ดาบพิฆาตสลับนภา

    บทที่129 อวี้เหวินสยบฟางมู่เฉิน 1

    รุ่งเช้าของวันถัดมา ลานมังกรทะยานก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง


    ม่านหมอกสีขาวบางยังคงลอยอ้อยอิ่งเหนือพื้นศิลา ทว่ากลับมิอาจกลบเสียงฝีเท้าที่ดังต่อเนื่องจากทุกสารทิศได้ ทั้งศิษย์หลักและศิษย์ทั่วไปต่างหลั่งไหลเข้ามาจนแน่นลาน บ้างยืนเรียงอยู่ตามขั้นบันไดหิน บ้างจับจองศาลาริมผา ขณะที่บางคนถึงกับปีนขึ้นไปบนกิ่งสนโบราณซึ่งยื่นออกจากหน้าผา เพียงเพื่อให้ได้เห็นการประลองครั้งนี้ด้วยตาตนเอง


    เหตุผลนั้นเรียบง่ายยิ่ง


    ฟางมู่เฉิน ศิษย์หลักอันดับสี่แห่งทำเนียบ


    จะลงมือทดสอบอวี้เหวิน ศิษย์หลักอันดับสิบเอ็ดผู้เพิ่งก้าวขึ้นสู่ทำเนียบได้ไม่นาน


    ข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่วตำหนักมังกรเมฆาตั้งแต่เมื่อคืน รวดเร็วดุจเปลวเพลิงที่ลามไปบนทุ่งหญ้าแห้ง ผู้ที่ได้ยินล้วนมีปฏิกิริยาแตกต่างกัน บ้างตกตะลึง บ้างหัวเราะเยาะ บ้างถึงกับหยุดการฝึกตนกลางคัน รีบตรงมายังลานมังกรทะยานตั้งแต่รุ่งอรุณ


    “อันดับสิบเอ็ดจะสู้กับอันดับสี่... เด็กใหม่ผู้นั้นไม่กลัวตายหรือ”


    “เจ้าพูดผิดแล้ว คนที่เป็นฝ่ายขอทดสอบคือศิษย์พี่ฟาง”


    “แล้วต่างกันตรงไหน? เมื่อวานเขายังพูดต่อหน้าคนทั้งโถงว่าให้ศิษย์พี่ฟางใช้กำลังทั้งหมด ไม่เรียกว่าโอหังแล้วจะเรียกว่าอะไร”


    “แต่อย่าลืมว่า เขาคือคนที่กวาดล้างสมาคมฟ่าน แล้วยังโค่นจ้าวชิงซานได้อีก”


    “จ้าวชิงซานจะเอาอะไรไปเทียบกับศิษย์พี่ฟาง อันดับสี่แห่งทำเนียบ... มิใช่ตำแหน่งที่อาศัยโชคก็ขึ้นไปยืนได้”


    เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังแว่วมาจากทุกสารทิศ หลอมรวมกันเป็นกระแสคลื่นแผ่วเบาที่แผ่ปกคลุมทั่วทั้งลานประลอง


    ทุกคนต่างรู้ดี...


    ทันทีที่อวี้เหวินและฟางมู่เฉินก้าวขึ้นสู่ลานแห่งนี้ ความสงบของลานมังกรทะยานจะสิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์


    ลานมังกรทะยานตั้งอยู่กลางยอดเขา เป็นลานศิลาสีเทาเงินกว้างใหญ่ พื้นลานสลักลวดลายมังกรเมฆาโบราณทอดยาวสลับซับซ้อน ทุกเส้นลายเชื่อมต่อกับค่ายกลที่ฝังลึกอยู่ใต้พื้นศิลา เพื่อรองรับแรงปะทะจากการต่อสู้ของศิษย์หลัก มิให้สะเทือนไปถึงตำหนักโดยรอบ


    ด้านเหนือของลานคือแท่นประทับของเจ้าตำหนักและเหล่าผู้อาวุโส ส่วนสองฟากเป็นตำแหน่งของศิษย์หลักอันดับต้น ๆ ที่กำลังทยอยเข้าประจำที่


    ไม่นาน เงาร่างหลายสายก็ปรากฏขึ้นพร้อมกัน


    หลัวเทียนอี้ จูซงเทียน ไป๋หยุนเซิง มู่หรงเซียว ซ่งมู่ และเยี่ยหลิวซวง ต่างเดินเข้าสู่ลานแทบไม่ห่างกันนัก


    ในฐานะศิษย์หลักรุ่นใหม่ พวกเขาจึงถูกจัดให้อยู่บริเวณด้านในของลาน แยกออกจากศิษย์ทั่วไปอย่างชัดเจน


    บางคนสีหน้าเรียบเฉย


    บางคนทอดสายตามองลานประลองไม่วาง


    ขณะที่บางคนซ่อนความคาดหวังไว้ไม่มิด


    ซ่งมู่กอดอกแน่น ดวงตาเร่าร้อนดุจเปลวเพลิง


    “หวังว่าเขาจะไม่แพ้เร็วเกินไป”


    เขาแสยะยิ้มบาง


    “ข้ายังอยากเห็นหมัดของเขาอีกสักครั้ง”


    มู่หรงเซียวเหลือบมองอีกฝ่าย


    “เจ้าคิดว่าเขาจะแพ้?”


    ซ่งมู่เงียบไปชั่วครู่ ก่อนหัวเราะในลำคอ


    “ไม่รู้”


    “แต่ถ้าเป็นข้า... ตอนนี้คงรับกระบวนท่าของฟางมู่เฉินได้ไม่เกินห้ากระบวนท่า”


    หลัวเทียนอี้หันมองซ่งมู่ทันที


    เขารู้จักนิสัยอีกฝ่ายดี


    คนผู้นี้ไม่เคยถ่อมตัว และยิ่งไม่เคยยกย่องผู้ใดง่าย ๆ


    เมื่อเอ่ยเช่นนี้ ก็หมายความว่าฟางมู่เฉินแข็งแกร่งกว่าที่หลายคนคาดไว้เสียอีก


    จูซงเทียนในชุดม่วงดำเอ่ยเสียงต่ำ


    “วิชาของฟางมู่เฉินมิใช่พลังปะทะธรรมดา เขาชำนาญวิชามายาหยิน ผู้ใดจิตไม่มั่นคง เพียงเสียจังหวะไปครู่เดียว ก็อาจเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ได้แล้ว”


    เยี่ยหลิวซวงมิได้เอ่ยวาจา


    นางเพียงจ้องลานประลองเบื้องหน้าไม่กะพริบตา


    ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด...


    มือที่ซ่อนอยู่ในชายแขนเสื้อก็กำแน่นขึ้นเงียบ ๆ


    อีกฟากหนึ่ง เซี่ยชิงหลัวยืนสงบนิ่งอยู่ใต้เสาหินสลักมังกร


    อาภรณ์สีขาวพลิ้วไหวไปตามสายลม ผ้าแพรบางยังคงปิดบังใบหน้าท่อนล่างไว้ดังเดิม เหลือเพียงดวงตาเย็นกระจ่างที่ทอดมองลานประลองเบื้องหน้าอย่างเงียบงัน


    นางมิได้เอ่ยวาจากับผู้ใด


    เพียงมองลานศิลาที่ว่างเปล่า ราวกับกำลังรอให้ใครบางคนก้าวขึ้นไปยืนตรงนั้น


    บนแท่นสูง ไป๋เหวินเทียนนั่งอยู่ ณ ตำแหน่งประธาน เหล่าผู้อาวุโสนั่งเรียงอยู่สองฟาก สีหน้าของแต่ละคนล้วนเคร่งขรึมกว่าปกติ


    แม้ภายนอกจะเป็นเพียงการประลองระหว่างศิษย์หลักสองคน หากทุกคนต่างรู้ดีว่า ผลของศึกครั้งนี้จะเป็นตัวตัดสินว่า การคัดเลือกตัวแทนของตำหนักมังกรเมฆาจะทำให้ผู้คนยอมรับได้หรือไม่


    ผู้อาวุโสเคราขาวผู้หนึ่งทอดมองลานเบื้องล่าง พลางเอ่ยขึ้นช้า ๆ


    “ฟางมู่เฉินผู้นี้ แม้จะมีนิสัยยากคบหา แต่พรสวรรค์ของเขาก็ไม่อาจมองข้าม วิชามายาหยินของเขา... นับว่าเป็นหนึ่งในวิชาที่โดดเด่นที่สุดของศิษย์รุ่นนี้”


    ผู้อาวุโสอีกคนพยักหน้าเห็นด้วย


    “พัดหยกเล่มนั้นก็ไม่ธรรมดา ภายในสลักค่ายกลมายาหยินไว้หลายชั้น แม้ฟางมู่เฉินจะยังไม่อาจสำแดงพลังปราณออกนอกกายได้ดังผู้ฝึกปราณที่เเท้จริง แต่เมื่อใช้อาวุธวิญญาณเป็นสื่อ ก็เพียงพอจะทำให้ประสาทสัมผัสของคู่ต่อสู้แปรปรวนได้”


    ผู้อาวุโสอีกผู้หนึ่งกล่าวเสริม


    “อวี้เหวินเพิ่งก้าวสู่ขอบเขตหลอมรวมกาย รากฐานของเขาแข็งแกร่งก็จริง...”


    “แต่จะรับมือกับกลวิชาเช่นนี้ได้หรือไม่ คงต้องรอดู”


    ไป๋เหวินเทียนรับฟังทุกถ้อยคำอย่างสงบนิ่ง


    สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย


    ดวงตาคู่นั้นลุ่มลึกประหนึ่งบ่อน้ำโบราณ ยากจะหยั่งรู้ว่ากำลังครุ่นคิดสิ่งใด


    ขณะนั้นเอง...


    เสียงฮือฮาพลันดังขึ้นจากขอบลานด้านตะวันออก


    บุรุษผู้หนึ่งค่อย ๆ เดินฝ่าฝูงชนเข้ามา


    อาภรณ์สีนวลปักลายเมฆาเงินสะอาดไร้รอยยับ ใบหน้าขาวสะอาดประดับรอยยิ้มอ่อนโยน ราวกับคุณชายผู้สูงศักดิ์ที่กำลังเดินชมสวน มิใช่ผู้ที่กำลังจะก้าวขึ้นลานประลอง


    พัดหยกในมือคลี่ออกเพียงครึ่ง แผ่กลิ่นอายเย็นจางจนแทบไม่อาจสัมผัสได้ หากมิใช่ผู้มีสัมผัสเฉียบคม ย่อมเห็นว่าเป็นเพียงพัดหยกธรรมดาเล่มหนึ่ง


    ฟางมู่เฉินมาถึงแล้ว


    ทันทีที่เขาปรากฏตัว เสียงพูดคุยโดยรอบก็ค่อย ๆ แผ่วลง


    ศิษย์หลักอันดับสี่แห่งทำเนียบ


    ตำแหน่งนั้นมิได้ ได้มาด้วยชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว หากแลกมาด้วยการประลองและภารกิจนับครั้งไม่ถ้วน


    ฟางมู่เฉินหยุดอยู่หน้าลาน ก่อนประสานมือคารวะไปยังแท่นสูงอย่างสง่างาม


    “ศิษย์ฟางมู่เฉิน คารวะเจ้าตำหนัก และผู้อาวุโสทุกท่าน”


    ไป๋เหวินเทียนพยักหน้าเพียงเล็กน้อย


    ฟางมู่เฉินจึงหมุนกายก้าวขึ้นสู่ลานมังกรทะยาน


    ทุกย่างก้าวมั่นคง ไม่เร็วไม่ช้า ประหนึ่งผ่านการคำนวณมาแล้วอย่างแม่นยำ รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง


    ทว่าศิษย์ที่ยืนอยู่ใกล้ลานหลายคนกลับสัมผัสได้ว่า...


    บรรยากาศรอบกายเขาค่อย ๆ เย็นลงอย่างแปลกประหลาด


    แสงอรุณทอดต้องพัดหยกในมือ สะท้อนประกายสีเงินอ่อนจาง ๆ


    หากเพ่งมองให้ดี จะเห็นอักขระเส้นเล็กละเอียดดุจเส้นไหมซ่อนอยู่ท่ามกลางลวดลายเมฆาและจันทร์ อักขระเหล่านั้นคล้ายกำลังไหลเวียนอย่างเชื่องช้า แผ่กลิ่นอายเย็นเยียบที่มิได้ซึมสู่ผิวกาย หากค่อย ๆ กดทับลงในส่วนลึกของจิตใจ


    ฟางมู่เฉินหยุดยืนอยู่กลางลาน


    สีหน้ายังคงสงบ


    รอให้อีกฝ่ายก้าวขึ้นมาประจันหน้า


    ครู่หนึ่งต่อมา...


    เสียงฝีเท้าดังแว่วมาจากทางเดินฝั่งตะวันตก


    มิได้เร่งรีบ


    หากก็ไม่หยุดชะงักแม้แต่ก้าวเดียว


    เมื่อเสียงนั้นดังขึ้น บทสนทนารอบลานก็ค่อย ๆ แผ่วลง สายตาของผู้คนทยอยหันไปยังต้นเสียงโดยไม่ได้นัดหมาย


    อวี้เหวินเดินมาเพียงลำพัง


    เขายังคงสวมอาภรณ์สีดำเรียบง่ายเช่นเดิม ไร้อาวุธในมือ ไร้เครื่องประดับ และไร้กลิ่นอายอันน่าเกรงขามที่ผู้คนคาดหวังจากผู้เพิ่งทะลวงขอบเขต


    เขาเพียงก้าวผ่านม่านหมอกยามเช้าอย่างสงบนิ่ง ราวกับกำลังมุ่งหน้าไปยังลานฝึกตามปกติ มิใช่ลานประลองที่ศิษย์ทั้งสำนักกำลังจับตามอง


    แต่ยิ่งเป็นเช่นนั้น...


    กลับยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูก


    บนใบหน้าของเขาไม่มีความตื่นเต้น


    ไม่มีความกังวล


    ยิ่งไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย


    ราวกับศึกที่กำลังจะเกิดขึ้น... ไม่เคยอยู่ในความสนใจของเขาตั้งแต่แรก


    ซูเทียนหลงยืนพิงเสาหินอยู่ด้านข้างลาน หรี่ตามองอวี้เหวิน ก่อนหัวเราะเบา ๆ


    “สีหน้าแบบนั้น...”


    “วันนี้ฟางมู่เฉินคงเหนื่อยไม่น้อย”


    ศิษย์หลักผู้หนึ่งซึ่งยืนอยู่ใกล้ชะงักไปทันที


    วาจานี้หลุดออกมาจากปากของศิษย์หลักอันดับสอง


    เพียงเท่านั้น... ก็หนักแน่นกว่าคำวิจารณ์ของผู้คนนับร้อย


    ฟางมู่เฉินมองอวี้เหวินที่ก้าวขึ้นสู่ลานประลอง ดวงตาเรียวยาวฉายแววเย็นเยียบเพียงชั่ววูบ ก่อนจะกลับมาอ่อนโยนดังเดิม


    “ศิษย์น้องอวี้”


    เขายิ้มบาง ๆ


    “ข้านึกว่าเจ้าจะให้พวกเรารอนานกว่านี้เสียอีก”


    อวี้เหวินหยุดฝีเท้าห่างจากเขาราวสิบจั้ง


    “ในเมื่อมาถึงแล้ว...”


    “ก็เริ่มเถิด”


    คำตอบสั้นเรียบ ไม่มีถ้อยคำเกินจำเป็น


    ฟางมู่เฉินหัวเราะแผ่วเบา พลางคลี่พัดหยกในมือออกช้า ๆ


    “ดูเหมือนศิษย์น้องจะมั่นใจในตัวเองไม่น้อย”


    อวี้เหวินมองเขานิ่งๆ


    “เสียเวลาไปมากพอแล้ว”


    รอยยิ้มของฟางมู่เฉินชะงักไปเพียงชั่วขณะ


    ก่อนจะค่อย ๆ กลับมาเป็นเช่นเดิม


    “ดี...”


    “เช่นนั้นก็หวังว่า อีกครู่เจ้าจะยังพูดได้เช่นนี้”


    อวี้เหวินไม่ตอบ เพียงยืนอยู่ตรงนั้นอย่างสงบ


    ไป๋เหวินเทียนค่อย ๆ ลุกขึ้นจากแท่นประธาน


    เพียงการเคลื่อนไหวเล็กน้อย เสียงสนทนาทั่วทั้งลานก็พลันดับลงในทันที


    เขากวาดสายตามองศิษย์ทุกคน ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น


    “การประลองในวันนี้ มีขึ้นเพื่อพิสูจน์ความสามารถของอวี้เหวินในฐานะตัวแทนเบื้องต้นของตำหนักมังกรเมฆา มิใช่การตัดสินเป็นตาย”


    เสียงของเจ้าตำหนักกังวานไปทั่วลานประลอง


    “ห้ามสังหาร ห้ามทำลายรากฐานฝึกตน ห้ามใช้เล่ห์กลหรือวิธีการนอกเหนือจากวิชายุทธ์ อาวุธ และความสามารถของตนเอง”


    “ผู้ใดยอมแพ้ หมดสภาพการต่อสู้ หรือถูกบังคับให้ออกจากเขตลานประลอง ผู้นั้นถือว่าแพ้”


    เขาหยุดไปเพียงครู่ ก่อนหันไปมองฟางมู่เฉิน


    “เดิมที ฟางมู่เฉินเสนอว่า หากอวี้เหวินรับมือได้ครบสิบกระบวน ก็ให้ถือว่าผ่านการทดสอบ”


    จากนั้น สายตาของเขาจึงเลื่อนไปยังอวี้เหวิน


    “แต่อวี้เหวินปฏิเสธข้อเสนอนั้น และขอให้ฟางมู่เฉินใช้กำลังทั้งหมด”


    เพียงประโยคเดียว...


    ทั่วทั้งลานก็พลันตกอยู่ในความเงียบ


    ศิษย์จำนวนไม่น้อยลอบกลืนน้ำลาย


    ฟางมู่เฉินยังคงยิ้มบาง ๆ


    อวี้เหวินก็ยังยืนนิ่งดังเดิม


    ไป๋เหวินเทียนยกมือขึ้นช้า ๆ


    “เริ่มได้”


    สิ้นเสียงประกาศ...


    สายลมยามเช้าที่พัดผ่านยอดเขา ราวกับหยุดนิ่งไปชั่วขณะ


    ฟางมู่เฉินเป็นฝ่ายลงมือก่อน


    รอยยิ้มอ่อนโยนยังคงประดับอยู่บนใบหน้า หากร่างของเขากลับพุ่งทะยานออกไปในพริบตา อาภรณ์สีนวลพลิ้วไหวเพียงวูบเดียว เงาร่างก็เคลื่อนผ่านพื้นศิลาราวจันทร์เสี้ยวที่เฉือนม่านเมฆ


    พัดหยกในมือพลันตวัดออก


    ฟึ่บ!


    เสียงลมแหวกอากาศแผ่วเบา ทว่าผู้ที่ยืนอยู่แถวหน้ากลับรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่ปะทะผิวหน้า


    แสงสีเงินอ่อนสามสายพุ่งออกจากปลายพัดอย่างไร้สุ้มเสียง


    หาใช่พลังปราณที่ถูกปลดปล่อยโดยตรง หากเป็นไอหยินที่อาศัยอาวุธวิญญาณเป็นสื่อ หลอมรวมจนกลายเป็นคมมีดบางเฉียบ พุ่งเข้าโอบล้อมอวี้เหวินจากสามทิศ รวดเร็วจนแทบมองไม่เห็นร่องรอย


    “เร็วเหลือเกิน...”


    ศิษย์ผู้หนึ่งหลุดอุทาน


    หลายคนยังไม่ทันเห็นด้วยซ้ำว่า ฟางมู่เฉินตวัดพัดไปกี่ครั้ง


    แต่อวี้เหวินเพียงขยับเท้า


    ก้าวเฉียงออกไปเพียงครึ่งก้าว


    การเคลื่อนไหวนั้นเรียบง่ายจนดูเหมือนไม่มีสิ่งใดพิเศษ


    ทว่ากลับหลบคมมีดสายแรกได้อย่างหวุดหวิด ราวกับมองเห็นวิถีของมันตั้งแต่แรก


    คมมีดสายที่สองเฉียดผ่านหัวไหล่ ตัดเส้นผมสีดำเพียงไม่กี่เส้นให้ปลิวหายไปกับสายลม


    ส่วนสายที่สาม...


    พุ่งตรงเข้าหากลางอก


    ครานี้ อวี้เหวินไม่หลบ


    เขาเพียงยกมือขึ้น ก่อนสะบัดฝ่ามือออกอย่างเรียบง่าย


    ปัง!


    เสียงปะทะหนักดังสะเทือนไปทั่วลาน


    คมมีดหยินแตกกระจายเป็นละอองแสงกลางอากาศ


    ฝ่ามือของอวี้เหวินยังคงยกค้างอยู่ในท่าเดิม


    ผิวหนังไม่ปรากฏแม้แต่รอยขีดข่วน


    มีเพียงไอเย็นบางเบาที่เกาะอยู่ชั่วครู่ ก่อนถูกความร้อนจากโลหิตในกายเผาผลาญจนสลายหายไป


    ทั่วทั้งลานพลันเงียบกริบ


    หลายคนถึงกับเบิกตากว้าง


    ใช้มือเปล่าปัดกระบวนท่าของฟางมู่เฉิน...


    ต่อให้เป็นเพียงการหยั่งเชิง ก็หาใช่สิ่งที่ผู้ฝึกตนระดับเดียวกันจะทำได้ง่าย ๆ


    ฟางมู่เฉินชะงักฝีเท้า หยุดอยู่ห่างออกไปราวสามจั้ง


    พัดหยกในมือยังคงคลี่อยู่เช่นเดิม


    รอยยิ้มบนใบหน้าไม่เปลี่ยน


    แต่ประกายประหลาดใจในดวงตากลับปรากฎขึ้นมา


    เขารู้ว่าอวี้เหวินมีกายาที่แข็งแกร่ง


    แต่ไม่คิดว่า หลังทะลวงเพียงคืนเดียว ร่างกายของอีกฝ่ายจะยกระดับขึ้นถึงเพียงนี้


    อวี้เหวินลดมือลงอย่างช้า ๆ


    ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


    “หนึ่งกระบวนท่า”


    เพียงสามคำ กลับทำให้ทั่วทั้งลานเงียบยิ่งกว่าเดิม

    คล้ายกับเรื่องดาบพิฆาตสลับนภา ที่คุณอ่าน