สัตย์สาบานแห่งดวงดาว

    ตอนที่ 123 พิธีกรรมเปลวเพลิงแห่งภูมิปัญญา

    ลู่เหยียนหนิงยกมือขึ้นเป็นคนแรก


    “แม่มีคำถาม การแบ่งต้นกำเนิดของเตาหลอมดาราสวรรค์ออกมาถึงสองส่วน จะส่งผลกระทบต่อเจ้าหรือไม่?”


    “ไม่ส่งผลกระทบอะไรทั้งนั้น”


    ยูรันส่ายหน้า


    “ที่จริงจะเรียกว่าแบ่งออกมาก็ไม่ถูกนัก ต้องบอกว่าข้าคัดลอกต้นกำเนิดของมันออกมาบางส่วนจึงจะเหมาะสมกว่า”


    สีหน้าของลู่เหยียนหนิงผ่อนคลายลงเล็กน้อย


    ไป๋หลิงจึงถามต่อ


    “แล้วพิธีกรรมของอิกดราซิลเกี่ยวข้องกับการสร้างทั้งสามสิ่งนี้อย่างไร? ผู้ใดต้องเป็นคนเข้าสู่พิธีบ้าง?”


    “ต้องเข้าพิธีทั้งสามคน”


    ยูรันตอบอย่างตรงไปตรงมา


    “พวกนางต้องรับเปลวเพลิงแห่งภูมิปัญญาบางส่วน เพื่อชำระล้างร่างกายและดวงวิญญาณให้พร้อมสำหรับการรับวิถีใหม่”


    “ส่วนผู้ที่ต้องถูกแขวนเอาไว้กับอิกดราซิลคือข้า หลังจากถูกแขวน ข้าจะได้รับสายเลือดดั้งเดิมกลับคืนมา และในขั้นตอนสุดท้าย กายเทพดาราสวรรค์ของข้าก็จะกลับมา”


    “ระหว่างที่พวกนางทั้งสามกำลังรับเปลวเพลิง ข้าจะใช้ร่างกายและต้นกำเนิดของตนเองสร้างเตาหลอมทั้งสองกับเนตรดาราพิสุทธิ์ขึ้นมา ก่อนประทับพวกมันลงในดวงวิญญาณของแต่ละคนทันที”


    ลู่ชิงถานยังคงมีสีหน้ากังวล


    “หลังจากเตาหลอมถูกประทับลงในดวงวิญญาณแล้ว ข้าจะสามารถควบคุมพลังที่ร่างกายดูดเข้ามาได้เองหรือไม่เจ้าคะ?”


    “ได้แน่นอน”


    ไป๋จิ้งเหวินครุ่นคิดอยู่เล็กน้อย ก่อนถามถึงคำพูดซึ่งติดใจนางมากที่สุด


    “ที่เจ้าบอกว่าข้าจะกลายเป็นต้นตระกูลของผู้ครอบครองเนตรดาราพิสุทธิ์ หมายความว่าเนตรนี้สามารถสืบทอดไปยังลูกหลานได้หรือ?”


    “คำตอบคือใช่”


    ยูรันพยักหน้า


    “เนตรดาราพิสุทธิ์สามารถถ่ายทอดผ่านสายเลือดไปยังลูกหลานได้”


    ไป๋จิ้งเหวินเหลือบมองบุตรสาว ก่อนถามต่อ


    “แล้วหลิงเอ๋อร์เล่า? นางเกิดก่อนที่ข้าจะได้รับเนตรดาราพิสุทธิ์ เช่นนั้นนางยังสามารถสืบทอดเนตรจากข้าได้หรือไม่?”


    “ได้สิ”


    ยูรันตอบทันที


    “หากศิษย์พี่รองเปลี่ยนจากวิถีบำเพ็ญเซียนมาเป็นวิถีเดียวกับท่านแม่ เนตรดาราพิสุทธิ์จะถูกถ่ายทอดจากท่านแม่ไปยังนางโดยตรง และตื่นขึ้นเองโดยไม่ต้องผ่านพิธีกรรมเพิ่มเติม”


    “ความสามารถของเนตรจะเหมือนกับของท่านแม่ทุกประการ ไม่มีส่วนใดอ่อนแอลง”


    ไป๋หลิงครุ่นคิดตาม


    “แล้วลูกหลานรุ่นหลังเล่า?”


    “ความแข็งแกร่งของเนตรในรุ่นต่อไปจะขึ้นอยู่กับคู่ครอง”


    ยูรันอธิบายต่อ


    “หากมีบุตรกับผู้ที่ไม่ได้อยู่ในวิถีเดียวกัน พลังของเนตรย่อมอ่อนแอลงตามสายเลือด”


    “แต่หากอีกฝ่ายอยู่ในวิถีเดียวกัน และไม่มีเนตรชนิดอื่นเข้ามาแทรกแซง ความสามารถของเนตรก็จะยังคงสมบูรณ์”


    “หากลูกหลานมีหลายคน เนตรอาจแปรเปลี่ยนไปคนละทิศทาง ความสามารถบางส่วนอาจถูกแยกออกจนกลายเป็นเนตรแขนงใหม่ แต่หากสายเลือดจากทั้งสองฝ่ายเป็นเนตรชนิดเดียวกัน ผู้สืบทอดก็จะได้รับเนตรแบบเดิมอย่างสมบูรณ์”


    “ส่วนกรณีที่คู่ครองมีเนตรต่างชนิด ลูกที่เกิดมาอาจได้รับเนตรของบิดา เนตรของมารดา หรืออาจหลอมรวมทั้งสองเข้าด้วยกันจนกลายเป็นเนตรชนิดใหม่ก็ได้”


    ยูรันชี้มาที่ตนเอง ก่อนยกตัวอย่างอย่างเป็นธรรมชาติ


    “อย่างเช่น หากข้ากับศิษย์พี่รองมีลูกด้วยกัน เด็กคนนั้นอาจได้รับเนตรของข้า เนตรดาราพิสุทธิ์ของศิษย์พี่รอง หรือเนตรซึ่งเกิดจากการหลอมรวมของทั้งสอง”


    ไป๋หลิงหน้าแดงขึ้นทันที


    “เหตุใดต้องยกข้ากับเจ้าเป็นตัวอย่างด้วย?!”


    ยูรันกลับไม่สนใจคำถามนั้น เขาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ


    “แต่ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใด มันก็ไม่มีทางอ่อนแอลงหรอก”


    “เนตรของข้าแข็งแกร่งที่สุดอยู่แล้ว”


    “...”


    ทุกคนมองเขาด้วยสายตาหมั่นไส้พร้อมกัน


    ไป๋จิ้งเหวินปล่อยให้ความเงียบดำเนินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามคำถามสุดท้ายด้วยน้ำเสียงจริงจัง


    “หากคนนอกรู้ถึงความสามารถของเนตรชนิดนี้ แล้วควักดวงตาของผู้สืบทอดไปใส่ในร่างกายของตนเองเล่า?”


    “คนผู้นั้นจะสามารถช่วงชิงและใช้พลังของเนตรดาราพิสุทธิ์ได้หรือไม่?”


    ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างมั่นใจ


    “ใช้ไม่ได้แน่นอน”


    “ผู้ที่จะใช้เนตรดาราพิสุทธิ์ได้ต้องเป็นผู้ที่อยู่ในวิถีเดียวกัน หรือเป็นผู้สืบทอดสายเลือดของเนตรโดยตรงเท่านั้น”


    เขาหันไปทางไป๋จิ้งเหวิน


    “อย่างที่ข้าบอกไปก่อนหน้านี้ หากคู่ครองไม่ได้อยู่ในวิถีเดียวกัน เนตรของลูกหลานก็จะอ่อนแอลง บางคนอาจอ่อนแอจนไม่สามารถปลุกเนตรให้ตื่นขึ้นมาได้เลยด้วยซ้ำ”


    “จนกว่าจะเปลี่ยนเข้าสู่วิถีนี้ จึงอาจมีโอกาสปลุกเนตรขึ้นมาได้สำเร็จ”


    “เพราะฉะนั้น ต่อให้คนนอกควักดวงตาออกไปใส่ในร่างของตนเอง ก็ไม่มีทางใช้ความสามารถของเนตรได้”


    ยูรันยกนิ้วขึ้นอีกครั้ง


    “อีกอย่าง การย้ายเนตรชนิดนี้ต้องใช้วิธีการเฉพาะ ไม่ใช่เพียงควักออกมาแล้วใส่เข้าไปก็จบ”


    “ต่อให้คนผู้นั้นอยู่ในวิถีเดียวกันแต่ไม่มีเนตร และต้องการช่วงชิงเนตรของท่านไปใช้ ก็คงต้องรอให้ท่านเสียชีวิตก่อน เพราะเนตรดาราพิสุทธิ์จะผูกติดอยู่กับดวงวิญญาณของเจ้าของตราบเท่าที่ยังมีชีวิต”


    เขากล่าวต่ออย่างไม่ทุกข์ร้อน


    “หากมีคนควักดวงตาของท่านออกไปจริง ๆ ท่านก็แค่มาหาข้า”


    “ข้าจะรักษาให้ แล้วดวงตาของท่านก็จะกลับคืนมาเหมือนเดิม”


    ไป๋จิ้งเหวินถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก


    เมื่อเนตรผูกติดอยู่กับดวงวิญญาณ ต่อให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บหรือดวงตาถูกช่วงชิงไป ต้นกำเนิดของเนตรก็ยังคงเป็นของนางอยู่เช่นเดิม


    หนานอวี้รอจนทุกคนถามเรื่องสำคัญเสร็จ จึงยกนิ้วชี้เข้าหาตัวเองด้วยสีหน้าไม่พอใจ


    “แล้วข้าเล่า?”


    “เหตุใดทุกคนถึงได้ของวิเศษกันหมด มีเพียงข้าที่ไม่ได้อะไรเลย?!”


    ทุกคนภายในห้องหันมามองนางพร้อมกัน


    ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกนิ้วขึ้นชี้เข้าหาตัวเอง


    “เช่นนั้น...ตัวข้าเป็นอย่างไร?”


    “ไม่ได้!”


    เสียงตะโกนของไป๋หลิงดังลั่นไปทั่วทั้งห้อง


    ทุกคนหันขวับไปมองนางอีกครั้ง


    ไป๋หลิงนิ่งค้างไปทันที เมื่อรู้ตัวว่าตนเผลอตอบออกไปเร็วกว่าหนานอวี้เสียอีก


    ใบหน้าของนางค่อย ๆ แดงขึ้น แต่ยังคงพยายามรักษาสีหน้าเคร่งขรึมเอาไว้ราวกับเมื่อครู่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น


    ส่วนหนานอวี้เพิ่งเข้าใจความหมายของยูรัน ใบหน้าของนางก็แดงแจ๋ไปจนถึงใบหู


    “มะ...ไม่เอา!”


    นางรีบโบกมือปฏิเสธอย่างลนลาน


    “ใครจะอยากได้ตัวเจ้ากัน เจ้าคนลามก!”


    ลู่ชิงถานพลันนึกถึงสิ่งที่ยูรันอธิบายไว้ก่อนหน้านี้ นางจึงรีบถามขึ้น


    “เดี๋ยวก่อนนะเจ้าคะท่านพี่ พวกเราทั้งสามก็ต้องรับเปลวเพลิงแห่งภูมิปัญญาด้วยมิใช่หรือ?”


    สีหน้าของนางเริ่มกลับมากังวลอีกครั้ง


    “ท่านบอกว่าเปลวเพลิงนั้นจะแผดเผาดวงวิญญาณโดยตรง พวกเราจะไม่เป็นอะไรแน่นะเจ้าคะ?”


    “อ๋อ เรื่องความเจ็บปวดหรือ?”


    ยูรันตอบอย่างสบายอารมณ์


    “ความเจ็บปวดทั้งหมด ข้าจะเป็นคนรับเอาไว้เอง พวกเจ้าไม่ต้องกังวล”


    “พวกเจ้าจะได้รับเพียงการชำระล้างจากเปลวเพลิงเท่านั้น ไม่มีใครต้องทนทรมานเก้าวันเก้าคืนพร้อมกับข้าหรอก”


    เขาเว้นไปเล็กน้อย ก่อนรอยยิ้มมีเลศนัยจะปรากฏขึ้น


    “แต่หากเจ้าอยากลองสัมผัสความรู้สึกนั้นดูสักครั้ง ข้าก็แบ่งให้เจ้าได้นะ”


    ยูรันยกนิ้วขึ้นมาหยิบอากาศเบา ๆ


    “เพียงชั่วพริบตาเท่านั้น สนใจลองดูหรือไม่?”


    ลู่ชิงถานกลืนน้ำลาย ก่อนตัดสินใจตอบ


    “ข้าอยากลองดูเจ้าค่ะ”


    “เพียงชั่วพริบตาคงไม่เป็นอะไร ข้าอยากรู้ว่าท่านพี่จะต้องทนทุกข์ทรมานมากเพียงใดตลอดเก้าวันเก้าคืน”


    ยูรันเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ


    “โอ้โฮ ใจกล้าไม่เบานี่”


    หนานอวี้ยกมือขึ้นทันที


    “ข้าด้วย ข้าอยากลอง”


    ไป๋หลิงมองยูรันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า


    “ข้าก็จะลองเช่นกัน”


    ลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวินสบตากัน แม้จะมีความลังเลอยู่บ้าง แต่สุดท้ายทั้งสองก็ยกมือขึ้น


    “แม่ก็อยากรู้ว่าเจ้าต้องรับความเจ็บปวดแบบใด”


    แม้แต่องครักษ์จางยังค่อย ๆ ยกมือขึ้นตามคนอื่นอย่างไม่มั่นใจนัก


    “หากทุกคนจะลอง เช่นนั้นข้าน้อยก็ขอลองด้วยขอรับ”


    เมื่อเห็นว่าทุกคนภายในห้องต่างสมัครใจพร้อมกัน ยูรันก็นิ่งเงียบไปหลายอึดใจ


    [คนพวกนี้สมองกลับกันไปหมดแล้วหรืออย่างไร?]


    [ข้าอุตส่าห์รับความเจ็บปวดแทนให้ทั้งหมด ยังจะเสนอตัวเข้ามาลองกันอีก]


    ยูรันเห็นว่าทุกคนยังคงยืนยันคำเดิม จึงถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้


    เขาสะบัดมือสร้างม่านพลังกั้นเสียงปกคลุมทั่วทั้งห้อง ก่อนยกมือทั้งสองขึ้นประสานเป็นมุทรา


    สีหน้าของยูรันกลับกลายเป็นจริงจังในทันที


    “พิธีกรรมเปลวเพลิงแห่งภูมิปัญญา...”


    “เปิด”


    ครืน!


    ห้วงอวกาศด้านหลังยูรันพลันแยกออกจากกัน เผยให้เห็นความมืดมิดอันไร้ขอบเขตซึ่งเต็มไปด้วยดวงดาวนับไม่ถ้วน


    ท่ามกลางหมู่ดาวเหล่านั้น ต้นไม้ขนาดมหึมาต้นหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ กิ่งก้านของมันแผ่ขยายออกไปไกลสุดสายตา ขณะที่รากนับไม่ถ้วนทอดตัวอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า


    ต้นไม้นั้นงดงามเสียจนทุกคนแทบลืมหายใจ


    ทว่าใต้รากของมันกลับมีทะเลเพลิงกำลังลุกโชน


    เปลวไฟสีขาวทองพุ่งสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่ง แสงของมันส่องสว่างไปทั่วห้วงอวกาศ แม้ทุกคนจะยังยืนอยู่นอกพิธีกรรม แต่ความร้อนซึ่งแผ่ออกมากลับไม่ได้สัมผัสเพียงผิวหนัง


    มันแทรกซึมลึกลงไปถึงดวงวิญญาณ


    ความหวาดกลัวตามสัญชาตญาณพลันถาโถมเข้าสู่หัวใจ ราวกับดวงวิญญาณของพวกเขากำลังร้องเตือนว่าอย่าได้เข้าใกล้เปลวเพลิงนั้นเด็ดขาด


    ยูรันเหลือบมองใบหน้าที่เริ่มซีดลงของทุกคน ก่อนถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย


    “เป็นอย่างไร?”


    “ยังอยากลองกันอยู่อีกหรือไม่?”

    คล้ายกับเรื่องสัตย์สาบานแห่งดวงดาว ที่คุณอ่าน