ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

ตอนที่ 142 เข็มบินจางจื่อฟง

        ที่ห้องโถงหลักของเรือ Shogun of theSeas ในยามนี้ ยังคงเต็มไปด้วยความวุ่นวายผู้โดยสารบางส่วนวิ่งหนีด้วยความตื่นตระหนก บ้างซ่อนตัวตามมุมต่าง ๆพยายามหาที่กำบังเพื่อเอาชีวิตรอดจากกระสุนที่ยังคงดังขึ้นเป็นระยะ ๆพื้นที่โดยรอบเต็มไปด้วยควันและกลิ่นดินปืน คาเฟ่ ร้านค้าและบาร์หรูหราที่ตั้งอยู่ในบริเวณนี้ได้กลายเป็นแนวป้องกันของกองกำลังรักษาความปลอดภัยที่พยายามตอบโต้การบุกของกลุ่มผู้ก่อการร้าย


          ‘ทักษะฝีมือของคนพวกนี้ไม่ใช่เล่น ๆ เลย ราวกับว่าถูกเทรนด์มาอย่างมืออาชีพ’


          คุริสึคิดในใจขณะที่เขาเห็นการเคลื่อนไหวและทักษะของศัตรูที่ประมือกับบอดี้การ์ดส่วนตัวของนักการเมืองและเหล่านักธุรกิจบนเรือความคล่องแคล่วและการประสานงานของพวกเขาชัดเจนว่าผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี คุริสึยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังเขาใช้โต๊ะของคาเฟ่ที่พลิกคว่ำเป็นที่กำบัง ขณะที่กระสุนปืนปลิวผ่านศีรษะไปบางนัดกระทบกับผนังด้านหลังส่งเสียงดังสนั่น ความตึงเครียดสะสม เขาเห็นศัตรูบางส่วนพยายามล้อมกรอบเข้ามาเรื่อยๆ


          หลังจากได้ประมือคุริสึพบว่ากลุ่มคนพวกนี้ไม่ใช่โจรกระจอกระดับมือสมัครเล่น พวกมันมีทักษะวิชายุทธ์ในระดับกองทัพ


          สิ่งที่คุริสึคิด ไม่คลาดเคลื่อนเกินไปนักเมื่อกลุ่มกองกำลังปริศนาที่ทำกากรก่อวินาศกรรมนี้ไม่ใช่กลุ่มผู้ก่อการร้ายระดับทั่วไปจริงๆ เนื่องจากพวกมันเคยเป็นอดีตกองกำลังรักษาความปลอดภัยภายในประเทศบ้านเกิดที่ประกอบด้วยผู้ตื่นรู้ระดับต่ำซึ่งปกติจะไม่ได้รับการพิจารณาให้เข้าร่วมหน่วยรบพิเศษแต่ยังคงสามารถปฏิบัติการจริงในฐานะทหารได้หลังจากประเทศของตนเกิดสงครามกลางเมืองขึ้น กองทหารหลายฝ่ายจึงกระจัดกระจาย บ้างก็กลายเป็นกองทหารรับจ้างอิสระบ้างก็หันไปรับใช้ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น


          ชายคนหนึ่งจากกลุ่มศัตรูกระโดดลงมาจากบาร์ด้านบนพร้อมกับมีดคอมแบทในมือ มันพุ่งเข้าหาคุริสึด้วยวิชาตัวเบาพื้นฐาน


        คุริสึยกแขนขึ้นรับการโจมตีใช้ปลอกแขนใต้เสื้อเชิ้ตป้องกันไว้ มีดยาวไฟฟ้าที่ฟาดใส่ ส่งประกายสปาร์คออกมาพร้อมเสียงแหลมแต่ปลอกแขนของคุริสึที่ทำจากหนังกิเลนพอดี ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นฉนวนไฟฟ้า บวกกับออร่าป้องกันทำให้เขาไม่ได้รับอันตรายหรือผลข้างเคียงใดๆ


          เมื่อศัตรูเห็นว่าอาวุธของตนไม่สามารถทะลุการป้องกันของคุริสึได้จึงพลิกตัวถอยหลัง และยกดาบขึ้นตั้งท่าใหม่ คุริสึไม่ปล่อยให้ศัตรูได้พักตั้งหลักเขาควักปืนพกยิงใส่อีกฝ่ายไปหนึ่งนัดสกัดการเคลื่อนไหวครึ่งจังหวะ พร้อมเป็นฝ่ายกระโจนเข้าหาด้วยตัวเอง


        ฝ่ามือของเขาพลิกจับปลายมีดของศัตรูแล้วบิดตัวส่งแรงบิดกลับเข้าไปศัตรูที่ไม่ทันตั้งตัวถูกพลิกตกลงกับพื้นดินราวกับตุ๊กตาผ้าที่ถูกเหวี่ยงลงพื้นกระเบื้องที่ประดับด้วยลวดลายหรูหราแตกยับเป็นเสี่ยง


       ช่วงเวลาเดียวกันนั้นเข็มสีดำพุ่งแหวกอากาศด้วยเสียง ฟุ่บ เฉียดแก้มของคุริสึไปในระดับมิลลิเมตร


       เขาหันไปมองยังต้นทางที่เข็มพุ่งมาพบว่าผู้ที่โจมตีคือ ‘จางจื่อฟง’ ชายวัยเกือบหกสิบที่ภายนอกดูเหมือนคนอายุเพียงห้าสิบต้นๆ เท่านั้น


        เขาเป็นชายสูงใหญ่ผมหงอกยาว ดวงตาคมกล้าที่บ่งบอกถึงความเจ้าเล่ห์ คุริสึได้ยินว่าจางจื่อฟงเป็นอดีตมือขวาของเจ้าเหว่ยนักธุรกิจหมื่นล้านจากจีนแผ่นดินใหญ่ผู้เคยมีอำนาจในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ แต่เมื่อกลุ่มล่มสลายจางจื่อฟงก็เปลี่ยนเส้นทางมาเป็นกองกำลังรับจ้างอิสระ


          จางจื่อฟงเป็นผู้ใช้อาคมโบราณจากแผ่นดินใหญ่เขามีทักษะพิเศษในการใช้เข็มคุณไสยที่ดัดแปลงให้เป็นอาวุธและเครื่องมือควบคุมจิตใจเทคนิคการปาเข็มของเขานั้นมีเอกลักษณ์เป็นที่จดจำของอริศัตรู




        ฟิ้วฟิ้ว


        คุริสึเบี่ยงตัวหลบเลี่ยงเข็มเขารู้ตัวว่ากำลังเจอกับของแข็ง แม้จางจื่อฟงไม่ใช่นักสู้ที่ชำนาญการต่อสู้ระยะประชิดแต่ทักษะการใช้เข็มของเขานั้นเป็นที่เลื่องลือ


        คุริสึพยายามหาทางเข้าประชิดตัวแต่ทุกครั้งที่เขาขยับตัว เข็มที่ปาออกมาจากจางจื่อฟงจะพุ่งเข้าหาอย่างแม่นยำเมื่อเจอเทคนิคการปาชิ่งของเข็มด้วยกันเอง


        คุริสึกัดฟันกรอดหลบหลีกได้อย่างยากลำบาก


        “ฮ่าฮ่าฝีมือใช้ได้เหมือนกันนี่นาเจ้าหนุ่ม หลบต่อไปให้ดีล่ะ!”


        จางจื่อฟงหัวเราะขณะที่เขาปาเข็มอีกชุดใส่ โดยเข็มแต่ละอันถูกปาชิ่งกระทบกันเพื่อเปลี่ยนมุมโจมตีที่คาดไม่ถึงคุริสึถูกบีบให้ถอยร่นเข้ามายังบริเวณใกล้เคียงกับคาเฟ่ซึ่งตั้งอยู่ใต้บันไดวนกลางโถง


        เขาพยายามเฟ้นหาที่กำบังขณะที่จางจื่อฟงยกมือขึ้นและปล่อยเข็มอีกหลายเล่มพุ่งมา แต่ละเล่มที่ปล่อยออกมาแฝงลมปราณเข้มข้นมีแรงทะลวงสูงมากขึ้น เจาะผ่านทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า


        คุริสึพยายามหลบหลีกข้ามโต๊ะและเก้าอี้ที่จัดเรียงอยู่ในคาเฟ่ใช้พวกมันเป็นกำบังชั่วคราวแต่เข็มของจางจื่อฟงสามารถพุ่งทะลุผ่านวัสดุเหล่านั้นได้อย่างง่ายดายราวกับปุยนุ่น


          คุริสึเหงื่อเริ่มไหลลงมาข้างแก้มแม้แต่จังหวะจะเหนี่ยวไกจางจื่อฟงก็ไม่เปิดโอกาส เขาพยายามถอยออกมาหลบหลังเคาน์เตอร์บาร์แต่จางจื่อฟงไม่ปล่อยให้เขาหลุดรอดไปได้ง่าย ๆเข็มอีกเล่มในมือถูกเหวี่ยงออกไปด้วยแรงเหวี่ยงที่คำนวณมาอย่างแม่นยำ ทะลุผ่านเคาน์เตอร์เสียบหัวไหล่ของเขา


        ‘อ๊าก!’


        คุริสึดึงเข็มออกพยายามตั้งสติและหาทางออกจากสถานการณ์ที่กำลังถูกต้อนให้จนมุมจางจื่อฟงยังคงยิ้มสบาย ๆ มองดูคุริสึที่พยายามหนีไปยังมุมอับของคาเฟ่ ร้านค้าโดยรอบบริเวณเต็มไปด้วยกระจกและชั้นวางของหรูหราบาร์แก้วแวววาวและขวดสุราแพงระยิบระยับถูกปัดกระจายไปทั่ว


        จางจื่อฟงเริ่มเคลื่อนไหวเข้าใกล้มากขึ้น สายตาของคุริสึกวาดมองไปรอบ ๆหาสิ่งที่จะใช้ประโยชน์ในการต่อสู้ ในขณะที่เข็มอีกเล่มถูกปามาจากมุมอับตรงไปยังไหล่อีกข้างของเขา คุริสึเบี่ยงตัวหลบและพุ่งเข้าหาที่กำบังเขารู้ดีว่าต้องหาวิธีที่จะตอบโต้ให้ได้ ไม่เช่นนั้นเขาจะหมดทางรอด


        เข็มยังคงพุ่งกดดันใส่คุริสึอย่างต่อเนื่องจากหน้าคาเฟ่เขาพยายามเคลื่อนที่มุดหัวหลบหลีกไปตามแนวเคาน์เตอร์และโต๊ะต่าง ๆ ทันใดนั้นคุริสึสะดุดกับขาโต๊ะจนเกือบเสียหลักจางจื่อฟงเห็นโอกาสเหวี่ยงมือขวาเตรียมปาเข็มใส่


        ทว่าก่อนที่จะทันได้ปล่อยเข็มบินออกไปร่างของหญิงสาวคนหนึ่งกระโจนพุ่งออกมาจากมุมอับด้วยท่วงท่าของนักต่อสู้ผู้เชี่ยวชาญคุรุโอกะส่งเข่าลอยเข้ากลางหน้าอกของจางจื่อฟงเต็มแรง ส่งร่างของมันปลิวออกไปชนกับเสาหินจนหักยับเยิน


        “โอ๊ย ๆ มันเจ็บนะ อย่ารุนแรงกับคนแก่นักสิคุณผู้หญิง”


        คุรุโอกะจับจ้องศัตรูที่ลุกขึ้นจากพื้นไม่วางตาขณะที่จางจื่อฟงปัดฝุ่นที่ติดอยู่บนเสื้อออก ถึงเขาจะพูดแบบนั้น แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับความเสียหายอะไรมากมายคุรุโอกะคิดว่าอีกฝ่ายคงสามารถรวมออร่ามาป้องกันส่วนอกได้ทันเพียงเสี้ยววินาทีแสดงให้เห็นถึงความมากประสบการณ์


         ทางฝั่งเรย์เองก็กำลังวิ่งขึ้นไปจัดการกับกลุ่มกองกำลังของศัตรูภายในบริเวณโถงหลัก เสียงปืนดังก้องทั่วทั้งพื้นที่นักท่องเที่ยวหลายคนที่วิ่งหนีตายจากความวุ่นวายบางคนสะดุดล้มลงบนพื้นบ้างก็พยายามหาที่หลบซ่อนตัวตามคาเฟ่ ร้านค้าและบาร์หรูหราที่กระจายอยู่รอบพื้นที่ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยสว่างไสวด้วยแสงสีจากโคมไฟระยิบระยับบัดนี้กลับกลายเป็นสนามรบที่เต็มไปด้วยเศษกระจกแตกและเครื่องดื่มที่ไหลนองอยู่บนพื้น


         คุริสึออกมายืนข้างกายคุรุโอกะ สายตาจ้องมองจางจื่อฟงอย่างระมัดระวังร่างกายของจางจื่อฟงดูผ่อนคลาย แต่สายตากลับเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์


          “ถ้าจะให้สู้ด้วยตัวคนเดียวกับแม่หนูคงไม่ไหวขอคนแก่ใช้ตัวช่วยหน่อยนะ”


          จางจื่อฟงแสยะยิ้มก่อนสะบัดมือปาเข็มที่มีขนาดเล็กกว่าปกติหลายสิบเล่มพุ่งออกจากมือโดยมีเป้าหมายเป็นนักท่องเที่ยวที่ยังคงวิ่งหนีอยู่รอบ ๆ บริเวณนั้น


          ทันทีที่เข็มปักลงบนร่างกายของนักท่องเที่ยวแล้วฝังลงในร่างพวกเขาก็ชะงักกึกเหมือนถูกหยุดเวลา ร่างกายของพวกเขาเริ่มกลับมาเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ ดวงตาเบิกกว้าง หันหน้าเข้าหาคุรุโอกะและคุริสึ ราวกับตุ๊กตาที่ถูกควบคุม


          “ชะ... ช่วยได้ ทะ...ทำไมร่างกายถึงขยับไปเองล่ะ!”


          “เหวอ!ฉันควบคุมตัวเองไม่ได้ ช่วยทำอะไรสักอย่างที!”


          พวกเขายังตอบสนองได้อย่างปกติแต่ไม่สามารถควบคุมร่างกายของตัวเองได้และพุ่งเข้าโจมตีคุรุโอกะกับคุริสึอย่างกับตุ๊กตาหุ่นเชิด


          คุรุโอกะเบี่ยงตัวหลบการโจมตีของนักท่องเที่ยวหญิงคนหนึ่งที่พยายามจะกระโดดเข้ามากอดเธอไว้หญิงสาวหมุนตัวไปด้านหลัง ใช้ข้อศอกฟาดเข้าใส่หลังของนักท่องเที่ยวหญิงคนดังกล่าวอย่างแม่นยำโดยคำนึงถึงการใช้แรงที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เธอได้รับบาดเจ็บรุนแรงทว่าแม้จะหมดสติ แต่ร่างของพวกเขาก็ยังคงขยับต่อไป


          “บ้าจริง!”


          คุรุโอกะสบถออกมา ขณะที่เธอหลบการโจมตีจากนักท่องเที่ยวคนอื่นที่ถูกควบคุม


          จางจื่อฟงยืนมองเหตุการณ์จากวงนอกอย่างสบายใจเขาเฝ้าสังเกตการณ์เคลื่อนไหวของคุรุโอกะและคุริสึที่ต้องพยายามหลบหลีกและควบคุมตัวเองไม่ให้โจมตีอย่างรุนแรงใส่ผู้บริสุทธิ์


          “เอ้าเอ้า—ถ้าไม่ฆ่า พวกเขาก็ไม่หยุดเคลื่อนไหวหรอกนะ รีบทำอะไรสักอย่างเร็ว ๆ เข้า”


          จางจื่อฟงหัวเราะฮ่า ๆร่างของเขาขยับเล็กน้อยก่อนที่จะสะบัดเข็มในมืออีกครั้งตรงไปยังคุริสึที่กำลังหลบหลีกจากฝูงชนซึ่งถูกตนควบคุมไว้


          คุริสึเห็นอีกฝ่ายปาเข็มออกมา พยายามเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างแต่เข็มกลับปักที่เอวของเขาอย่างแม่นยำผ่านการคำนวณมาอย่างดี คุริสึรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นแต่ยังคงรักษาสติและการทรงตัวไว้ ไม่ให้ถูกผู้คนรอบ ๆ จับล็อกได้


          "หนอย! ไอ้เถ้าเจ้าเล่ห์!"


          คุริสึขบกรามแน่นขณะพยายามหลบหลีกการโจมตีของนักท่องเที่ยวและเข็มของจางจื่อฟงในเวลาเดียวกันปืนในมือก็ไม่กล้าลั่นไก เพราะผู้บริสุทธิ์จำนวนมากที่ถาโถมเข้ามา


          เทคนิคพิเศษของจางจื่อฟงคล้ายกับการบลัฟเสริมความสามารถให้ร่างกายแก่เป้าหมายผ่านการใช้เข็มคุณไสยแต่ที่แตกต่างไปจากปกติคือ เขาได้ดัดแปลง และแฝงสูตรพิธีสำหรับการควบคุมโดยที่ผู้ถูกควบคุมจะยังคงมีสติเต็มร้อย และได้พละกำลังที่เพิ่มมากขึ้นแต่ไม่สามารถเข้าถึงร่างกายของตัวเองได้ แม้วิชานี้ไม่สามารถใช้กับผู้ตื่นรู้ที่มีพลังฝึกปรือกล้าแข็งได้ก็จริงทว่ามันก็ค่อนข้างมีประโยชน์เมื่อนำมาประยุกต์ใช้ในด้านอื่น ๆ เช่นตอนนี้


          คุรุโอกะใช้ความเร็วที่เหนือกว่าหันไปปัดการโจมตีของนักท่องเที่ยวชายที่พยายามจะใช้ท่อนเหล็กแทงเข้ามาเธอจับข้อมือของเขาบิดเบา ๆ เพื่อทำให้เหล็กคลายจากมือ แต่ในขณะที่เธอทำเช่นนั้นจางจื่อฟงก็ใช้จังหวะนี้ปาเข็มอีกเล่มเข้าใส่ช่องโหว่นั่นทันที


        คุรุโอกะรวมออร่าไว้ที่หมัดก่อนจะหันไปฉกมันทิ้ง แต่จางจื่อฟงยังคงไม่หมดมุก ปาเข็มใส่เธออย่างต่อเนื่องและมีการชิ่งไปมาคาดเดาทิศทางได้ยากแถมการโจมตีของมันยังมีแรงทะลวงสูง


          ‘เป็นเทคนิคการต่อสู้ที่น่ารำคาญจริง ๆเพราะพวกนี้เป็นมนุษย์ที่มีอารมร์และความรู้สึกนี่แหละ จึงรับมือยากกว่าพวกหุ่นดรอยด์เสียอีก’


        คุรุโอกะหรี่ตามองศัตรูที่มุดไปมุดมาพยายามลอบโจมตีในดงตุ๊กตาหุ่นเชิด


        “ปล่อยไว้แบบนี้เราเข้าถึงตัวหมอนั่นไม่ได้แน่”


        คุริสึพยักหน้าเห็นด้วยเขาพยายามคิดหาทางที่จะจัดการกับสถานการณ์นี้ แต่ก่อนที่เขาจะคิดออกนักท่องเที่ยวคนหนึ่งที่ถูกควบคุม ได้โถมตัวพุ่งเข้าใส่ คุริสึพลิกข้อมือจับแขนของนักท่องเที่ยวเหวี่ยงทิ้งไปข้างหน้าเขาไม่สามารถใส่กำลังทั้งหมดได้ เกรงว่าจะทำให้ผู้บริสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บหนัก


        การต่อสู้เริ่มหนักขึ้นนักท่องเที่ยวที่ถูกควบคุมก็เริ่มเพิ่มจำนวนขึ้นมาเรื่อย ๆทุกครั้งที่จางจื่อฟงปาเข็มออกไป เหมือนมันต้องการสร้างความสับสนและความวุ่นวายให้มากขึ้นเพื่อทำให้คุรุโอกะและคุริสึต้องสู้แบบพะวักพะวนไม่กล้าทำร้ายเหล่าตุ๊กตาหุ่นเชิดของเขา


        “หึหึ~ นี่แหละ คือเอกสิทธิ์สำหรับคนชั่วที่ไม่เลือกวิธีการล่ะนะ”


        คุรุโอกะกวาดตามองหาจางจื่อฟงที่แฝงตัวในฝูงชนหมอนี่เล่นระวังตัวมาก รอคอยจังหวะและช่องโหว่ที่สามารถโจมตีถึงพวกเธอได้จริง ๆแล้วค่อยลงมือ ทำแบบนี้ซ้ำไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะสามารถโจมตีจุดตายได้ เป็นกลยุทธ์ Hit&Run อันแสนน่ารำคาญ ยิ่งไปกว่านั้นมันยังค่อย ๆต้อนทั้งเธอและคุริสึให้เข้าไปอยู่กลางวงล้อมของพวกที่ถูกควบคุมนี้อย่างช้า ๆ ด้วยเป็นแผนอันนิ่งสงบแต่ก็คดเคี้ยวไปในตัว


        ในที่สุดช่องว่างขนาดใหญ่ก็เกิดขึ้นจนได้เมื่อเข็มบินพุ่งทะลุต้นขาของคุริสึ ร่างของเขากลิ้งไถลไปบนพื้นอย่างแรง


        คุรุโอกะหันไปด้วยความตกใจ หวังจะเข้าไปช่วยอีกฝ่ายที่กำลังถูกรุมล้อม ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะได้ก้าวขาก็มีกระสุนปริศนานัดหนึ่งถูกยิงออกมาจากมุมมืดกระแทกเข้ากับออร่าป้องกันกายของเธอคุรุโอกะรู้สึกได้ถึงความแปลกประหลาดที่กระทบกับออร่าของเธอมันไม่ได้ทำให้เธอได้รับบาดเจ็บ แต่กระสุนนั้นกลับทำให้กำลังภายในของเธอปั่นป่วนร่างกายของเธอสั่นและอ่อนแรงจนถึงขนาดที่เธอต้องอาเจียนออกมา


        อ๊อกกกก—


        ‘นี่มันอะไรกัน…!?’


        เธอรู้สึกว่าร่างกายของเธอไม่ตอบสนองตามที่เธอต้องการมันเหมือนมีบางสิ่งเข้ามาควบคุมหรือรบกวนระบบประสาทของเธอ จางจื่อฟงที่เห็นโอกาสไม่รอช้าเขาปาเข็มอีกเล่มพุ่งตรงไปที่คุรุโอกะทันที


          “รุ่นพี่ระวัง!”


          คุริสึร้องเตือน


          ในขณะที่เข็มกำลังจะพุ่งเข้าถึงตัวคุรุโอกะโทชิยูกิที่แอบเฝ้ามองการต่อสู้อยู่ห่าง ๆตัดสินใจกระโดดเข้ามาคว้าตัวคุรุโอกะหลบออกด้านข้าง


          ซึ่งเขานั้นทำได้สำเร็จแต่ทว่า...


          “อ๊ากก!”


          ก็ต้องแลกมาด้วยเข็มที่ปักทะลุดวงตาข้างขวาของเขา


          โทชิยูกิร้องด้วยความเจ็บปวดเขาล้มลงกับพื้นมือกุมดวงตาที่ถูกเข็มแทงไว้แน่น


          “ทำไมคุณต้องทำอะไรโง่ๆ แบบนี้ด้วย!”


          ตรงข้ามกับคำพูดฟันกรามขบแน่นจนเกิดเสียง คุรุโอกะที่นอนอยู่ในอ้อมกอดของเขาตวาดออกมา แต่ในใจกลับรู้สึกเป็นห่วงและจนหัวใจสั่นไหวไปหมดเธอดูสับสนและเดือดดาล แต่ด้วยความที่พื้นฐานเธอไม่ใช่คนเจ้าอารมณ์อยู่แล้วอีกทั้งผู้ชายคนนี้ยังเอาตัวเข้าปกป้องเธอ ถึงตอนนี้จะโกรธศัตรูมากขนาดไหนแต่ก็โมโหผู้ชายโง่ ๆ คนนี้มากกว่าอยู่ดีเธอจึงทำอะไรไม่ค่อยถูกกับสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก


        โทชิยูกิที่บาดเจ็บพยายามหันมาฝืนยิ้มให้เธอ


          “ผมบอกคุณตั้งแต่วันแรกแล้ว...ว่าผมชอบคุณ...จำไม่ได้รึไง... อึก...”


          เขาพูดเสียงแผ่วข่มความเจ็บปวดทั้งหมดลงไป


          “แค่ปกป้องคนที่... ตัวเองชอบ...ทำไมต้องคิดอะไรเยอะแยะด้วยล่ะ”


          จางจื่อฟงยืนอยู่ที่จุดเดิม ตบมือแปะ  ๆ ให้กับฉากน่าประทับใจนี้


          “แหมๆ ไม่น่าเชื่อว่าเป้าหมายที่กำลังตามหาจะโผล่ออกมาเองแบบนี้... เฮ้อ มันเป็นฉากโรแมนติกอันแสนยอดเยี่ยมมากเลยนะ...แต่ว่าน่าเสียดาย ผู้กำกับอย่างฉันคงต้องขอสั่งคัตเสียแล้ว”


          คุรุโอกะต้องขบกรามอย่างข่มกลั้นอารมณ์


          จางจื่อฟงขยับมือเตรียมปาเข็มเล่มสุดท้ายไปยังคุรุโอกะเพื่อจบทุกอย่างแต่ก่อนที่มันจะได้ทำเช่นนั้น เสียงฟันเฟืองของลิฟต์แก้วด้านหลังมันดังขึ้น ประตูบานเลือนเปิดออกเรย์พุ่งออกมาจากลิฟต์ด้วยความเร็วสูง ชั่วพริบตาดาบคาตานะผุพังในมือของเรย์ตวัดใส่อากาศปราณดาบแผ่พุ่งเป็นวงแสงจนจางจื่อฟงต้องเลือกกระโดดหลบ


          หลังฝุ่นควันสงบ เรย์ยืนหยัดอยู่ตรงหน้าคุรุโอกะและโทชิยูกิสายตาจับจ้องไปยังร่างของจางจื่อฟงท่ามกลางฝุ่นควัน

 

คล้ายกับเรื่องดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน ที่คุณอ่าน