บทที่ 33 หมาจิ่วจะมาเอาชีวิตจ้าวผิง
เรื่องของตระกูลหูย่อมต้องให้คนตระกูลหูไปจัดการ
แต่คนบ้านนี้ก็เคราะห์ร้ายเสียจริง
หูซิงเย่หัวหน้าหมู่บ้านเสียชีวิต อนุทั้งสามต้องมาตาย
อนุที่รอดมาได้สองคนนั้นก็ตกใจจนสติแตก พูดจาไม่รู้เรื่อง
ลูกชายคนโตที่ไปไล่เสือร้ายแทนคนเป็นแม่ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสใกล้ตาย กระทั่งพูดยังพูดไม่ได้
จ้าวผิงเข้าไปดูอาการก็พบว่าช่วยไม่ได้แล้ว
ทำได้แค่เตรียมงานศพ
ในบรรดาลูกชายลูกสาวที่เหลือ คนที่พอจะรับหน้าที่ตัดสินใจได้ก็มีเพียงลูกชายคนรองนามว่า หูคุน
เขาเพิ่งอายุสิบสองเท่านั้น
เหล่าข้ารับใช้ช่วยกันรวบรวมศพของตระกูลหู
เซี่ยจี้ไม่รู้สึกเห็นใจพวกเขา มิหนำซ้ำยังบอกว่าจะไปแจ้งใต้เท้านายอำเภอเพื่อเอาผิดตระกูลหูอีก
เพราะต้นตอของเรื่องนี้มาจากการที่คนในครอบครัวพวกเขาฆ่าลูกเสือแล้วนำกลับมากินที่บ้าน
เสือร้ายจึงตามมาถึงหมู่บ้าน
โชคดีที่จ้าวผิงมียาพิษจึงสามารถฆ่าเสือร้ายได้
ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าต้องมีคนตายมากมายเท่าไหร่
“พ่อหนุ่มจ้าว เจ้าคิดจะทำยังไงกับเสือตัวนี้?” เซี่ยจี้ถามจ้าวผิง
“จะทำยังไงได้? ก็กินน่ะสิ” จ้าวผิงพูดไปตามที่คิด “หลังทำความสะอาดหนังเสือเสร็จแล้วก็เอาไปทำเสื้อกันหนาว”
“เอ่อ!”
เซี่ยจี้พูดไม่ออก “พ่อหนุ่มจ้าว ถึงเจ้าจะพอมีฐานะบ้างแล้วแต่ก็ไม่ควรสิ้นเปลืองแบบนี้นะ”
“ถ้าเอาเสือตัวนี้ไปขายในอำเภอก็น่าจะได้สักหลายสิบตำลึง อีกอย่าง ถ้าไปแจ้งกับทางการก็จะได้เงินรางวัลสามสิบตำลึง นี่เงินทั้งนั้นเลยนะ”
“มีเรื่องดีแบบนี้ด้วย?”
จ้าวผิงยิ้มเก้อ
ในยุคของเขา ถ้าล่าเสือก็ต้องติดคุกติดตาราง
แต่ในราชวงศ์ต้าเว่ย ไม่เพียงสามารถนำเสือไปขายได้ ทว่ายังสามารถไปแจ้งทางการยังได้รับเงินรางวัล ช่างดีงามอะไรอย่างนี้
“แหะ ๆ ข้าไม่รู้เรื่องนี้เลย ขอบคุณหัวหน้าหมู่บ้านเซี่ยที่บอก”
เซี่ยจี้พยักหน้ายิ้ม ๆ ยิ่งถูกใจจ้าวผิงกว่าเดิม
ในใจคิดว่า ถ้าเขาเป็นคนในหมู่บ้านเซี่ยซุนของพวกข้าก็ดีน่ะสิ การมีผู้กล้าที่สามารถล้มเสือได้ถือเป็นเรื่องมีหน้ามีตาของคนทั้งหมู่บ้าน
เซี่ยเฉวียนตรวจสอบศพเสือเสร็จแล้วก็เดินมาถามจ้าวผิงว่า “จ้าวเซียนเชิง*[1] ท่านยังมียาพิษแบบนี้เหลืออยู่ไหม?”
หลังจากเซี่ยเฉวียนได้ประจักษ์ถึงความสามารถของจ้าวผิงก็ยอมรับนับถืออีกฝ่ายทั้งปากและใจ กระทั่งคำเรียกหายังเปลี่ยนไปเรียกว่าเซียนเชิง
ไม่เรียกพ่อหนุ่มจ้าวอย่างนั้นพ่อหนุ่มจ้าวอย่างนี้อีกแล้ว
“ไม่มีแล้ว” จ้าวผิงส่ายหน้า
“เฮ้อ แล้วจะทำยังไงดีล่ะทีนี้?”
เซี่ยเฉวียนขมวดคิ้วแน่น กล่าวอย่างกลัดกลุ้ม “ตัวที่ท่านใช้ยาพิษฆ่าตายเป็นเสือตัวผู้ ส่วนตัวที่คนในครอบครัวหัวหน้าหมู่บ้านหูฆ่าเป็นลูกเสือ จะต้องมีแม่เสืออีกตัวเหลืออยู่แน่ ๆ”
“มันหาลูกไม่เจอจะต้องคลั่งมากแน่นอน”
“ถ้าโผล่มาที่หมู่บ้าน ไม่มียาพิษแบบนี้ พวกเราจะรับมืออย่างไรเล่า?”
เซี่ยเฉวียนซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มปราบเสือตระหนักถึงความดุร้ายของเสือคลั่งดีจึงหวั่นวิตกจนหลั่งเหงื่อเย็นทั่วร่าง ไม่เหลือเค้าเย่อหยิ่งเหมือนตอนก่อนหน้าอีกแล้ว
“ยังมีเสืออีกตัวหรือนี่?” จ้าวผิงก็ตกใจเช่นกัน
แต่ถ้าไม่ต้องเผชิญหน้ากับเสือแบบตัวต่อตัว จ้าวผิงมั่นใจว่ามีวิธีสังหารมันแน่นอน
เขาพูด “ตอนนี้เสือยังอยู่บนเขา พวกเราชิงลงมือก่อนได้เปรียบ”
“ทำกับดักฆ่าเสือ”
“กับดักสามารถใช้ฆ่าเสือได้ด้วย?” เซี่ยเฉวียนเอ่ยอย่างพิศวง
“ทำไมจะไม่ได้?” จ้าวผิงพูด “เพียงขุดหลุมให้กว้างหน่อย ส่วนข้างล่าง …”
“แค่กแค่ก”
เขายังพูดไม่จบ อวิ๋นหม่านก็กระแอมขึ้นมาจากข้าง ๆ
“อาจารย์ จัดการเสือเรียบร้อยแล้ว พวกเรารีบกลับบ้านกันเถอะ ภรรยาท่านจะได้ไม่เป็นห่วง”
จ้าวผิงเข้าใจทันที เจ้าเด็กนี่กลัววิชาจะรั่วไหลออกไปข้างนอก
เขาพยักหน้า หันไปกล่าวเป็นเชิงขอโทษกับเซี่ยเฉวียน “พี่เฉวียน ตอนมาคนที่บ้านข้าเป็นห่วงมาก ตอนนี้ควรกลับไปบอกข่าวดีกับนางได้แล้ว”
“เรื่องวางกับดักฆ่าเสือ กลับไปข้าจะสอนอวิ๋นหม่าน ให้เขาพาพวกท่านไปล่ามันอีกที”
เซี่ยเฉวียนไม่มีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้
แม้นายพรานจะเป็นอาชีพที่ธรรมดาที่สุดแขนงหนึ่ง แต่ก็ถือสาเรื่องการสืบทอดความรู้ในสำนัก ไม่ใช่ว่าใครที่ถือธนูเดินเข้าป่าก็สามารถเป็นนายพรานได้
ใครเป็นฝ่ายล่าใครก็ยังไม่แน่
หากปราศจากประสบการณ์ที่นายพรานแต่ละรุ่นถ่ายทอดสืบต่อกันมา การเอาชีวิตรอดในป่าย่อมเป็นเรื่องยากเย็นอย่างยิ่ง
ตนเองไม่ได้ฝากตัวเป็นศิษย์ก็คิดจะเรียนรู้วิชาจากคนอื่น จะมีเรื่องดีแบบนั้นได้อย่างไร
แต่จะให้เซี่ยเฉวียนกราบจ้าวผิงเป็นอาจารย์ เขาก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจ
ควรรู้ว่าตอนนี้เขาอายุสามสิบกว่าแล้ว อายุมากกว่าจ้าวผิงนับสิบปี
อีกอย่าง บรรพบุรุษหลายรุ่นของเขาล้วนเป็นนายพราน ส่วนตัวเขาก็ถือเป็นนายพรานที่มีประสบการณ์โชกโชนคนหนึ่ง
ถ้าจะให้เขาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของคนอื่นก็มีผลกระทบต่อชื่อเสียงของเขา
เซี่ยจี้สั่งการให้ลูกมือช่วยกันหามเสือตามไปที่บ้านของจ้าวผิง
คนทั้งหลายพูดคุยหัวเราะกันไปตลอดทาง
จัดการเสือได้แล้ว จิตใจทุกคนผ่อนคลายลงมาก ไม่ตึงเครียดเหมือนตอนก่อนหน้านี้อีก เสียงพูดคุยก็ดังกว่าเดิม
ทำให้คนในหมู่บ้านซีผิงสงสัยยิ่งนัก
แต่ละคนแอบยื่นศีรษะออกมาดูเหนือกำแพงบ้าน
พอเห็นว่าเสือร้ายตายแล้วก็ไม่กลัวอีก ทยอยออกมาจากบ้าน ถามนั่นถามนี่
คนเหล่านั้นก็ไม่ได้ปิดบังอำพราง
บอกสาเหตุที่เสือร้ายบุกเข้ามาในหมู่บ้าน จ้าวผิงสู้กับเสือร้ายอย่างไร สุดท้ายใช้ยาพิษสังหารเสือร้ายได้อย่างไรอย่างละเอียด
เล่าเสียจนเห็นภาพ ราวกับเป็นประสบการณ์ตรงของพวกเขา… เอาเถอะ พวกเขาก็ได้เห็นกับตาตัวเองนี่นา
“อะไรนะ? เสือนั่นมาหมู่บ้านพวกเราเพราะอนุห้าของหัวหน้าหมู่บ้านจับลูกเสือมางั้นรึ?”
“อนุห้าที่น่าตายนั่น เมื่อเช้าข้าเห็นนางอุ้มอะไรบางอย่างลงมาจากบนเขา ถามนางว่าคืออะไร นางกลับบอกว่าเป็นกระต่าย ตอนนั้นข้าไม่ได้สนใจ คิดไม่ถึงว่าจะเป็นลูกเสือ”
“แม้แต่ลูกเสือยังกล้ากิน สมควรถูกเสือกินแล้วจริง ๆ”
“ดีที่พ่อหนุ่มจ้าวใช้ยาพิษฆ่าเสือได้ หมู่บ้านซีผิงของพวกเรามีผู้กล้าปราบเสือ ต่อไปก็ไม่ต้องกลัวเสือร้ายอีกแล้ว”
“พ่อหนุ่มจ้าว เจ้ายังรับอนุอยู่ไหม? ญาติผู้พี่ของข้ามีหลานสาวคนหนึ่ง อายุสิบหก…”
ทันใดนั้นมีเสียงยกยอปอปั้นดังระงม กระทั่งมีคนมาทาบทามให้จ้าวผิงรับอนุ
ทำเอาจ้าวผิงหน้าคอแดงเถือกไปหมด
เขาจึงเร่งฝีเท้าเดินกลับบ้าน
อาสะใภ้สี่มาส่งข่าวที่บ้านจ้าวผิงอยู่ก่อนแล้ว
พวกหลิ่วเมิ่งหรูกับเหวินฮุ่ยมารออยู่หน้าบ้าน กระทั่งเฉียนลิ่วก็ยังหอบสังขารออกมาพิงอยู่ข้างประตู
แล้วก็ได้เห็นจ้าวผิงกลับมาพร้อมกับเสือที่ตายแล้วจริง ๆ
ทุกคนยิ้มกว้างด้วยความดีใจ
คนที่ดีใจกว่าใครก็คือจ้าวเสียวเสี่ยว
เด็กหญิงปีนขึ้นไปนั่งบนตัวเสือ ตบบั้นท้ายเสือเลียนแบบท่าทางขี่ม้า ปากก็ร้องย่า ๆ ๆ เล่นอย่างสนุกสนาน
เหวินฮุ่ยกลับเข้าไปเอาขนมน้ำตาลก้อนจากในบ้านมาแจกจ่ายให้ทุกคน คนทั้งหลายพูดคุยกับอยู่พักหนึ่งถึงแยกย้ายกลับบ้านตัวเอง
จ้าวผิงเรียกคนที่ช่วยหามเสืออยู่กินข้าวด้วยกัน แต่ทุกคนล้วนปฏิเสธ ตามเซี่ยจี้กลับหมู่บ้านเซี่ยซุนกันหมด
หลังที่บ้านเงียบสงบลง เหวินฮุ่ยก็ชูนิ้วมือขึ้นพูดว่า “ฆ่าเสือหนึ่งตัว จวนว่าการอำเภอตกรางวัลให้สามสิบตำลึง ส่วนหัวเสือถูกทุบจนเละหมดแล้ว เอาไปขายคงได้ราคาไม่ดีนัก แต่ก็คงได้สักเจ็ดสิบแปดสิบตำลึง ”
“รวมกันก็หนึ่งร้อยตำลึงแล้ว”
“ผู้มีพระคุณ ท่านรับข้าเป็นอนุได้แล้วกระมัง?”
“ข้า…” จ้าวผิงหน้าแดง
ทำไมพูดถึงเรื่องนี้อีกแล้ว
หลิ่วเมิ่งหรูพูดขึ้นมาว่า “น้องเหวินฮุ่ย ความจริงสามีหาเงินได้พอแล้ว แต่เขาเขินอายน่ะ จนป่านนี้ถึงก็ยังไม่ได้พูดกับเจ้า”
“ในเมื่อเจ้าอยากแต่งให้สามีจากใจจริง พวกเราก็เลือกฤกษ์งามยามดีจัดงานมงคลให้พวกเจ้ากันเถอะ”
“ทุกอย่างยกให้พี่สาวตัดสินใจได้เลยเจ้าค่ะ”
แม้เหวินฮุ่ยจะชอบบ่นให้จ้าวผิงรับตัวเองเป็นอนุ แต่พอถึงเวลาเอาจริง นางกลับเขินอายขึ้นมา
ก้มหน้าลงต่ำ น้ำเสียงก็เบาหวิวจนแทบไม่ได้ยิน
“ดี” หลิ่วเมิ่งหรูยิ้มกว้าง “พรุ่งนี้ข้าจะไปหาหัวหน้าหมู่ …ไม่สิ หัวหน้าหมู่บ้านหูตายแล้วนี่นา”
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปปรึกษาหัวหน้าหมู่บ้านเซี่ยซุนที่อยู่ข้างเคียงกันก็แล้วกัน ขอให้เขาช่วยเลือกวันและมาเป็นประธานพิธีให้เจ้ากับสามี”
จ้าวผิงเปลือกนอกไม่สนใจ แต่ในใจกลับลิงโลดยินดี
ผู้ชายคนไหนไม่ฝันว่าอยากมีสามภรรยาสี่อนุบ้าง
ต่อให้เป็นสังคมยุคปัจจุบัน ผู้ชายหลายคนยังเลี้ยงภรรยากับลูก ๆ ไว้ที่บ้าน ข้างนอกก็ไปมีบ้านเล็กบ้านน้อยอีกสามสี่คนเลยไม่ใช่รึ?
ยิ่งเป็นคนที่มีฐานะยังคัดเลือกคนตามรสนิยมของตัวเองด้วยซ้ำไป
นำวิธีแบบโบราณมาประยุกต์ใช้อย่างเต็มรูปแบบ
ยามนี้ตนเองมาอยู่ในยุคโบราณแล้ว เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม ทำความฝันให้เป็นจริง
แต่จ้าวผิงดีใจได้ไม่ทันไรก็มีเสียงดังมาจากข้างนอก
กุบกับ กุบกับ กุบกับ
เป็นเสียงฝีเท้าม้า
อาหลี่กลับมาแล้ว
จ้าวผิงเดินออกไปยังไม่พ้นประตูบ้านก็เห็นหลี่โฉ่วพรวดพราดเข้ามาอย่างลนลาน
พอเห็นจ้าวผิงก็พูดขึ้นอย่างร้อนใจว่า “พ่อหนุ่มจ้าว แย่แล้ว”
“หมาจิ่วโพนทะนาไปทั่วว่าให้เจ้าล้างคอรอเขามาเชือดได้เลย”
“หือ?” จ้าวผิงนิ่งอึ้ง
พอลองนึกทบทวนดูก็พบว่ามีชื่อหมาจิ่วผู้นี้อยู่ในสมองจริง ๆ
ไม่รู้ว่าชื่อจริงคืออะไร แต่เพราะนิ้วของเขากุดไปหนึ่งนิ้ว ใบหน้ายังเป็นกระ ทุกคนจึงเรียกเขาว่าหมาจิ่ว*[2]
ตัวเขาก็ชอบที่คนอื่นเรียกเขาแบบนั้น
รู้สึกว่าเก้านิ้วข่มขวัญคนได้ดีกว่า
เวลาคนเรียกเขาว่าหมาจิ่วก็มักจะนึกถึงสาเหตุที่นิ้วของเขาหายไปหนึ่งนิ้ว จากนั้นก็จะหวาดกลัวเขา ยำเกรงเขากว่าเดิม
เขาคลุกคลีอยู่ในอำเภออวิ๋นอันมาหลายปีแล้ว
เลี้ยงลูกน้องไว้ยี่สิบกว่าคน เหมือนอิทธิพลมืดในยุคปัจจุบันไม่มีผิด เป็นกุ๊ยขนานแท้คนหนึ่ง
แต่ตนเองไม่ได้ไปหาเรื่องหมาจิ่วสักหน่อย อีกฝ่ายจะมาเชือดเขาทำไม?
จ้าวผิงถาม “อาหลี่ ท่านเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า ข้าไม่เคยไปยุ่งกับหมาจิ่ว ไม่รู้จักเขาด้วยซ้ำ ทำไมเขาต้องมาหาเรื่องข้าด้วย?”
*[1] เซียนเชิง (先生) เป็นคำใช้เรียกอาจารย์หรือคนมีความรู้เป็นเชิงยกย่อง
*[2] หมาจิ่ว หมายถึง หน้าลายเก้านิ้ว