วันนี้จวนเจิ้นตงอ๋องแห่งเมืองเหยียนจิงได้รับการประดับประดาด้วยโคมไฟและธงทิวหลากสีสัน แม้จะเป็เพียงยามเช้าตรู่ แต่ภายนอกจวนอ๋องก็เนืองแน่นไปด้วยรถม้าที่แล่นขวักไขว่ บรรดาคฤหบดี ขุนนาง และเชื้อพระวงศ์ทั่วราชวงศ์ฉู่ต่างส่งเสียงทักทายกันอย่างกระตือรือร้น พร้อมนำของขวัญล้ำค่าและเทียบเชิญก้าวเข้าสู่ประตูจวนอ๋อง
วันนี้คือวันประกอบพิธีบรรลุนิติภาวะขององค์ชายสามแห่งเจิ้นตงอ๋อง... ฉินอวี่
ในทวีปเฉียนหลง พิธีบรรลุนิติภาวะและพิธีมงคลสมรสได้รับความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เมื่อเทียบกันแล้ว วันคล้ายวันเกิดกลับไม่ค่อยได้รับความสนใจนัก
ยามฉินอวี่อายุครบสิบขวบปี มีเพียงคนในจวนอ๋องที่ร่วมเฉลิมฉลองกันเล็กน้อย แต่พิธีบรรลุนิติภาวะกลับมีการแจกเทียบเชิญไปทั่วแว่นแคว้น แม้แต่องค์ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ฉู่ก็อาจจะเสด็จมาร่วมงาน เมื่อแปดปีก่อน ในพิธีบรรลุนิติภาวะของฉินเฟิงพี่ใหญ่ของฉินอวี่ ฮ่องเต้เซี่ยงกวงแห่งราชวงศ์ฉู่ก็ยังเสด็จมาอวยพรด้วยพระองค์เอง
ยามเช้าตรู่ สามพี่น้องตระกูลฉิน... ฉินเฟิง ฉินเจิ้ง และฉินอวี่ เดินทางมาคารวะบิดาที่หน้าห้องของฉินเต๋อโดยพร้อมเพรียง
พี่ใหญ่ฉินเฟิงรูปร่างสูงใหญ่ที่สุด เกือบเก้าเชียะ ร่างกายแผ่กลิ่นอายเย็นเยียบ ใบหน้ายากจะปรากฏรอยยิ้ม รอยยิ้มของเขาจะมีให้เห็นก็ต่อเมื่ออยู่ต่อหน้าพี่น้องเท่านั้น ส่วนฉินเจิ้งและฉินอวี่มีรูปร่างใกล้เคียงกัน สูงตามมาตรฐานบุรุษทั่วไป
“ลูกคารวะเสด็จพ่อ”
สามพี่น้องเมื่อเห็นฉินเต๋อ ต่างก็คุกเข่าข้างหนึ่งลงทำความเคารพทันที
ฉินเต๋อทอดสายตามองบุตรชายทั้งสาม ในใจพลันบังเกิดความปิติยินดี บุตรชายทั้งสามของเขาล้วนเป็ยอดคน... บุตรคนโตฉินเฟิงมุ่งมั่นในวิถีบู๊ ไม่เพียงเป็แม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกร แต่เมื่อปีก่อนยังสามารถบรรลุเป็ยอดฝีมือระดับขั้นฟ้าประทาน ชื่อเสียงเลื่องลือไกล ทั่วราชวงศ์ฉู่มียอดฝีมือระดับขั้นฟ้าประทานไม่ถึงร้อยคน การก้าวขึ้นเป็ยอดฝีมือขั้นฟ้าประทานได้ในวัยเพียงยี่สิบสามปี นับว่าเป็เื่ที่ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง
บุตรคนรองฉินเจิ้งเชี่ยวชาญการบริหารบ้านเมืองยิ่งกว่าตัวฉินเต๋อเองเสียอีก บัดนี้ภารกิจน้อยใหญ่ในสามเขตปกครองแดนบูรพาแทบทั้งหมด ล้วนอยู่ภายใต้การดูแลจัดการของเขา
ส่วนบุตรคนเล็กฉินอวี่...
ฉินเต๋อเบนสายตาไปหยุดที่ฉินอวี่ ยามได้เห็นบุตรชายคนเล็ก ในใจของฉินเต๋อก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดลึกๆ
‘วิชาภายนอกต่อให้ฝึกฝนปานใด อย่างมากก็ถึงแค่ขีดสุดขั้นบ่มเพาะ ไม่อาจก้าวข้ามเป็ยอดฝีมือขั้นฟ้าประทานได้ ท้ายที่สุดก็เป็เพียงวิถีปลายแถว’ ฉินเต๋อลอบถอนใจ ในสายตาของเขา ต่อให้ฉินอวี่ขยันหมั่นเพียรเพียงใด ก็คงยากจะประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้
‘หากสามารถไปถึงระดับเดียวกับยุนซิงได้ แม้จะไม่ใช่ขั้นฟ้าประทาน แต่พลังโจมตีก็เทียบเท่าขั้นฟ้าประทานขั้นต้น... น่าเสียดาย การจะไปถึงระดับนั้นต้องใช้เวลาถึงสามสิบปี ตอนนี้อวี่เอ๋อร์เพิ่งฝึกมาได้แปดปี ยังต้องใช้อีกยี่สิบปี’
ช่างน่าเสียดายที่ฉินเต๋อหารู้ไม่ว่า... กล้ามเนื้อของฉินอวี่สามารถดูดซับพลังปราณภายในได้ และพัฒนาการของเขานั้นรวดเร็วเกินกว่าที่จ้าวยุนซิงคาดการณ์ไว้ในตอนแรกไปไกลโข
“พวกเ้าลุกขึ้นก่อนเถิด” ฉินเต๋อยิ้ม ก่อนจะหันไปมองฉินอวี่ “อวี่เอ๋อร์ วันนี้เป็พิธีบรรลุนิติภาวะของเ้า เป็วันสำคัญในชีวิต พ้นจากวันนี้ไป เ้าก็นับเป็ผู้ใหญ่เต็มตัว เื่ราวอะไรก็ต้องเผชิญหน้าด้วยความพยายามของตนเอง”
“เสด็จพ่อวางใจ” ฉินอวี่พยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม
เผชิญหน้ากับชีวิตด้วยตัวเอง?
นับั้แ่เมื่อสามปีก่อน ฉินอวี่ก็ได้ออกท่องไปทั่วสารทิศเพียงลำพังพร้อมกับอินทรีดำคู่ใจ อาศัยความเร็วของมันพาเขาเหยียบย่างไปแทบจะทั่วราชวงศ์ฉู่ ผ่านร้อนผ่านหนาวและเื่ราวมามากมาย ฉินอวี่มีความเข้าใจในวิถีชีวิตของตนเองอย่างถ่องแท้แล้ว
“ดี ตอนนี้แเื่ภายนอกเริ่มทยอยมากันมากแล้ว พวกเ้าตามพ่อไปต้อนรับแขกเถอะ” ฉินเต๋อพูดจบก็นำหน้าเดินออกไป สามพี่น้องฉินเฟิง ฉินเจิ้ง และฉินอวี่ ต่างเดินตามหลังผู้เป็บิดาไปติดๆ
วันนั้น บรรยากาศภายในจวนเจิ้นตงอ๋องอึกทึกครึกโครมยิ่งนัก บรรดาเชื้อพระวงศ์ ขุนนาง และเศรษฐีคฤหบดีต่างมาร่วมอวยพรกันอย่างคับคั่ง แน่นอนว่าคนเหล่านี้ล้วนมีความเคารพยำเกรงต่อเจิ้นตงอ๋องอย่างที่สุด
และท่านอ๋องผู้กุมอำนาจล้นฟ้าในระดับเดียวกับเจิ้นตงอ๋องยังมีอีกสองท่าน... หนึ่งคือเจิ้นหนานอ๋องแห่งสามเขตปกครองแดนทักษิณ และเจิ้นเป่ยอ๋องแห่งสองเขตปกครองแดนอุดร
เจิ้นหนานอ๋อง ‘มู่หลาน’ แห่งสามเขตปกครองแดนทักษิณเดินทางมาร่วมอวยพรด้วยตนเอง เช่นเดียวกับเจิ้นเป่ยอ๋อง ‘ซ่างกวนหง’ แห่งสองเขตปกครองแดนอุดร ส่วนสี่เขตปกครองแดนประจิมนั้นถูกราชวงศ์ตระกูลเซี่ยงควบคุมโดยสมบูรณ์ ครั้งนี้ฮ่องเต้เซี่ยงกวงไม่ได้เสด็จมาด้วยพระองค์เอง แต่ส่งพระอนุชา ‘เซี่ยงซั่ว’ มาอวยพรแทน
โต๊ะจีนถูกจัดวางเรียงรายนับไม่ถ้วน แเื่มีจำนวนเท่าไหร่ ฉินอวี่ก็สุดจะรู้ แต่เขารู้อยู่อย่างหนึ่ง... ของขวัญที่ได้รับนั้นวางกองสูงท่วมห้องถึงสองห้อง จินตนาการได้เลยว่าจำนวนแขกมากมายเพียงใด อย่างไรเสียผู้ที่เข้าพิธีบรรลุนิติภาวะในวันนี้ก็คือองค์ชายแห่งเจิ้นตงอ๋อง
ความอึกทึกดำเนินไปตลอดทั้งวัน จนกระทั่งดึกสงัด เมื่อแเื่ทยอยกลับกันจนหมด จวนอ๋องจึงกลับคืนสู่ความเงียบสงบ
ณ ห้องลับ
ห้องลับแห่งนี้ฉินอวี่ไม่เคยย่างกรายเข้ามามาก่อน ขณะนี้เวลาล่วงเลยผ่านเที่ยงคืนไปแล้ว ภายในห้องมีเพียงห้าคน... ฉินเต๋อ ฉินเฟิง ฉินเจิ้ง ฉินอวี่ และสวีหยวน ในบรรดาห้าคนนี้ นอกจากฉินอวี่ที่มีสีหน้าฉงนสงสัย คนอื่นๆ ดูเหมือนจะล่วงรู้อะไรบางอย่างอยู่ในใจ
“ทุกคนนั่งลงก่อน” ฉินเต๋อนั่งลงบนเก้าอี้ไท่ซือเป็คนแรก พร้อมโบกมือเรียกคนอื่นๆ ฉินอวี่และอีกสามคนจึงนั่งล้อมวงรอบโต๊ะยาว สวีหยวนยังคงถือพัดโบกเบาๆ ส่งรอยยิ้มบางๆ ให้แก่ฉินอวี่
“เสด็จพ่อ ท่านเรียกข้ามาที่นี่ มีเื่อะไรกันแน่?” ฉินอวี่เอ่ยถาม จนถึงตอนนี้เขายังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก
ฉินเต๋อพยักหน้าเรียบๆ กล่าวว่า “อวี่เอ๋อร์ เ้าสงสัยมาตลอดไม่ใช่หรือว่าพ่อกำลังทำอะไร? กำลังวางแผนการอะไรอยู่? ถูกต้อง... พ่อมีเื่ปิดบังเ้าอยู่ไม่น้อย วันนี้เ้าอายุสิบหกปี เป็ผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว พ่อจะบอกความลับบางอย่างแก่เ้า”
ดวงตาของฉินอวี่สว่างวาบทันที
เขารู้ระแคะระคายมานานแล้วว่าบิดากำลังดำเนินแผนการบางอย่าง เขาสงสัยใคร่รู้แต่ฉินเต๋อก็ไม่เคยปริปากบอก บัดนี้ฟังจากวาจาของบิดา ดูเหมือนเื่ที่เขาไม่รู้ยังมีอีกมาก และวันนี้บิดาตัดสินใจจะเปิดเผยความจริงแก่เขาแล้ว
“อวี่เอ๋อร์ เ้ารู้หรือไม่ว่าในหน้าประวัติศาสตร์ทวีปเฉียนหลง เคยมีราชวงศ์หนึ่งที่สามารถรวบรวมทวีปเฉียนหลงให้เป็ปึกแผ่นได้หรือไม่?” ฉินเต๋อเอ่ยถาม
ฉินอวี่ยิ้มตอบ “ย่อมต้องมีสิขอรับ เมื่อนานมาแล้ว ทวีปเฉียนหลงแตกแยกมาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อพันปีก่อน ทวีปเฉียนหลงถูกรวมเป็ปึกแผ่นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ราชวงศ์ที่รวบรวมแผ่นดินได้คือราชวงศ์ฉิน ชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ของจิ๋นซีฮ่องเต้ ‘อิ๋งเจิ้ง’ ยังคงเลื่องลือจวบจนทุกวันนี้... น่าเสียดายที่ราชวงศ์ฉินอายุสั้นนัก หลังรวมแผ่นดินได้เพียงร้อยปีก็แตกแยก ตระกูลอิ๋งแห่งราชวงศ์ฉินก็ถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก”
ฉินเต๋อพยักหน้าเล็กน้อย กล่าวเสียงขรึม “ความลับข้อแรกที่พ่อจะบอกเ้าในวันนี้ก็คือ... ตระกูลฉินของพวกเรา คือสายเืสายตรงของจิ๋นซีฮ่องเต้!”
ฉินอวี่รู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้ากลางศีรษะ ร่างกายแข็งทื่อ นั่งนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
ผ่านไปครู่ใหญ่ ฉินอวี่จึงพอจะตั้งสติได้ เขามองบิดาอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ก่อนจะหันไปมองพี่ใหญ่ พี่รอง และอาสวีหยวน แต่ทุกคนต่างจ้องมองมาที่เขา ความหมายในแววตาเ่าั้ฉินอวี่เข้าใจได้อย่างกระจ่างแจ้ง
“แต่สายเืสายตรงของจิ๋นซีฮ่องเต้ต้องแซ่อิ๋งไม่ใช่หรือขอรับ?” แม้ในใจฉินอวี่จะพอคาดเดาได้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
ฉินเต๋อส่ายหน้าพลางถอนหายใจ “ราชวงศ์ฉินล่มสลาย ทั่วหล้าต่างไล่ล่าสังหารตระกูลอิ๋ง พวกเราจะยังกล้าใช้แซ่อิ๋งอีกหรือ? การเปลี่ยนแซ่เป็ฉิน ก็เพื่อเตือนใจพวกเราอย่าได้ลืมเลือนว่าบรรพชนของพวกเราคือจิ๋นซีฮ่องเต้... อวี่เอ๋อร์ เ้ารู้หรือไม่ วิชาประจำตระกูลฉินของพวกเราเดิมทีไม่ได้ชื่อ ‘เคล็ดัา’ แต่มีนามว่า ‘เคล็ดัาจักรพรรดิ’”
“อวี่เอ๋อร์ จงจดจำไว้... เืที่ไหลเวียนอยู่ในกายของลูกหลานตระกูลฉิน คือเืเดียวกับจิ๋นซีฮ่องเต้!”
ดวงตาของฉินเต๋อเปล่งประกายเจิดจ้าราวกับดวงตะวัน