“คุณไม่ต้องมองผมอย่างนั้นหรอก คุณอยากรู้ใช่ไหมล่ะว่าทำไมผมถึงยอมเ้าใหญ่ง่ายๆ อย่างนั้น”
“ใช่ค่ะ ฉันอยากรู้ว่าทำไมคุณถึงยอมหลานง่ายๆ”
“ความผิดทั้งหมดมันอาจจะเกิดจากผมที่ไม่ได้อยู่ดีแลคุณกับลูกหลานของเราให้ดี ผมปล่อยให้คุณต้องต่อสู้และทำธุรกิจเพียงลำพังคนเดียว ผมรู้ว่าที่คุณทำเื่ไม่ดีต่างๆ มากมายก็เพราะคุณอยากให้ธุรกิจที่เราสองคนสร้างขึ้นมาอยู่รอดและเป็ที่หนึ่งให้ได้ ลูกชายของเราก็คงจะเรียนรู้วิธีการเ่าั้มาโดยไม่มีใครคอยตักเตือน สุดท้ายลูกหลานของเราก็เลยไม่รู้ว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นมันเป็เื่ผิด”
“ฉันขอโทษนะคะ” คุณย่าหลินพูดอย่างรู้สึกผิด
“ผมจะโทษคุณได้ยังไง คุณต่อสู้เพื่อคนในครอบครัวมาคนเดียวเกือบทั้งชีวิตนะ ผมต้องขอบคุณคุณมากกว่าที่ทำให้ตระกูลหลินของผมโด่งดังและเป็ที่รู้จัก”
“แล้วเื่เ้าใหญ่ล่ะคะ ทำไมคุณถึง...”
“เ้าใหญ่เป็เด็กดี ผมรู้ว่าเขาคงรู้สึกผิดกับการกระทำของตัวเองและรู้สึกผิดหวังกับครอบครัว ในเมื่อเขาอยากสร้างครอบครัวของตัวเอง ผมก็สนับสนุนเขา”
“แต่คุณก็ปล่อยให้เขาไปใช้แซ่หลินของคนอื่น”
“หากเ้าใหญ่มีลูกขึ้นมา ลูกของเขาก็ยังเป็เหลนของผมนะ จะใช้แซ่หลินของใครก็เหมือนกันนั่นล่ะ เพราะยังไงเขาก็คือลูกของหลานชายเรา”
“แล้วคุณจะสนับสนุนเขายังไงคะ”
“เ้าใหญ่ใช้พรไปแล้วข้อหนึ่งคือเขาจะไม่เป็คนในตระกูลหลินของเราอีก และ์ก็ตอบรับคำขอของเขาไปแล้ว ดังนั้นพรอีกสี่ข้อจะเป็ผมที่จะขอพรนั้นให้เขาเอง คือให้เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงที่ดี ในเมื่อเขาอยากทำสวนก็ขอให้ผลผลิตของเขางอกงามและได้ผลดี ขอให้ธุรกิจที่เขาทำไม่ถูกคนเอาเปรียบหรือคดโกง และผมจะมอบมิติที่มีเงินไว้ให้เขาใช้ตั้งตัวอีกห้าแสน”
“แค่ห้าแสนจะไปพออะไรคะ” คุณย่าหลินแย้งทันที
“ในยุคที่เขาจะไป เงินห้าแสนก็ถือว่ามากมายแล้ว ในเมื่อเขาอยากสร้างครอบครัวของตัวเองเขาก็ต้องรู้จักบริหารเงินก้อนนั้นให้ดี”
“เงินก้อนนั้นจะใช้แล้วหมดไปไหมคะ มันจะเหมือนนิยายที่ฉันเคยอ่านไหมคะว่าของในมิติจะไม่มีวันหมดไป”
“นิยายก็คือนิยายน่ะคุณ เงินที่ผมจะให้เ้าใหญ่ ใช้แล้วก็ต้องหมดไปสิ” คุณปู่หลินตอบ “คุณต้องเชื่อในตัวเ้าใหญ่ให้มากกว่านี้นะ”
คุณชายใหญ่หลินเจิ้งฉีถูกส่งเข้ามาอยู่ในร่างของเ้าหนุ่มหลินเจิ้งฉีผู้มีชีวิตสุดแสนจะรันทด พ่อแม่ตายจาก เหลือน้องฝาแฝดชายหญิงให้ต้องเลี้ยงดู แฝดชายชื่อ ‘หลินิเจ๋อ’ มีนิสัยใจร้อนชอบชกต่อย และแฝดหญิงชื่อ ‘หลินเจียวเหมย’ เป็เด็กเรียบร้อยเก็บตัว แต่ฝาแฝดทั้งสองคนก็เชื่อฟังและเคารพพี่ชายมาก
หลินเจิ้งฉีในยุคนี้เรียนจบแค่ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ถึงแม้ว่าเขาจะเป็คนที่เรียนหนังสืออยู่ในระดับดีคนหนึ่ง แต่เพราะพ่อแม่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุไปเสียก่อน เขาจึงไม่มีโอกาสได้เรียนต่อ หลินเจิ้งฉียึดอาชีพทำไร่จากที่ดินมรดกของพ่อแม่
หลินเจิ้งฉีในวัยสิบห้าต้องทำไร่เพื่อเลี้ยงดูน้องชายน้องสาวฝาแฝดที่มีอายุแค่สี่ขวบ ญาติพี่น้องที่มีก็ให้ความช่วยเหลือพวกเขาได้ไม่มาก เพราะคุณปู่กับคุณย่าแยกบ้านกันอยู่ เหตุผลก็เพราะพ่อกับแม่ของเขาเป็สาเหตุ
ตอนนั้นมีการฟื้นฟูระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยขึ้นมาอีกครั้ง และพ่อของหลินเจิ้งฉีก็มีคุณสมบัติพอที่จะสมัครสอบเข้าเรียนต่อได้ คุณปู่ท่านจึงสนับสนุนให้คุณพ่อของเขาเข้าร่วมการสอบในครั้งนั้น แต่ก็ถูกคุณย่าคัดค้านเพราะไม่อยากส่งลูกชายไปอยู่ที่อื่น อีกทั้งคุณย่ากลัวว่าถ้าคุณพ่อของหลินเจิ้งฉีสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ คุณพ่อจะทิ้งภรรยาและลูกๆ ไปโดยไม่กลับมาดูแล คุณปู่กับคุณย่าจึงทะเลาะและแยกบ้านกันั้แ่นั้นมา
ลุงใหญ่ ‘หลินจง’ รับคุณปู่ไปดูแล คุณอาเล็ก ‘หลินฉือ’ รับคุณย่าไปดูแล พวกเขาจึงไม่มีกำลังมากพอที่จะมาช่วยเหลือจุนเจือหลินเจิ้งฉีและน้องๆ จะมีก็นานๆ ครั้งที่คุณลุงกับคุณอาเล็กจะนำธัญพืชหรือเนื้อสัตว์ที่ถูกล่ามาได้มาให้สามพี่น้องได้ใช้ประทังชีวิตในยามขัดสนบ้าง ซึ่งหลินเจิ้งฉีและน้องๆ ต่างก็สำนึกในความกรุณาของคุณลุงกับคุณอาเล็กมาตลอด
ปีนี้หลินเจิ้งฉีอายุครบยี่สิบปี แต่ด้วยฐานะครอบครัวที่ยากจน อีกทั้งยังมีน้องชายน้องสาวอายุเก้าขวบที่ต้องดูแลอยู่อีกถึงสองคน ทำให้จนถึงตอนนี้หลินเจิ้งฉียังไม่ได้แต่งงานเหมือนชายหนุ่มคนอื่นในหมู่บ้าน ถึงแม้จะมีข่าวลือว่าพ่อกับแม่ของหลินเจิ้งฉีได้ทิ้งสมบัติมากมายเอาไว้ให้ เพราะมีอยู่ครั้งหนึ่งที่พ่อกับแม่ของหลินเจิ้งฉีได้ช่วยชีวิตครอบครัวของนายพลท่านหนึ่งเอาไว้ขณะที่รถยนต์ของครอบครัวท่านนายพลประสบอุบัติเหตุ แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครเคยเห็นสมบัติพวกนั้นเลย เพราะหากหลินเจิ้งฉีกับน้องๆ มีสมบัติจริง พวกเขาสามพี่น้องจะใช้ชีวิตอดอยากอย่างทุกวันนี้หรือ เื่สมบัติพวกนั้นจึงไม่มีใครสนใจที่จะหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีก
“นั่นไงพี่ซือ เป้าหมายของเราเดินมาโน่นแล้ว” เสียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งชี้ให้หัวหน้ากลุ่มดูหลินเจิ้งฉีที่กำลังเดินกลับมาจากไร่
“พวกแกทำตามแผนให้ดีอย่าให้มีอะไรผิดพลาด ถ้างานนี้เราทำสำเร็จ เราจะได้รับเงินอีกก้อนโต” เสี่ยวซือหัวหน้ากลุ่มอันธพาลในหมู่บ้านสั่งการลูกน้อง วันนี้เขาได้รับจดหมายพร้อมกับเงินอีกจำนวนหนึ่งมาวางไว้หน้าบ้านว่าให้เขาและลูกน้องทำลายชื่อเสียงของ ‘หย่งลี่อัน’ หญิงสาวที่หมู่บ้านข้างๆ ให้ได้ หากงานนี้สำเร็จจะมีเงินใส่ซองมาวางไว้ที่หน้าบ้านอีกจำนวนสามเท่าจากเงินที่วางเป็มัดจำไว้ก่อนหน้า
เสี่ยวซือและพวกคิดหาวิธีทำลายชื่อเสียงของหย่งลี่อันอยู่หลายวัน จนมาเห็นเป้าหมายที่จะช่วยให้พวกเขาทำแผนการได้สำเร็จก็คือหลินเจิ้งฉี การทำลายชื่อเสียงของหญิงสาวนั้น หากเพียงแค่ปล่อยข่าวลือเสียหายต่างๆ ออกไป ผู้หญิงส่วนใหญ่ก็จะถูกมองไม่ดีได้แล้ว แต่เพราะเสี่ยวซือและพวกอยากให้งานของพวกเขาสำเร็จอย่างไร้ที่ติ การปล่อยข่าวลือเสียหายให้หย่งลี่อันเพียงอย่างเดียวก็ดูจะน้อยเกินไป ไม่สู้ให้หล่อนต้องไปใช้ชีวิตอย่างตกระกำลำบากกับชายหนุ่มผู้ไร้อนาคตไปเสียเลยจะไม่ดีกว่าหรือ อย่างนี้ไม่แน่ว่าเงินค่าจ้างจากสามเท่ามันก็อาจจะเพิ่มขึ้นมากกว่านี้หากนายจ้างลึกลับของพวกเขาพอใจ