ฉู่อวิ๋นรู้สึกว่าร่างในอ้อมแขนอิงแอบตนมากขึ้นเรื่อยๆ ความเชื่อมั่นสุดหัวใจนั้นทำให้เขาอบอุ่นใจเล็กน้อย จึงตอบรับเสียงเบาโดยไม่สงสัยอีก “อ้อ!”
ทั้งสองพูดคุยถามไถ่กันด้วยความห่วงใยไม่กี่ประโยคก็รีบกล่าวคำอำลา เหยียนจื่อม่อเห็นทั้งสองจากไปแล้วถึงยื่นศีรษะออกมาจากแท่นหินเตี้ยครึ่งหนึ่ง เดิมทีเป็นเพราะนางทนท่าทางเสแสร้งแกล้งทำของผู้คนไม่ไหวจึงมาหาสถานที่รอฆ่าเวลา กลับคาดไม่ถึงว่าจะได้พบศัตรูคู่อาฆาตคู่นี้เสียได้ โลกช่างกลมเสียจริง!
ในขณะที่นางกำลังจะลุก กลับถูกกดตัวลง เมื่อหันหลังเพื่อดูว่าอีกฝ่ายเป็นใครกลับถูกปิดปากไว้ จึงทำได้เพียงจ้องคนผู้นั้นด้วยดวงตากลมโต
เซี่ยจิ่นเหยียนเห็นนางต้องการขัดขืนจึงพลิกกายดึงศีรษะอีกฝ่ายกลับมา ทำให้เห็นฉู่อวิ๋นซึ่งเพิ่งเดินจากไปหันกลับมาอีกครั้ง ก่อนจะมองโดยรอบครู่หนึ่งแล้วสาวเท้าเดินไปข้างหน้าต่อ
เมื่อเหยียนจื่อม่อแน่ใจว่าอีกฝ่ายจากไปไกลแล้ว จึงดึงแขนของเซี่ยจิ่นเหยียนลงมากัดเต็มคำโดยไม่เอ่ยวาจา ท่าทางราวกับอยากกินเนื้อดื่มเลือดเต็มทนทำให้เซี่ยจิ่นเหยียนตกตะลึงเล็กน้อย
“เจ้าเกลียดข้าหรือ”
เขาถามเสียงไพเราะกังวานขณะมองเหยียนจื่อม่อด้วยสีหน้าพินิจพิเคราะห์ หากจำไม่ผิด ตนไม่เคยทำเรื่องนอกลู่นอกทางต่อนางมาก่อน ไฉนนางถึงกัดเขาอย่างโหดเหี้ยมเช่นนี้
เมื่ออีกฝ่ายได้ยินคำถามหยั่งเชิงแฝงความสงสัยน้อยๆ ก็ค่อยๆ ปล่อยแขนของเขาออก จากนั้นลุกพรวดขึ้นโดยไม่ส่งเสียงเตือนสักคำ “วันหน้าห้ามถึงเนื้อถึงตัวสตรีที่ยังไม่ออกเรือนอีก ระวังจะถูกคนมองว่าเป็นพวกมากตัณหาเอาได้”
เหยียนจื่อม่อกล่าวทิ้งท้ายแล้วซอยเท้าเดินจากไป ทิ้งเซี่ยจิ่นเหยียนให้ขมวดคิ้วอย่างตกตะลึง พร้อมถามตัวเองว่าปกติตนหาได้เป็นคนทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังเช่นนี้ ทว่าไฉนเวลาพบนางถึงมักเกิดความคิดอยากแกล้งขึ้นมาได้
...หรือเป็นเพราะท่าทางราวกับขอทานน้อยของนางได้ฝังลึกเข้าไปในใจเขาแล้ว
คิดได้ดังนั้นก็หัวเราะเยาะตัวเอง คาดไม่ถึงว่าจะมีวันที่เขาเสียกิริยาเพราะสตรีจากตระกูลเหยียน หากให้บรรพบุรุษหลายชั่วโคตรรู้เข้า เกรงว่าคงปรารถนาอย่าให้มีลูกหลานอกตัญญูเช่นเขาเลย!
หลังจากเหยียนจื่อม่อรีบแยกตัวออกมาจากเซี่ยจิ่นเหยียน ใบหน้าขาวซีดค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ นางเคยเตือนตนเองหลายครั้งแล้ว หากพบหน้ากันอีกครั้งให้ปฏิบัติต่อเขาในฐานะคนแปลกหน้า ทว่าความเกลียดชังฝังลึกถึงจิตวิญญาณกลับทำให้นางมักจะตัดสินใจทำเรื่องโง่เขลา
ชาติก่อนนางกับเขาคลุกคลีกันได้เพราะสัญญาหมั้นหมาย ทว่าชาตินี้แม้ทั้งสองยังไม่ได้หมั้นหมายกัน เขากลับปรากฏตัวครั้งแล้วครั้งเล่า หรือเป็นเพราะชาติก่อนนางเอาเก็บตัวเงียบจึงพลาดโอกาสพบหน้ามากมายหรือ
ผู้ที่เข้าร่วมงานเลี้ยงท่าชิงในวันนี้ได้ล้วนเป็นผู้มีเกียรติด้วยฐานะและความสูงศักดิ์ ดังนั้นการที่เซี่ยจิ่นเหยียนเข้ามาเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ร่วมงานมากมายเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าต่อให้เขาตกอับ ก็ไม่อาจตัดสินด้วยสามัญสำนึกทั่วไปได้
เหยียนจื่อม่อยังคงสาปแช่งอีกฝ่ายในใจไม่หยุด ท่าทางบ่นพึมพำกับตนเองของนางทำให้บุรุษซึ่งยืนรับลมอยู่ไม่ไกลชะงักเล็กน้อย หลังจากกล่าวเบาๆ ต่อคนข้างกายก็เข้าประชิดนางอย่างไร้สุ้มเสียง
ครั้นเห็นคนเข้ามาใกล้ เหยียนจื่อม่อพลันขมวดคิ้ว ยิ่งมองไปโดยรอบแล้วไม่พบใครก็ยิ่งตื่นตระหนก ซื่อจื่อแห่งฉีอ๋องผู้นี้เพิ่งแยกกับเหยียนจื่อหลิง แล้วเขามาปรากฏตัวตรงนี้ได้อย่างไร
“น้องหญิง เหมือนเจ้าจะหลงทางแล้ว!”
ฉู่อวิ๋นคลี่ยิ้มที่คิดว่าอ่อนโยนออกมา ทว่าเมื่อเหยียนจื่อม่อเห็นรอยยิ้มนี้กลับรู้สึกหนาวยะเยือก บุรุษที่ดูอบอุ่นตรงหน้าผู้นี้เป็นหนึ่งในต้นตอแห่งฝันร้ายของนาง
ฉีอ๋องเป็นคนเกียจคร้าน สิ่งที่เขาแสวงหาชั่วชีวิตมีเพียงการถูกรายล้อมด้วยสาวงามและความฟุ่มเฟือย แม้จะเป็นโอรสของเบื้องบนแต่กลับไม่ได้รับความสำคัญนัก ทว่าซื่อจื่อแห่งฉีอ๋องนั้นแตกต่างจากบิดา เขาเป็นเหมือนหมาป่าหิวโหย ในบรรดาลูกหลานมากมายนับว่ามีอำนาจบารมีไม่น้อย
ชาติก่อนนางต้องกล้ำกลืนฝืนทนอยู่ใต้เงื้อมมือของอีกฝ่ายมามากทีเดียว โชคดีที่สุดท้ายหญิงร้ายชายชั่วอย่างเขากับเหยียนจื่อหลิงได้รับผลกรรม สิ่งที่เรียกว่าเดินเข้าหาความตายโดยไม่ต้องการคือคนอย่างพวกเขาอย่างไรเล่า
“มิใช่เพคะ”