จารึกที่ 222 : ศัสตราประกอบบรรพกาล : งานเลี้ยงของเจ้าสัวและเจ้าถุงเงิน
แม้ภายนอกจะเป็นห้วงเวลาที่แสงตะวันสาดส่องเจิดจ้าที่สุด ทว่าท่ามกลางความมืดมิดในส่วนลึกของสุสานบรรพชนเสี้ยวจันทรา กลิ่นอายแห่งความตายกลับหนาวเหน็บเสียดแทงลึกลงไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ
"แกรก... กึก... ครืนนน!"
ทันใดนั้น เสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดของกลไกฟ้าที่ขึ้นสนิมและฟันเฟืองศิลาที่หยุดหมุนไปนับพันปี บัดนี้กลับมาขยับเขยื้อนประสานกันอย่างน่าขนลุก แสงสีชาดจากผลึกศิลาที่ฝังอยู่ในเบ้าตากลวงโบ๋ของซากกระดูกมนุษย์กึ่งกลศิลาสว่างวาบขึ้นทีละร่าง... จากหนึ่งร่างลุกลามเป็นสิบตลบ ขยายวงกว้างออกไปจนทั่วโถงวิหาร บรรยากาศแห่งความตายของวิถีมารแห่งสำนักหัตถ์กลแผ่ซ่านจนความกดอากาศหนักอึ้งดุจถูกขุนเขาทับถม
"เวรตะไลเอ๊ย! ไอ้แมงมุมตะกละนั่นมันกลืนศิลาปราณแกนกลางที่สะกดค่ายกลวิญญาณเอาไว้! พวกหุ่นมนุษย์วิปริตนี่ถึงได้ตื่นขึ้นมาทั้งหมด!"
นักพรตหมื่นอีแปะสบถด่าลั่น ชายชราที่กำลังพุ่งตัวไปหมายจะตะครุบเจ้าถุงเงินต้องเบรกกะทันหันจนพื้นศิลาแตกร้าวเป็นรอยลากยาว เขาสะบัดแส้ปัดในมือ ปลดปล่อยปราณเซียนแท้ที่จงใจกดทับไว้เพียงระดับวิญญาณแรกเริ่ม กวาดกระแทกซากกระดูกกึ่งกลศิลาสามร่างที่พุ่งเข้ามาหมายจะฉีกทึ้งเขาจนแหลกละเอียดเป็นผุยผงในชั่วพริบตา
"ตาเฒ่า! ท่านรับปากว่าจะคุ้มครองข้าไม่ใช่หรือ!"
อาเจียตะโกนฝ่าเสียงกัมปนาท แม้ดวงตาจะถูกพันด้วยผ้าดิบเปื้อนเลือด แต่ 'เนตรสูญตา' ในห้วงจิตกลับรับรู้ถึงกระแสพลังหยินที่พุ่งพล่านมาจากทุกสารทิศ "หุ่นพิทักษ์! ตั้งค่ายกลพยัคฆ์ซ่อนเล็บ คุ้มกันข้าเดี๋ยวนี้!"
สิ้นเสียงตวาดบัญชา หุ่นพิทักษ์บรรพกาลระดับแก่นทองคำทั้งสี่ตน ก็กระโดดเข้ามาล้อมกรอบเจ้านายอย่างซื่อสัตย์ พวกมันกวัดแกว่งศัสตราประกอบศิลาในมือ ปะทะกับกองทัพหุ่นมนุษย์กึ่งกลศิลาที่ถาโถมเข้ามาดุจคลื่นมนุษย์ เสียงโลหะปะทะหิน ปราณแตกร้าว และประกายไฟสว่างวาบสาดแสงท่ามกลางความมืดมิด
"นายท่าน! ได้โปรดอนุญาตให้ข้าร่วมวงสังหาร!"
เสียงโลหะเสียดสีอันทุ้มต่ำและกังวานของพยนต์เทวะ 'เจ้าสัว' ในร่างราชันย์อเวจีกึ่งเซียน ธาตุทองบรรพกาล ดังก้องสะท้อนไปทั่ววิหารราวกับเสียงระฆังสวรรค์ที่ดังมาจากขุมนรก มันมิได้สื่อสารทางจิต ทว่าจงใจเปล่งเสียงประกาศศักดาอย่างโอหัง น้ำเสียงที่เคยเย่อหยิ่งบัดนี้สั่นสะท้านไปด้วยความหิวกระหายขั้นสุด
"ศัสตราประกอบ... ชิ้นส่วนกลไกฟ้าโบราณที่ฝังอยู่ในร่างพวกมัน ล้วนเป็นวัตถุดิบหลอมรวมระดับสูงสุดที่สูญหายไปแล้ว! หากข้าได้กลืนกินพวกมัน เตาหลอมแกนกลางของข้าจะฟื้นฟู และข้าอาจทะลวงผ่านระดับแก่นทองคำขั้นปลายไปสู่ความสมบูรณ์ได้!"
"เจ้าอยากจะกินซากกระดูกพวกนี้น่ะรึ? รสนิยมเจ้ามันวิปริตพอๆ กับพวกสำนักหัตถ์กลเลยนะ!" อาเจียกัดฟันกรอด ขณะที่จุดตันเถียนยังคงปวดหนึบ ทว่าสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ เขาไม่มีทางเลือก "เอาล่ะ! เข้าไปอาละวาดซะเจ้าสัว! แต่จำไว้ ชิ้นไหนที่ดูมีราคาแพง ห้ามกินทิ้งกินขว้างเด็ดขาด! ต้องเก็บมาให้ข้าเอาไปขายหอสุวรรณดารา!"
"วิ้งงงงงงง!"
แสงสีทองอร่ามสว่างวาบขึ้นจากร่างของเจ้าสัวที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านข้าง มันพุ่งทะยานออกไปประดุจดาวตกสีทมิฬ ปีกโลหะหกแฉกที่กลางหลังกางออกตัดมิติอากาศจนเกิดเสียงหวีดแหลมแสบแก้วหู พยนต์เทวะระดับแก่นทองคำขั้นปลายปลดปล่อยปราณธาตุทองอันแหลมคมดุจกระบี่นับหมื่นเล่มพุ่งเข้าใส่ดงศัตรูอย่างไม่เกรงกลัว
"กร้วม! แครก!"
เจ้าสัวใช้มือกลไกที่หล่อหลอมจากศิลาทองคำบรรพกาล กระชากแขนโลหะของซากกระดูกร่างหนึ่งจนหลุดกระเด็น จากนั้นมันก็อ้าปากกว้างที่ซ่อนเตาหลอมแกนกลางเอาไว้ ดูดกลืน 'ศัสตราประกอบ' ชิ้นนั้นเข้าไปอย่างดุดัน! ทันทีที่ชิ้นส่วนโบราณถูกหลอมละลาย รอยร้าวบนเกราะและปีกโลหะสีทองอมดำของมันก็เริ่มสมานตัว อักขระกลไกที่เคยลบเลือนกลับมาเปล่งประกายสีทองเจิดจ้าอีกครั้ง
"ฮ่าๆๆๆ! รสชาติแห่งบรรพกาล! ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!" เจ้าสัวหัวเราะก้องอย่างบ้าคลั่งน่าเกรงขาม มันพุ่งทะยานไปมาดุจพยัคฆ์ติดปีก ฉีกกระชากและกลืนกินศัสตราประกอบชั้นยอดจากพวกเผ่ากลทมิฬที่ล้มเหลว ราวกับกำลังเพลิดเพลินอยู่ในงานเลี้ยงบุฟเฟ่ต์ระดับตำนาน
ทางด้าน 'เจ้าถุงเงิน' หลังจากที่สวาปาม 'ศิลาปราณบรรพกาลธาตุหยิน' ระดับชั้นที่สี่ เข้าไปเต็มพุง ร่างของราชันแมงมุมเงาจันทราก็เริ่มมีปฏิกิริยา กระดองผลึกใสสีรัตติกาลของมันส่องแสงสีดำอมม่วงสว่างวาบสลับไปมา คลื่นวิญญาณสั่นสะเทือนแผ่ออกมาจนมิติรอบตัวบิดเบี้ยว
วูบ...!
จู่ๆ เจ้าแมงมุมตะกละก็สื่อสารผ่านคลื่นวิญญาณออกมาด้วยความอิ่มหนำ พลังหยินบริสุทธิ์ถูกปลดปล่อยออกมาจากร่าง กลายเป็นม่านใยโปร่งใสไร้สภาพที่แช่แข็งวิญญาณและเส้นชีพจรของซากมนุษย์กึ่งกลศิลาห้าร่างที่กำลังพุ่งเข้ามาหาอาเจีย ให้หยุดชะงักกลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งและแตกสลายกลายเป็นผุยผงในชั่วพริบตา!
เมื่อระบายพลังงานส่วนเกินออกมาแล้ว เจ้าถุงเงินก็หงายท้อง ดำดิ่งกลับเข้าสู่มิติเงาใต้เท้าของอาเจียเพื่อหลับใหลและย่อยสลายพลังงานอย่างมีความสุข ทิ้งให้เจ้านายตาบอดต้องถอนหายใจยาวกับความเอาแต่ใจของสัตว์อสูรคู่กาย
"มัวยืนทำบื้ออะไรอยู่ไอ้หนู! ใช้เนตรสัมผัสของเจ้าหาจุดอ่อนของค่ายกลนี้สิ!" นักพรตหมื่นอีแปะตะโกนสั่งขณะที่กำลังใช้แส้ปัดรัดคอหุ่นกลศิลาร่างยักษ์ "พวกมันมีเยอะเกินไป! หากไม่ทำลายศิลาแกนกลางที่ซ่อนอยู่ในห้องนี้ เราคงต้องเหนื่อยจนปราณเซียนเหือดแห้งตายก่อนแน่!"
อาเจียสูดหายใจลึก เขาพยายามละทิ้งความเจ็บปวดจากรอยร้าวในจุดตันเถียน รวบรวมสมาธิดำดิ่งลงสู่แก่นแท้ของวิถีอักขระหลิง ท่ามกลางเสียงกัมปนาทของการต่อสู้ โลกในจินตภาพของเขากลับเงียบสงบ เส้นสายปราณเซียนและโครงข่ายกลไกฟ้าของศัตรูทุกตัวปรากฏชัดเจนในสัมผัสวิญญาณผ่านเนตรสูญตา
เขามองเห็นแล้ว... มองเห็นเส้นทางของกระแสพลังที่ไหลเวียนเข้าสู่ร่างของพวกเผ่ากลทมิฬอย่างไม่ขาดสาย มันไม่ได้มาจากพื้นดิน แต่มันถูกส่งผ่านมิติมาจากใต้ซากแท่นบูชาเบื้องหน้า!
"ตาเฒ่า! ตรงนั้น! ใต้ซากแท่นบูชามีแกนกลางค่ายกลซ่อนอยู่!" อาเจียชี้นิ้วไปอย่างแม่นยำ "แต่ระวังด้วย! ตรงนั้นมีอาคมสะท้อนกลับซ่อนอยู่ หากท่านฟาดพลังมั่วซั่ว สัจธรรมแห่งการสะท้อนจะทำร้ายท่านกลับเป็นสิบเท่า!"
"ฮ่าๆ! รู้ตำแหน่งก็พอแล้ว! ที่เหลือปล่อยให้ยอดฝีมือจัดการเอง!"
นักพรตหมื่นอีแปะแสยะยิ้มหน้าเงิน ชายชราปลดปล่อยเจตจำนงออกมาเพียงเสี้ยวเดียว ล้วงยันต์สีม่วงเข้มออกมา ปราณเซียนแท้ถูกบีบอัดจนถึงขีดสุดเตรียมที่จะระเบิดแท่นบูชาเพื่อกอบโกยศิลาปราณและสมบัติทั้งหมด ทว่าสิ่งที่กำลังรอคอยพวกเขามิใช่เพียงแกนกลางธรรมดา... แต่เป็นความลับอันดำมืดที่สุดที่สลักอยู่บนวิถีแห่งเผ่ากลทมิฬ!จารึกที่ 222 : ศัสตราประกอบบรรพกาล : งานเลี้ยงของเจ้าสัวและเจ้าถุงเงิน
แม้ภายนอกจะเป็นห้วงเวลาที่แสงตะวันสาดส่องเจิดจ้าที่สุด ทว่าท่ามกลางความมืดมิดในส่วนลึกของสุสานบรรพชนเสี้ยวจันทรา กลิ่นอายแห่งความตายกลับหนาวเหน็บเสียดแทงลึกลงไปถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ
"แกรก... กึก... ครืนนน!"
ทันใดนั้น เสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดของกลไกฟ้าที่ขึ้นสนิมและฟันเฟืองศิลาที่หยุดหมุนไปนับพันปี บัดนี้กลับมาขยับเขยื้อนประสานกันอย่างน่าขนลุก แสงสีชาดจากผลึกศิลาที่ฝังอยู่ในเบ้าตากลวงโบ๋ของซากกระดูกมนุษย์กึ่งกลศิลาสว่างวาบขึ้นทีละร่าง... จากหนึ่งร่างลุกลามเป็นสิบตลบ ขยายวงกว้างออกไปจนทั่วโถงวิหาร บรรยากาศแห่งความตายของวิถีมารแห่งสำนักหัตถ์กลแผ่ซ่านจนความกดอากาศหนักอึ้งดุจถูกขุนเขาทับถม
"เวรตะไลเอ๊ย! ไอ้แมงมุมตะกละนั่นมันกลืนศิลาปราณแกนกลางที่สะกดค่ายกลวิญญาณเอาไว้! พวกหุ่นมนุษย์วิปริตนี่ถึงได้ตื่นขึ้นมาทั้งหมด!"
นักพรตหมื่นอีแปะสบถด่าลั่น ชายชราที่กำลังพุ่งตัวไปหมายจะตะครุบเจ้าถุงเงินต้องเบรกกะทันหันจนพื้นศิลาแตกร้าวเป็นรอยลากยาว เขาสะบัดแส้ปัดในมือ ปลดปล่อยปราณเซียนแท้ที่จงใจกดทับไว้เพียงระดับวิญญาณแรกเริ่ม กวาดกระแทกซากกระดูกกึ่งกลศิลาสามร่างที่พุ่งเข้ามาหมายจะฉีกทึ้งเขาจนแหลกละเอียดเป็นผุยผงในชั่วพริบตา
"ตาเฒ่า! ท่านรับปากว่าจะคุ้มครองข้าไม่ใช่หรือ!"
อาเจียตะโกนฝ่าเสียงกัมปนาท แม้ดวงตาจะถูกพันด้วยผ้าดิบเปื้อนเลือด แต่ 'เนตรสูญตา' ในห้วงจิตกลับรับรู้ถึงกระแสพลังหยินที่พุ่งพล่านมาจากทุกสารทิศ "หุ่นพิทักษ์! ตั้งค่ายกลพยัคฆ์ซ่อนเล็บ คุ้มกันข้าเดี๋ยวนี้!"
สิ้นเสียงตวาดบัญชา หุ่นพิทักษ์บรรพกาลระดับแก่นทองคำทั้งสี่ตน ก็กระโดดเข้ามาล้อมกรอบเจ้านายอย่างซื่อสัตย์ พวกมันกวัดแกว่งศัสตราประกอบศิลาในมือ ปะทะกับกองทัพหุ่นมนุษย์กึ่งกลศิลาที่ถาโถมเข้ามาดุจคลื่นมนุษย์ เสียงโลหะปะทะหิน ปราณแตกร้าว และประกายไฟสว่างวาบสาดแสงท่ามกลางความมืดมิด
"นายท่าน! ได้โปรดอนุญาตให้ข้าร่วมวงสังหาร!"
เสียงโลหะเสียดสีอันทุ้มต่ำและกังวานของพยนต์เทวะ 'เจ้าสัว' ในร่างราชันย์อเวจีกึ่งเซียน ธาตุทองบรรพกาล ดังก้องสะท้อนไปทั่ววิหารราวกับเสียงระฆังสวรรค์ที่ดังมาจากขุมนรก มันมิได้สื่อสารทางจิต ทว่าจงใจเปล่งเสียงประกาศศักดาอย่างโอหัง น้ำเสียงที่เคยเย่อหยิ่งบัดนี้สั่นสะท้านไปด้วยความหิวกระหายขั้นสุด
"ศัสตราประกอบ... ชิ้นส่วนกลไกฟ้าโบราณที่ฝังอยู่ในร่างพวกมัน ล้วนเป็นวัตถุดิบหลอมรวมระดับสูงสุดที่สูญหายไปแล้ว! หากข้าได้กลืนกินพวกมัน เตาหลอมแกนกลางของข้าจะฟื้นฟู และข้าอาจทะลวงผ่านระดับแก่นทองคำขั้นปลายไปสู่ความสมบูรณ์ได้!"
"เจ้าอยากจะกินซากกระดูกพวกนี้น่ะรึ? รสนิยมเจ้ามันวิปริตพอๆ กับพวกสำนักหัตถ์กลเลยนะ!" อาเจียกัดฟันกรอด ขณะที่จุดตันเถียนยังคงปวดหนึบ ทว่าสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ เขาไม่มีทางเลือก "เอาล่ะ! เข้าไปอาละวาดซะเจ้าสัว! แต่จำไว้ ชิ้นไหนที่ดูมีราคาแพง ห้ามกินทิ้งกินขว้างเด็ดขาด! ต้องเก็บมาให้ข้าเอาไปขายหอสุวรรณดารา!"
"วิ้งงงงงงง!"
แสงสีทองอร่ามสว่างวาบขึ้นจากร่างของเจ้าสัวที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านข้าง มันพุ่งทะยานออกไปประดุจดาวตกสีทมิฬ ปีกโลหะหกแฉกที่กลางหลังกางออกตัดมิติอากาศจนเกิดเสียงหวีดแหลมแสบแก้วหู พยนต์เทวะระดับแก่นทองคำขั้นปลายปลดปล่อยปราณธาตุทองอันแหลมคมดุจกระบี่นับหมื่นเล่มพุ่งเข้าใส่ดงศัตรูอย่างไม่เกรงกลัว
"กร้วม! แครก!"
เจ้าสัวใช้มือกลไกที่หล่อหลอมจากศิลาทองคำบรรพกาล กระชากแขนโลหะของซากกระดูกร่างหนึ่งจนหลุดกระเด็น จากนั้นมันก็อ้าปากกว้างที่ซ่อนเตาหลอมแกนกลางเอาไว้ ดูดกลืน 'ศัสตราประกอบ' ชิ้นนั้นเข้าไปอย่างดุดัน! ทันทีที่ชิ้นส่วนโบราณถูกหลอมละลาย รอยร้าวบนเกราะและปีกโลหะสีทองอมดำของมันก็เริ่มสมานตัว อักขระกลไกที่เคยลบเลือนกลับมาเปล่งประกายสีทองเจิดจ้าอีกครั้ง
"ฮ่าๆๆๆ! รสชาติแห่งบรรพกาล! ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!" เจ้าสัวหัวเราะก้องอย่างบ้าคลั่งน่าเกรงขาม มันพุ่งทะยานไปมาดุจพยัคฆ์ติดปีก ฉีกกระชากและกลืนกินศัสตราประกอบชั้นยอดจากพวกเผ่ากลทมิฬที่ล้มเหลว ราวกับกำลังเพลิดเพลินอยู่ในงานเลี้ยงบุฟเฟ่ต์ระดับตำนาน
ทางด้าน 'เจ้าถุงเงิน' หลังจากที่สวาปาม 'ศิลาปราณบรรพกาลธาตุหยิน' ระดับชั้นที่สี่ เข้าไปเต็มพุง ร่างของราชันแมงมุมเงาจันทราก็เริ่มมีปฏิกิริยา กระดองผลึกใสสีรัตติกาลของมันส่องแสงสีดำอมม่วงสว่างวาบสลับไปมา คลื่นวิญญาณสั่นสะเทือนแผ่ออกมาจนมิติรอบตัวบิดเบี้ยว
วูบ...!
จู่ๆ เจ้าแมงมุมตะกละก็สื่อสารผ่านคลื่นวิญญาณออกมาด้วยความอิ่มหนำ พลังหยินบริสุทธิ์ถูกปลดปล่อยออกมาจากร่าง กลายเป็นม่านใยโปร่งใสไร้สภาพที่แช่แข็งวิญญาณและเส้นชีพจรของซากมนุษย์กึ่งกลศิลาห้าร่างที่กำลังพุ่งเข้ามาหาอาเจีย ให้หยุดชะงักกลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็งและแตกสลายกลายเป็นผุยผงในชั่วพริบตา!
เมื่อระบายพลังงานส่วนเกินออกมาแล้ว เจ้าถุงเงินก็หงายท้อง ดำดิ่งกลับเข้าสู่มิติเงาใต้เท้าของอาเจียเพื่อหลับใหลและย่อยสลายพลังงานอย่างมีความสุข ทิ้งให้เจ้านายตาบอดต้องถอนหายใจยาวกับความเอาแต่ใจของสัตว์อสูรคู่กาย
"มัวยืนทำบื้ออะไรอยู่ไอ้หนู! ใช้เนตรสัมผัสของเจ้าหาจุดอ่อนของค่ายกลนี้สิ!" นักพรตหมื่นอีแปะตะโกนสั่งขณะที่กำลังใช้แส้ปัดรัดคอหุ่นกลศิลาร่างยักษ์ "พวกมันมีเยอะเกินไป! หากไม่ทำลายศิลาแกนกลางที่ซ่อนอยู่ในห้องนี้ เราคงต้องเหนื่อยจนปราณเซียนเหือดแห้งตายก่อนแน่!"
อาเจียสูดหายใจลึก เขาพยายามละทิ้งความเจ็บปวดจากรอยร้าวในจุดตันเถียน รวบรวมสมาธิดำดิ่งลงสู่แก่นแท้ของวิถีอักขระหลิง ท่ามกลางเสียงกัมปนาทของการต่อสู้ โลกในจินตภาพของเขากลับเงียบสงบ เส้นสายปราณเซียนและโครงข่ายกลไกฟ้าของศัตรูทุกตัวปรากฏชัดเจนในสัมผัสวิญญาณผ่านเนตรสูญตา
เขามองเห็นแล้ว... มองเห็นเส้นทางของกระแสพลังที่ไหลเวียนเข้าสู่ร่างของพวกเผ่ากลทมิฬอย่างไม่ขาดสาย มันไม่ได้มาจากพื้นดิน แต่มันถูกส่งผ่านมิติมาจากใต้ซากแท่นบูชาเบื้องหน้า!
"ตาเฒ่า! ตรงนั้น! ใต้ซากแท่นบูชามีแกนกลางค่ายกลซ่อนอยู่!" อาเจียชี้นิ้วไปอย่างแม่นยำ "แต่ระวังด้วย! ตรงนั้นมีอาคมสะท้อนกลับซ่อนอยู่ หากท่านฟาดพลังมั่วซั่ว สัจธรรมแห่งการสะท้อนจะทำร้ายท่านกลับเป็นสิบเท่า!"
"ฮ่าๆ! รู้ตำแหน่งก็พอแล้ว! ที่เหลือปล่อยให้ยอดฝีมือจัดการเอง!"
นักพรตหมื่นอีแปะแสยะยิ้มหน้าเงิน ชายชราปลดปล่อยเจตจำนงออกมาเพียงเสี้ยวเดียว ล้วงยันต์สีม่วงเข้มออกมา ปราณเซียนแท้ถูกบีบอัดจนถึงขีดสุดเตรียมที่จะระเบิดแท่นบูชาเพื่อกอบโกยศิลาปราณและสมบัติทั้งหมด ทว่าสิ่งที่กำลังรอคอยพวกเขามิใช่เพียงแกนกลางธรรมดา... แต่เป็นความลับอันดำมืดที่สุดที่สลักอยู่บนวิถีแห่งเผ่ากลทมิฬ!