกเขาล้วนตายกันหมดแล้ว !” 


    หญิงสาวงดงามนางหนึ่งเอ่ยถามเสียงเบาอย่างหวาดกลัว  เบื้องหน้าของนาง  บุรุษแรกรุ่นหล่อเหลาสองคนยืนตัวแข็งอยู่ใกล้ๆ  ในที่สุดผู้ที่ถูกเรียกว่าศิษย์พี่ก็ทำใจกล้าก้าวออกมาด้านหน้าเพื่อปกป้องศิษย์น้องหญิงของตน 



    “พวกเจ้าต้องการอะไรกันแน่….? ข้าคือจ้าวหยวน ศิษย์เอกของท่านม่อจื้อ  ปราชญ์โอสถแห่งแคว้นต้าหนาน แน่ใจหรือว่าเจ้าอยากมีเรื่องกับพวกเรา ?”



    ที่แท้คนกลุ่มนี้คือตัวแทนจากสี่ตระกูลผู้พิทักษ์ของแคว้นหนาน มู่เยว่ ซ่างกวนถง จ้าวหยวน และเว่ยผู่สง


    เมื่อครู่ระหว่างที่พวกเขาแวะพักเพื่อเก็บสมุนไพรมีค่าในป่า  จู่ๆก็ถูกคนปิดหน้าสิบกว่าคนล้อมไว้ตรงกลาง และคนทั้งหมดนั้นล้วนอยู่ในระดับปราชญ์ยุทธ์ขึ้นไปทั้งสิ้น    


    ปราชญ์ยุทธ์ทั้งสี่ที่ถูกจ้างมาเพื่อคุ้มครองทายาทคนสำคัญของตระกูลพยายามเอ่ยปากเจรจา ทว่ากลับไม่เป็นผล    พวกมันยังคงมุ่งหน้าเข้าโจมตีพวกเขาอย่างดุดัน ราวกับต้องการเพียงทำลายชีวิตพวกเขาเท่านั้น


    ดวงตาของฝ่ายที่เหนือกว่ามองเด็กหนุ่มสาวตรงหน้าราวกับขยะกองหนึ่ง  มีแค่นักยุทธ์กับยอดยุทธ์ขั้นต้นแค่สี่คน  ถูกเป่าทีเดียวก็กระเด็นแล้ว 


    “ผู้ใดจะไปสนใจว่าอาจารย์ของเจ้าเป็นปราชญ์โอสถ หรือเทพโอสถ ขอเพียงพวกเจ้าตายทั้งหมด…​ ก็ไม่มีเรื่องใดอีก” เสียงกระด้างเอ่ย


    “เหตุใดต้องฆ่าพวกเรา ?”  เว่ยผู่สงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ข้างกายของชายหนุ่มมีเสือโคร่งสีดำตัวใหญ่สองตัว  พวกมันกำลังขู่คำรามใส่กลุ่มคนสิบกว่าคนตรงหน้าอย่างดุร้าย   นี่คือสัตว์อสูรในพันธะของเขา  แม้จะร้ายกาจทว่าก็มีระดับเพียงยอดอสูรชั้นปลายเท่านั้น


    ในกลุ่มคนทั้งสี่นี้ฝีมือของเขานับว่าสูงที่สุด หากพวกมันคิดจะเริ่มฆ่าย่อมต้องฆ่าเขาก่อน   ผู้ตกเป็นเป้าหมายแรกรู้สึกถึงเหงื่อเย็นเยียบที่หลั่งเต็มแผ่นหลังในขณะที่สมองพยายามคิดหาหนทางเอาชีวิตรอด


    ท่ามกลางกลุ่มคนที่รายล้อมอยู่ ชายผู้หนึ่งที่ดูจะเป็นหัวหน้ากลุ่มก้าวขึ้นมาสามก้าว เขากวาดสายตามองไปที่ร่างหญิงสาวนางเดียวในกลุ่ม  แล้วจ้องนางแน่นิ่ง


    “สตรีแซ่มู่.. ใช่หรือไม่ ?”


    สิ้นเสียงสากระคายนั่น มู่เยว่ก็สะดุ้งร่างขึ้นสุดตัว เด็กสาวห่อร่างเล็กลงกว่าเดิมระหว่างที่พยายามซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังศิษย์พี่และคู่หมั้นของตนอย่างหวาดกลัว เพียงเห็นคนมากมายตายลงต่อหน้าก็ขวัญเสียมากพอแล้ว  ยามนี้ต้องมาถูกสายตาชั่วร้ายจับจ้องอีก มู่เยว่ยิ่งเข่าอ่อนจนแทบยืนไม่อยู่ ร่างเล็กสั่นเทาไปทั้งร่างไม่อาจเอ่ยคำใดออกมาได้แม้แต่คำเดียว


    เว่ยผู่สงมองมู่เยว่ทีหนึ่งอย่างสงสัย… หรือปัญหาอยู่ที่นาง ?


    รออยู่ครู่หนึ่งไม่เห็นพวกเขาไม่ปฏิเสธ ชายผู้นั้นก็ยกยิ้มชั่วร้ายขึ้นอย่างมั่นใจ


    “มีคนต้องการชีวิตเจ้า..” 


    “ข้าหรือ..​ ?!” 


    มู่เยว่กรีดเสียงแผ่วเบาออกมาได้ในที่สุด ความงุนงงและความหวาดกลัวนั้นทับถมจิตใจจนนางแทบจะหมดสติลงไป


    “ผู้ใดจะรู้เล่า  .​..  100000 หินลมปราณ แลกกับชีวิตเล็กๆของเจ้า…. เจ้าควรตายอย่างภาคภูมิใจแล้ว”  


    “ฟิ้ววว…”  


    โดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ร่างของสตรีแรกรุ่นในชุดสีเขียวก็พลิ้วมาปรากฏอยู่ด้านข้างพวกเขา  คนทั้งกลุ่มถึงกับตะลึงงันไปชั่วครู่ 



    “มู่เยว่หรือ…”  มู่เชียนพบว่าคนคุ้นเคยที่เสี่ยวจิ้งพูดถึงกลับกลายเป็นน้องสาวผู้นี้ก็ลอบตำหนิเสี่ยวจิ้งอยู่ในใจ… 


    ‘นางหรือคนคุ้นเคยของข้า….?  เหตุใดไม่บอกให้ชัดเจนเล่า’


    ‘ก็เจ้าไม่ได้ถาม…’ เทพมังกรอัคคีเอ่ยอย่างไร้ความรับผิดชอบ  


    มู่เชียนก็พ่นลมหายใจยืดยาวออกมา นางหันไปด้านหลังเห็นน้องชายและเสี่ยวจือจือตามมาทันแล้วก็พยักหน้าทีหนึ่งให้คนทั้งหลาย  ..  คิดจะจากไปโดยไม่พูดจา


    มู่เยว่เห็นมู่เชียนปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าอย่างกะทันหันยามตกใจจึงไม่ได้คิดอะไร ทว่าเมื่อนางคิดจะจากไปมู่เยว่ก็กรีดร้องเสียงแหลมขึ้นมาทันที


    “พี่สาม พี่สี่ช่วยข้าด้วย… ​  คนพวกนี้จะฆ่าข้า”


    มู่เชียนได้ยินข้อความนี้ก็รีบชะงักร่าง  ดวงตาสีน้ำตาลพิจารณามองกลุ่มคนที่ล้อมรอบอยู่ตรงนั้นอย่างแปลกใจ  เด็กนี่ไปก่อเรื่องใหญ่โตอะไร ถึงขนาดต้องให้คนมากมายตามฆ่าเช่นนี้


    “นางทำอะไรให้ ?” มู่เชียนเอ่ยถามตรงๆ ทว่ากลุ่มคนเหล่านั้นกลับไม่คิดสนใจเด็กสาวยอดยุทธ์ผู้หนึ่งเช่นนาง..​  


    “รู้แล้วจะทำไม  อย่างมากก็เพียงเพิ่มศพอีกร่างหนึ่งเท่านั้น ?” ชายผู้นำเอ่ยอย่างยียวน  


    ดวงตาดำมืดอำมหิตคู่นั้นแสดงให้มู่เชียนรู้ว่า การฆ่าคนสำหรับเขาเป็นเรื่องง่ายดายอย่างมาก


    “นางเป็นน้องสาวของข้า ข้าย่อมปล่อยพวกเจ้าฆ่านางไม่ได้ แต่หากนางผิดจริงข้าจะส่งนางออกไปด้วยมือของข้าเองแทนการขอโทษ” 


    “เจ้าแซ่มู่เช่นกันหรือ  ?” 


    มู่เชียนมิได้เอ่ยคำใด  นางทำเพียงยืนนิ่งมองสบตาชั่วร้ายคู่นั้นอย่างเฉยชา


    “พวกเจ้าคนใดคือมู่เชียน ?”  


    สิ้นคำถามนี้    ดวงตาทุกคู่พลันเบิกกว้างแล้วสะบัดมองมาที่ร่างบางในชุดเขียวราวกับนัดกันไว้  


    “เจ้าคือมู่เชียนสินะ…​.” 


    สิ้นเสียงผู้นำประกาศ   กลุ่มคนปิดหน้าเกือบยี่สิบร่างก็ขยับวูบกระจายตัวล้อมพวกมู่เชียนทั้งสามไว้ตรงกลางทันที


    “พวกเจ้ามีธุระอะไรกับข้า..”  


    มู่เชียนเอ่ยถามเรียบๆ  ดวงตากลมโตมองตรงไปยังผู้นำกลุ่ม ราวกับไม่รู้สึกอันใดที่ถูกคนจำนวนมากรุมล้อมด้วยเจตนาร้ายเช่นนี้


    หัวหน้าคนร้ายเหลือบมองทั้งสามอย่างพิจารณา  หนุ่มสาวระดับยอดยุทธ์สองคน กับเด็กหญิงร่างเล็กที่ดูไร้พิษภัย… งานดีเงินก็ยิ่งดี….  รอยยิ้มชั่วร้ายขยายกว้างอยู่ใต้ผ้าปิดหน้าอย่างยินดี


    “ก็แค่มีคนสนใจชีวิตเจ้า….เท่านั้น” 


    “แม่นางมู่ระวังด้วย คนพวกนี้เป็นปราชญ์ยุทธ์ทั้งสิ้น  มีคนว่าจ้างพวกเขาด้วยหินปราณถึง 100,000 ก้อน” เว่ยผู่สงเอ่ยเตือนอย่างอดไม่ได้ 


    ‘มีคนคิดฆ่าข้าหรือ… ?’ มู่เชียนตกตะลึงเล็กน้อย  ดวงตาสีน้ำตาลกวาดประเมินศัตรูตรงหน้าแวบหนึ่งอย่างรวดเร็ว 


    ปราชญ์ยุทธ์ชั้นต้นสิบสองคน ชั้นกลางสามคน  ชั้นสูงสองคน  มิน่าคนที่สี่ตระกูลผู้พิทักษ์จ้างมาจึงไม่อาจปกป้องพวกเขาได้


    “พวกข้าไปได้แล้วใช่หรือไม่ ?”  


    จ้าวหยวนเอ่ยถามเสียงสั่น ก่อนที่จะเริ่มสู้กันเขาอยากหลบหนีไปให้ไกลที่สุด ทว่าชายผู้นำกลับมิได้หันมามองเขาแม้แต่น้อย ทั้งยังเอ่ยปากตัดความหวังของชายหนุ่มอย่างโหดร้าย


    “เสียใจด้วย… พวกเราไม่อาจให้เหตุการณ์นี้รั่วไหลออกไปได้” 


    “พวกข้าสัญญาจะไม่บอกผู้ใด  โปรดปล่อยพวกข้าไปเถิด”   ซ่างกวนถงตะโกนเสียงสั่นเทาออกมา ยามนี้ขอเพียงรอดชีวิตไปได้ ให้ทำสิ่งใดเขาล้วนยินยอมทั้งสิ้น


    เหล่าคนร้ายส่งเสียหัวเราะเบาๆ กับความไร้เดียงสาของพวกเขา  สองคนในนั้นได้รับสัญญาณให้แยกตัวออกมา พวกมันเดินเข้าหาหนุ่มสาวทั้งสี่ที่ยังยืนตัวแข็งอยู่กับที่   เสียงฝีเท้าของมัจจุราชกดทับลงบนจิตวิญญาณของพวกเขาจนแทบหายใจไม่ออก


    “พวกเจ้าทุกคนต้องตายที่นี่ !”    


    บรรยากาศการฆ่าฟันอันหนักอึ้งกดดันไปทั่วบริเวณสร้างความหวาดกลัวให้พวกมู่เยว่ทั้งสี่จนแทบไม่อาจขยับตัว    มู่เชียนเหลือบมองมู่เยว่ทีหนึ่ง  นางกำลังขดร่างแน่นอยู่ตรงกลางระหว่างชายทั้งสองอย่างหวาดหวั่น ใบหน้าอ่อนเยาว์ซีดขาว  ดวงตากลมโตคู่นั้นมีน้ำเอ่อคลอจวนเจียนจะหยดลงมาแล้ว


    ‘น้องสาว….  ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่ยุ่งยากจริงๆ’


    “วูบบ…”  


    ร่างของมู่เชียนปรากฏขึ้นเบื้องหน้ามู่เยว่..​ มือขวาถือกระบี่ยาวเล่มหนึ่งเอาไว้ ประกายเจิดจ้าจากแสงกระบี่ส่องให้แผ่นหลังบอบบางนั้นดูงดงามและยิ่งใหญ่ราวกับเทพเซียน


    “ความเร็วอะไรกันนี่ !”  


    ไม่มีผู้ใดมองตามการเคลื่อนไหวของนางได้ทัน เว้นเพียงปราชญ์ยุทธ์ชั้นสูงทั้งสองคน ทว่าก่อนที่พวกเขาจะพุ่งร่างเข้าขวางนางไว้   เด็กสาวร่างเล็กที่เคยดูไร้พิษภัยก็กลับกลายเป็นอสูรกายขนาดยักษ์



    ร่างครึ่งบนอันงดงามเย้ายวนนั้นแย้มยิ้มอย่างชั่วร้าย ขณะที่หางสีดำอวบใหญ่ตวัดใส่ร่างของผู้นำกลุ่มคนนั้นอย่างแรง 


    ทุกคนย่อมรู้ดีว่าหากอยู่ในระดับเดียวกัน สัตว์อสูรจะมีพลังการต่อสู้ที่เหนือกว่ามนุษย์อยู่บ้าง  แรงโจมตีของปราชญ์อสูรชั้นสูงสุดเช่นนางนั้น ไหนเลยพวกเขาจะต้านทานได้ ผู้นำกลุ่มได้แต่กระโดดหลบไปด้านหลังอย่างทุลักทุเล  ในขณะที่ปราชญ์ยุทธ์ขั้นสูงอีกคนหนึ่งนั้น ไม่สามารถหลบพ้น ถูกหางอสรพิษหยกดำฟาดเข้าอย่างจัง  ร่างคนร้ายล้มลงนอนกระอักเลือดอยู่กับพื้นอย่างหมดสภาพ


    “ปราชญ์อสูรขั้นสูงสุด !”  


    เสี่ยวจือจือไม่รอให้พวกเขาตั้งตัวได้ ปราณธาตุน้ำแข็งถูกพ่นออกมาใส่ร่างของผู้นำทันที หมายจะแช่แข็งร่างเขาทั้งเป็น ทว่าคนผู้นั้นก็สามารถกระโดดหนีไปได้  ธนูเพลิงรุนแรงจำนวนมากถูกปล่อยออกมาจากสองมือของเขาโจมตีเข้าที่ร่างของเสี่ยวจือจือ 


    อสูรสาวเหลือบมองธนูกลุ่มนั้นแวบหนึ่ง ประกายสีน้ำเงินวาบผ่านดวงตา เกิดเป็นกำแพงน้ำแข็งขนาดยักษ์ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ขวางธนูห่านั้นไว้ได้จนหมด  


    เบื้องหลังกำแพงน้ำแข็ง อสรพิษพาร่างเลื้อยปราดไปหาเหยื่อคนแรกที่ยังนอนกระอักเลือดอยู่ กรงเล็บอสูรงอกยาวออกก่อนจะเจาะลงบนร่างชายโชคร้าย  ฝ่ามือขาวเนียนกระชากเอาหัวใจดวงออกมาอย่างโหดเหี้ยม  สะบัดโยนก้อนเนื้อที่เต้นตุบๆนั้นออกไปอีกด้านอย่างไม่ใส่ใจ


    ผู้นำกลุ่มยามนี้เฝ้ามองการจากไปของพรรคพวกด้วยดวงตาเคร่งเครียดผสานความหวาดกลัว


    กับนักฆ่าโหดเหี้ยมเหล่านี้ ตลอดชีวิตพวกเขาหวาดกลัวสิ่งเดียว  นั่นคือ ‘เจอคนที่เหี้ยมกว่า’


    ขณะที่สนามรบด้านนี้ต่อสู้กันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน ฝั่งของมู่เชียนกลับสะอาดเอี่ยมกว่ามาก


    ร่างชายปิดหน้าสองคนที่นอนอยู่เบื้องหน้ายังมีชีวิตอยู่ดี   ไม่มีเลือดที่ไหลนองเจิ่งพื้น ไม่มีเสียงคร่ำครวญร่ำไห้   ไม่มีแม้กระทั่งรอยฟกช้ำใดๆบนร่าง


    เพียงแค่ขาสองข้างที่ควรมีกลับไม่มี….  ที่จริงนับแต่ช่วงเอวลงไปล้วนไม่มีทั้งสิ้น  รอยตัดเรียบสนิทไหม้เกรียมทำให้ไม่มีเลือดไหลออกมาแม้เพียงหยดเดียว ส่วนคนร้ายสองคนนั้นก็เจ็บปวดจนสลบไปนานแล้ว


    มู่เชียนถือดาบแสงวายุเดินเข้าหาปราชญ์ยุทธ์สิบกว่าคนที่เหลืออยู่อย่างช้าๆ  เพียงปราชญ์ยุทธ์ชั้นกลางและชั้นต้นไม่กี่คนตรงหน้า  … นางไม่รู้สึกถึงปัญหาเลยแม้แต่น้อย


    ศัตรูสิบกว่าคนที่เหลือมองหน้ากันแล้วพยักหน้าทีหนึ่ง  อาวุธในมือเด็กสาวนางนี้ร้ายกาจอย่างมาก พวกเขาไม่อาจเข้าใกล้ ทว่าด้วยระดับปราชญ์ยุทธ์ที่มี พวกเขายังสามารถควบคุมการโจมตีระยะไกลได้อย่างสบาย  


    ธนูปราณหลากสีพลันปรากฏขึ้นรอบกายมู่เชียน ก่อนจะเริ่มระดมยิงเข้าใส่ร่างของนางทันที ..


    ทันทีที่ปราณธาตุแสงถูกเรียกใช้  เท้าของนางแสดงออกเป็นกระบวนท่าพันดาวตกขั้นสูงสุด ร่างเล็กใจกลางวงล้อมเปลี่ยนเป็นเงาแสงวูบวาบไปมา หลบการโจมตีของธนูนับร้อยดอกนั้นอย่างคล่องแคล่ว   มู่เชียนฉวยโอกาสนี้เก็บธนูปราณบางชิ้นเข้าไปในลูกแก้วหมุนปราณ แล้วเริ่มวิเคราะห์ปราณด้านในอย่างรวดเร็ว


    “หมื่นธาตุพิษ”   สิ้นเสียงกระซิบจากริมฝีปากบาง ควันสีเทาเขียวขาวก็กระจายฟุ้งออกมาทั่วบริเวณ



    “ควันพิษ กลั้นหายใจเร็วเข้า !”  


    ท่ามกลางควันหนาเสียงร้องโหยหวนก็ดังขึ้น  และเมื่อพวกเขาหันไปมอง ก็พบพรรคพวกสามคนกำลังดิ้นรนอย่างทรมาณ  เนื้อหนังเปื่อยยุ่ยลอกร่อน  ลูกตาค่อยๆไหลทะลักและละลายเป็นน้ำ เลือดและเนื้อไหลปะปนอยู่บนพื้น 


    ปราชญ์ยุทธ์ชั้นต้นกำลังถูกควันพิษทำให้ร่างทั้งร่างค่อยๆเปลี่ยนเป็นของเหลว ไม่เว้นแม้กระดูก.. ท้ายที่สุดเลือดเนื้อกองนั้นก็สลายกลายเป็นควันไม่หลงเหลือเลือดแม้เพียงหยดเดียว


    “พิษกัดกร่อนร้ายกาจอะไรเช่นนี้ ?”   ทว่าเหตุใดพวกเขาที่เหลือไม่เป็นอะไรเลยเล่า


    “ดูเหมือนว่านางสามารถสะกัดพิษเฉพาะบุคคลได้จากปราณธาตุที่เราโจมตีออกไป”


    เข้าใกล้ไม่ได้ โจมตีระยะไกลไม่ได้  หญิงสาวนางนี้ไม่มีจุดอ่อนเลยหรือ


    ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างตื่นตระหนกของคนร้าย  หญิงสาวผู้นั้นยังคงถือกระบี่เดินหน้าเข้าหาพวกเขาช้าๆ ทุกก้าวที่เดินนั้นแฝงไปด้วยกลิ่นไอแห่งการฆ่าฟัน 


    คิดจะเอาชีวิตผู้อื่นย่อมเตรียมใจที่จะถูกผู้อื่นเอาชีวิตไว้บ้าง


    มู่เฉิงหลินเดินเข้ามาชมการต่อสู้ของพี่สาวอย่างใกล้ชิด   ไม่บ่อยที่จะเห็นนางแสดงฝีมือให้ชมสักครั้ง เขาย่อมไม่อยากพลาดไปแม้แต่พริบตาเดียว


    “พี่สี่…  พี่สามนางมิใช่ว่านางอยู่ในระดับยอดยุทธ์หรือ ?”  มู่เยว่เอ่ยถามอย่างงุนงง


    “แน่นอนว่าใช่”


    “แล้วเหตุใดนางจึงสามารถเอาชนะปราชญ์ยุทธ์ได้ ทั้งยังรวดเร็วเช่นนี้ด้วย”  จ้าวหยวนเองก็เอ่ยถามด้วยสงสัยอย่างมาก


    มู่เฉิงหลินมองไปยังร่างบางกลางฝูงชนเบื้องหน้าด้วยดวงตาเป็นประกาย ดาบแสงวายุถูกฟันออกไป อย่างแรง จนกลุ่มปราชญ์ยุทธ์ผู้เก่งกล้าเมื่อครู่ต้องรีบพาร่างของตนแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง… จะมีผู้ใดหาญกล้าต้านรับการโจมตีที่รุนแรงเยี่ยงนี้ได้เล่า รอยยิ้มบนใบหน้าผู้เป็นน้องฉีกกว้างออกอย่างภาคภูมิใจ


    “เพราะว่านางเก่งกาจอย่างยิ่ง”  


    มู่เยว่ จ้าวหยวน เว่ยผู่สง ซ่างกวนถง  มองหญิงสาวอ่อนเยาว์ที่กำลังไล่ต้อนปราชญ์ยุทธ์สิบกว่าคนอยู่เบื้องหน้าด้วยดวงตาเลื่อมใสชื่นชม


    นั่นสิ… ยังจะต้องมีคำอธิบายใดอีกเล่า…. นางเก่งกาจอย่างยิ่งจริงๆ


    เหล่าคนปิดหน้ากำลังพยายามหลบการโจมตีของกระบี่แสงวายุอย่างยากลำบาก  ปราณธาตุบาดแหลมรุนแรงขนาดใหญ่นั้นดูเหมือนยิ่งฟาดฟัน ก็ยิ่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ


    “พวกเราอย่ากลัว อาวุธเวทย์ระดับสูงย่อมสิ้นเปลืองปราณธาตุอีกมาก อีกครู่เดียวนางย่อมทนไม่ได้แน่”


    มู่เชียนได้ยินประโยคนี้ก็รู้สึกแปลกใหม่อย่างมาก  


    ‘สู้ไม่ไหวก็ได้แต่ภาวนาให้ผู้อื่นหมดลมปราณไปเองหรือ  วิธีนี้น่าสนใจดีนะ’


    น่าเสียดายนางมิใช่นักยุทธ์ฝึกหัดที่ชายป่าทมิฬวันนั้นอีกแล้ว  นึกถึงอดีตที่ฟันกระบี่ออกมาครั้งเดียวกลับถูกดูดปราณออกมาจนเกลี้ยง 


    ตอนนั้นนางเป็นเพียงนักยุทธ์คนหนึ่ง ทั้งยังไม่รู้จักควบคุมอาวุธเวทย์ ทำให้แผนที่วางไว้พังจนเกือบต้องตาย ทว่าหลังผ่านประสบการณ์อันตรายมากมาย ทั้งยังได้ฝึกฝนอยู่ในหอรวมปราณเป็นประจำ  ปราณยุทธ์แม้ยังอยู่ที่ระดับยอดยุทธ์ขั้นปลายสุด แต่ปราณธาตุมหาศาลในร่างของนางกลับไม่ต่างจากปราชญ์ยุทธ์ขั้นสูงแม้แต่น้อย !!  


    นางในยามนี้ต่อให้ฟาดกระบี่ใส่พวกเขาทั้งวันก็สามารถทำได้อย่างสบาย


    ทว่าผู้ใดจะมีเวลาว่างมากมายเช่นนั้น มู่เชียนไม่คิดเสียเวลาอีกแล้ว มือเรียวเก็บกระบี่เข้าไว้ในร่างแล้วพุ่งตัวเข้าใส่ร่างของหนึ่งในปราชญ์ยุทธ์ชั้นต้นที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที


    คนผู้นั้นหวาดกลัวกระบี่ในมือของนางอย่างยิ่ง เมื่อเห็นนางเก็บกระบี่ไปแล้วรู้สึกยินดี


    เด็กนี่คงผลาญปราณตนเองไปหมดแล้ว 


    มือข้างหนึ่งของคนร้ายตวัดเป็นกรงเล็บเข้าใส่ไหล่ของมู่เชียนคิดจะจับนางกดลงกับพื้นอย่างแรง


    มู่เชียนพลิ้วร่างไปทางซ้ายหลบการโจมตีของคนปิดหน้าอย่างง่ายดาย มือเรียวพลิกยึดจับแขนเจ้าของกรงเล็บนั่นไว้แน่น  ก่อนจะหมุนร่างขึ้นกลางอากาศอย่างคล่องแคล่ว  ร่างเล็กบิดกระชากแขนของคนผู้นั้นไปด้านหลังไม่ทันรู้สึกเจ็บ กระดูกของปราชญ์ยุทธ์ผู้โชคร้ายก็หักเป็นสามท่อนด้วยแรงมหาศาล


    “อ้ากกก…”  


    ร่างบางที่ยืนอยู่ด้านหลังขมวดคิ้ว ยื่นมือจับยึดคอศัตรูไว้แล้วคิดจะหักทำลายในครั้งเดียว ทว่ากลับเหลือบไปเห็นน้องชายที่ยืนยิ้มสบายใจอยู่ไม่ก่อนเสียก่อน  มู่เชียนเปลี่ยนเป้าหมายทันที ผู้เป็นพี่โยนร่างที่ยึดจับอยู่นั้นเข้าใส่มู่เฉิงหลินแทน


    “ฝึกเสีย  อย่ามัวแต่เล่น”


    ปราชญ์ยุทธ์คนนี้นางหักแขนไปข้างหนึ่งแล้วก่อนส่งให้เขา….  ถือว่ายอมให้เขาสักครั้ง… 


    เฮ้อ….  นางช่างเป็นพี่สาวที่อ่อนโยนเหลือเกิน


    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน