"ผู้หลานอีกหนึ่งเดือนก็จะอายุครบสิบหกปีเต็มขอรับท่านลุง หลังจากกราบเยี่ยมเยียนท่านลุงตามที่บิดาฝากฝังมาหลานก็จะเดินทางกลับตระกูลเพื่อไปร่วมงานคัดเลือกผู้นำตระกูล แต่ตอนนี้คงต้องรอหลังจากหมดปัญหาจากกลุ่มคนที่มุ่งร้ายต่อตระกูลของท่านลุงเสียก่อน เผื่อหลานผู้นี้จะสามารถช่วยเหลืออันใดได้บ้างตามกำลัง"
"เรื่องปัญหาของกลุ่มคนที่มุ่งร้ายตระกูลไว้พูดกันหลังจากนี้ ตอนนี้ข้าขอพูดเรื่องสัญญาที่เคยให้กันไว้ระหว่างบิดาของเจ้าและข้า ในสมัยที่ท่องเที่ยวด้วยกันเมื่อยี่สิบปีก่อน เราทั้งสองนับเป็นพี่น้องร่วมสาบานที่สามารถตายแทนกันได้ ทั้งได้เคยสัญญากันไว้เรื่องหนึ่ง หากบิดาเจ้ามิได้เอ่ยถึงแสดงว่าเขาคงมีความกริ่งเกรงหรือเกรงอกเกรงใจต่อข้า แต่ข้าผู้เป็นพี่ร่วมสาบานมิเคยลืมเลือนคำสัญญานั้น ในเมื่อเจ้ามาแล้ว และเจ้ายังเป็นบุตรคนโตของเขา ข้าจะบอกเรื่องนี้ให้เจ้าได้รับทราบ ซึ่งก็เป็นเวลาที่ถึงกำหนดสัญญานั้นเช่นกัน "
"เป็นคำสัญญาใดรึท่านลุง หากข้าผู้เป็นบุตรสามารถกระทำแทนบิดาได้ ข้าจะไม่บิดพริ้ว และจะขอกระทำให้สุดความสามารถ เชิญท่านลุงบ่งบอกมาเถอะ"
หลายคนต่างตั้งใจฟังว่าจะเป็นเรื่องราวใดที่ทำให้ผู้นำตระกูลหยางถึงได้ดูจริงจังปานนั้น หยางไป่หู่กล่าวอย่างช้า ๆ เสียงดังฟังชัดจนห้องโถงถึงกับเงียบกริบดุจมิมีผู้คน
"สมัยที่ข้ากับบิดาเจ้ากังหยางได้สาบานเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันกับข้า ยามท่องเที่ยวร่วมเป็นร่วมตายกันหลายครั้งได้ตกลงสัญญากันว่าหลังจากแยกจาก และมีครอบครัว หากมีบุตรคนแรกด้วยกันให้เกี่ยวดองกัน โดยถ้าเป็นบุตรชายหรือบุตรตรีด้วยกันให้ทั้งสองสาบานเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันเฉกเช่นเราทั้งสอง หากอีกฝ่ายเป็นบุตรชายกับบุตรีให้ทั้งสองเป็นคู่หมั้นหมายต่อกัน "
ได้ยินที่หยางไป่หู่กล่าวกังหลงถึงกับหัวเราะร่า พร้อมหันไปกล่าวกับหยางเช็งซี แต่ หยางเสี่ยวเออร์เมื่อได้ยินกลับตกตะลึงและมีสีหน้าแดงระเรื่อดุจลูกตำลึงสุก
"ข้าย่อมยินดียิ่งท่านลุง ฮ่า ฮ่า ฮ่า ในที่สุดข้ากับพี่หยางเช็งซีก็ได้เป็นพี่น้องร่วมสาบานกันอย่างแท้จริงแล้ว .."
หยางเช็งซีถึงกับอึกอักพูดไม่ออก หันไปมองกังหลงสลับกับมองไปทางผู้เป็นพี่สาว พร้อมพูดอึกอักออกมา
"เออะ..เอ่อ..ขะ..ข้า.ก็ยินดียิ่ง..."
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า พี่หยางเช็งซีท่านถึงกับดีใจจนพูดไม่ออก ข้าว่าเรามากล่าวคำสาบานการเป็นพี่น้องร่วมสาบานอย่างเป็นทางการต่อหน้าท่านลุงหยางเดี๋ยวนี้เลย ข้าอยากร่ำสุรากับท่านแล้ว"
กังหลงหัวเราะชอบใจกับท่าทางเด๋อด๋าของหยางเช็งซี แต่นงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะกลับเตือนขึ้น พร้อมกับที่หยางไป่หู่หัวเราะอย่างมีความสุขกล่าวสัมทับออกมาอีกที
"กงจื้อแม่นางหยางเสี่ยวเอ๋อร์เป็นพี่สาวของคุณชายหยางเช็งซี ..!!"
"หลานเรามีความยินดีก็ดีแล้ว บุตรคนแรกของข้าเป็นสตรี นามหยางเสี่ยวเอ๋อร์พวกเจ้าน่าจะคุ้นเคยกันดีแล้ว หยางเช็งซีเป็นบุตรคนที่สอง ตอนนี้เท่ากับหลานกังหลงได้เป็นคู่หมั้นหมายกับหยางเสี่ยวเอ๋อร์ตามที่ข้ากับบิดาเจ้าได้เคยสัญญากันไว้ ในเมื่อหลานตกปากยอมรับอย่างยินดีเจ้าทั้งสองก็ทำความคุ้นเคยกันให้มากกว่านี้"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นครานี้กังหลงถึงกับถูกใบ้กินไปชั่วขณะ หยางเสี่ยวเอ๋อร์นั้นหน้าแดงระเรื่อไปด้วยความเอียงอาย หยางไป่หู่กล่าวต่อ
"เจ้าทั้งสองนับว่าเป็นคู่หมั้นหมายกันตั้งแต่ก่อนถือกำเนิดแล้ว เรื่องจะจัดงานแต่งเมื่อใดขึ้นอยู่กับความพร้อมของพวกเจ้าและบิดามารดาเจ้า อันเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ค้างคาใจข้ามาเนิ่นนาน บัดนี้เมื่อทั้งสองได้รับทราบข้าก็หมดห่วง หลังจากนี้เจ้าก็ควรเรียกข้าว่า งักแป๋ มิต้องเรียกว่าท่านลุงอีกแล้ว"
กังหลงได้ฟังเช่นนั้นก็หน้าแดงจรดใบหูมิอาจทำอันใดได้ หนึ่งนั้นด้วยเป็นคำสัญญาของบิดาและพี่ร่วมสาบาน อีกประการหากปฏิเสธไปก็กลัวจะเป็นการไม่ไว้หน้าหยางไป่หู่และหยางเสี่ยวเอ๋อร์ จึงได้แต่ต้องทำใจยอมรับ หยางเสี่ยวเอ์อร์ก็ได้แต่ก้มหน้าด้วยความเอียงอายมิกล้าสบตากังหลงเป็นเวลานาน นางหันไปพูดคุยกับนงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะแก้เก้อเขินด้วยความสนิทสนม
"พี่เหมี่ยวเซี๊ยะมากับคุณชายกังหลงได้อย่างไร ? ก่อนหน้านี้มิใช่ท่านอยู่ที่หอสุรางค์สวรรค์หรอกรึ ?"
'ข้าเป็นผู้ติดตามของคุณชายกังหลงตามบันทึกของบรรพชนสุรางค์สวรรค์ ..!!"
"ง่า...ผู้ติดตาม..หมายความว่าอย่างไร..?"
หลังจากนั้นนงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะก็ได้เล่าถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่ทำให้ตนต้องมาติดตามข้างกายกังหลงต่อหยางเสี่ยวเอ๋อร์ เมื่อได้รับทราบเรื่องราว หยางเสี่ยวเอ๋อร์นั้นมีจิตใจดีงามจึงยินดียิ่งที่ทั้งสองได้มาเกี่ยวพันกัน ส่วนนงคราญสุรางสวรรค์แม้จะมีความรู้สึกเสียวแปร๊บเจ็บจี๊ดขึ้นมาในใจเมื่อทราบถึงเรื่องราวราวเช่นนี้แต่พื้นฐานก็มิได้เป็นสตรีที่มีจิตใจคับแคบมินานจึงทำใจยอมรับได้ ทั้งสองจึงพูดคุยกันตามประสาสตรีอย่างสนิทสนม
เมื่อเห็นเรื่องราวของบุตรีและบุตรของน้องร่วมสาบานได้จัดการตามคำสัญญาเป็นที่เรียบร้อย หยางไป่หู่จึงสอบถามเรื่องราวต่าง ๆ ของตระกูลในช่วงที่ตนไม่อยู่กับเหล่าผู้อาวุโสและหัวหน้าหน่วยต่าง ๆ จึงได้ทราบว่าหลังจากตนและบุตรทั้งสองออกจากตระกูลไปได้เพียงหนึ่งวัน ก็มีกลุ่มยอดฝีมือกลุ่มหนึ่งชื่อว่า กลุ่มพยัคฆ์โลหิตได้เข้ามาตั้งฐานใกล้พื้นที่ของเขตตระกูลหยางและเข้ามาใช้พลังที่แข็งแกร่งเหนือธรรมดากดขี่ข่มเหงรังแกผู้คน
ทางตระกูลหยางก็ได้ออกมาห้ามปรามและเกิดการปะทะกันหลายครั้ง แต่ด้วยพลังฝีมือของกลุ่มพยัคฆ์โลหิตที่มีพลีงฝีมือกล้าแข็งยิ่ง มีผู้มีพลังปราณระดับราชันย์หลายคนทำให้คนของตระกูลหยางบาดเจ็บไปมิน้อยและไม่สามารถทำอะไรได้ จึงได้แต่ทนกล้ำกลืน เฝ้าระวังลาดตระเวณอยู่แต่ในเขตตึกตระกูลหยาง ป้องกันมิให้ฝ่ายตรงข้ามบุกจู่โจมเพื่อยึดครอง และต่างเฝ้ารอผู้นำตระกูลและบุตรกลับมาเพื่อจะได้ปรึกษาหาหนทางแก้ปัญหาเรื่องนี้ต่อไป
"มินึกว่ากลุ่มพยัคฆโลหิตจะมีผู้เยี่ยมยุทธระดับปราณราชันย์หลายคนถึงเพียงนี้ มิทราบคนพวกนี้มากจากแห่งหนใดกัน ทั้งอาณาจักรเนตรอสูรก่อนหน้านี้การจะหานักสู้ระดับราชันย์นั้นหายากเย็นยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก แม้อาจจะมีผู้ที่หลบเร้นมิเปิดเผยตัวตนบ้างแต่ก็สามารถนับนิ้วได้ว่ามีกี่คน ครานี้หากมิได้ลูกกังหลงช่วยกำจัดยอดฝีมือระดับปราณราชันย์ไปถึงสี่คน มิทราบจะเกิดเรื่องเลวร้ายปานใดกัน แต่ก่อนที่ทั้งสี่จะโดนสังหารสิ้นรับทราบมาว่าได้มีคนหนึ่งส่งสัญญาณบอกกล่าวพวกพ้อง มิทราบต่อจากนี้จะเกิดการตอบโต้รุนแรงปานใด"
เมื่อทุกคนได้ยินสิ่งที่ผู้นำตระกูลได้บอกเล่าถึงสิ่งที่กังหลงได้กระทำไป ทุกผู้คนต่างหันไปมองกังหลงด้วยความเลื่อมใสและยำเกรงมากขึ้นกว่าเดิม หยางไป่หู่กล่าวต่อ
"ลูกกังหลง แท้จริงเจ้าได้สังหารฝ่ายตรงข้ามไปทั้งหมดกี่คนและมียอดฝีมือระดับใดบ้าง ?"
"ก่อนหน้าที่งักแป๋จะมา ข้าได้สังหาร ผู้มีระดับปราณยุทธขุนพลระดับเก้าไป จำนวนห้าคน ผู้มีระดับปราณยุทธขุนพลระดับเก้าขั้นครึ่งก้าวสู่ราชันย์หนึ่งคนซึ่งรู้สึกจะเป็นบุตรชายของหัวหน้ากลุ่มพยัคฆ์โลหิต ต่อมาก็ผู้มีปราณยุทธระดับราชันย์ระดับสองจำนวนสี่คน มิทราบกลุ่มพยัคฆ์โลหิตฝึกปรือหรือรวบรวมนักสู้ระดับนี้มาจากที่ใดกันช่างน่าหวั่นใจนัก"