รุ่งเช้าของวันถัดมา ลานมังกรทะยานก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง
ม่านหมอกสีขาวบางยังคงลอยอ้อยอิ่งเหนือพื้นศิลา ทว่ากลับมิอาจกลบเสียงฝีเท้าที่ดังต่อเนื่องจากทุกสารทิศได้ ทั้งศิษย์หลักและศิษย์ทั่วไปต่างหลั่งไหลเข้ามาจนแน่นลาน บ้างยืนเรียงอยู่ตามขั้นบันไดหิน บ้างจับจองศาลาริมผา ขณะที่บางคนถึงกับปีนขึ้นไปบนกิ่งสนโบราณซึ่งยื่นออกจากหน้าผา เพียงเพื่อให้ได้เห็นการประลองครั้งนี้ด้วยตาตนเอง
เหตุผลนั้นเรียบง่ายยิ่ง
ฟางมู่เฉิน ศิษย์หลักอันดับสี่แห่งทำเนียบ
จะลงมือทดสอบอวี้เหวิน ศิษย์หลักอันดับสิบเอ็ดผู้เพิ่งก้าวขึ้นสู่ทำเนียบได้ไม่นาน
ข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่วตำหนักมังกรเมฆาตั้งแต่เมื่อคืน รวดเร็วดุจเปลวเพลิงที่ลามไปบนทุ่งหญ้าแห้ง ผู้ที่ได้ยินล้วนมีปฏิกิริยาแตกต่างกัน บ้างตกตะลึง บ้างหัวเราะเยาะ บ้างถึงกับหยุดการฝึกตนกลางคัน รีบตรงมายังลานมังกรทะยานตั้งแต่รุ่งอรุณ
“อันดับสิบเอ็ดจะสู้กับอันดับสี่... เด็กใหม่ผู้นั้นไม่กลัวตายหรือ”
“เจ้าพูดผิดแล้ว คนที่เป็นฝ่ายขอทดสอบคือศิษย์พี่ฟาง”
“แล้วต่างกันตรงไหน? เมื่อวานเขายังพูดต่อหน้าคนทั้งโถงว่าให้ศิษย์พี่ฟางใช้กำลังทั้งหมด ไม่เรียกว่าโอหังแล้วจะเรียกว่าอะไร”
“แต่อย่าลืมว่า เขาคือคนที่กวาดล้างสมาคมฟ่าน แล้วยังโค่นจ้าวชิงซานได้อีก”
“จ้าวชิงซานจะเอาอะไรไปเทียบกับศิษย์พี่ฟาง อันดับสี่แห่งทำเนียบ... มิใช่ตำแหน่งที่อาศัยโชคก็ขึ้นไปยืนได้”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังแว่วมาจากทุกสารทิศ หลอมรวมกันเป็นกระแสคลื่นแผ่วเบาที่แผ่ปกคลุมทั่วทั้งลานประลอง
ทุกคนต่างรู้ดี...
ทันทีที่อวี้เหวินและฟางมู่เฉินก้าวขึ้นสู่ลานแห่งนี้ ความสงบของลานมังกรทะยานจะสิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์
ลานมังกรทะยานตั้งอยู่กลางยอดเขา เป็นลานศิลาสีเทาเงินกว้างใหญ่ พื้นลานสลักลวดลายมังกรเมฆาโบราณทอดยาวสลับซับซ้อน ทุกเส้นลายเชื่อมต่อกับค่ายกลที่ฝังลึกอยู่ใต้พื้นศิลา เพื่อรองรับแรงปะทะจากการต่อสู้ของศิษย์หลัก มิให้สะเทือนไปถึงตำหนักโดยรอบ
ด้านเหนือของลานคือแท่นประทับของเจ้าตำหนักและเหล่าผู้อาวุโส ส่วนสองฟากเป็นตำแหน่งของศิษย์หลักอันดับต้น ๆ ที่กำลังทยอยเข้าประจำที่
ไม่นาน เงาร่างหลายสายก็ปรากฏขึ้นพร้อมกัน
หลัวเทียนอี้ จูซงเทียน ไป๋หยุนเซิง มู่หรงเซียว ซ่งมู่ และเยี่ยหลิวซวง ต่างเดินเข้าสู่ลานแทบไม่ห่างกันนัก
ในฐานะศิษย์หลักรุ่นใหม่ พวกเขาจึงถูกจัดให้อยู่บริเวณด้านในของลาน แยกออกจากศิษย์ทั่วไปอย่างชัดเจน
บางคนสีหน้าเรียบเฉย
บางคนทอดสายตามองลานประลองไม่วาง
ขณะที่บางคนซ่อนความคาดหวังไว้ไม่มิด
ซ่งมู่กอดอกแน่น ดวงตาเร่าร้อนดุจเปลวเพลิง
“หวังว่าเขาจะไม่แพ้เร็วเกินไป”
เขาแสยะยิ้มบาง
“ข้ายังอยากเห็นหมัดของเขาอีกสักครั้ง”
มู่หรงเซียวเหลือบมองอีกฝ่าย
“เจ้าคิดว่าเขาจะแพ้?”
ซ่งมู่เงียบไปชั่วครู่ ก่อนหัวเราะในลำคอ
“ไม่รู้”
“แต่ถ้าเป็นข้า... ตอนนี้คงรับกระบวนท่าของฟางมู่เฉินได้ไม่เกินห้ากระบวนท่า”
หลัวเทียนอี้หันมองซ่งมู่ทันที
เขารู้จักนิสัยอีกฝ่ายดี
คนผู้นี้ไม่เคยถ่อมตัว และยิ่งไม่เคยยกย่องผู้ใดง่าย ๆ
เมื่อเอ่ยเช่นนี้ ก็หมายความว่าฟางมู่เฉินแข็งแกร่งกว่าที่หลายคนคาดไว้เสียอีก
จูซงเทียนในชุดม่วงดำเอ่ยเสียงต่ำ
“วิชาของฟางมู่เฉินมิใช่พลังปะทะธรรมดา เขาชำนาญวิชามายาหยิน ผู้ใดจิตไม่มั่นคง เพียงเสียจังหวะไปครู่เดียว ก็อาจเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ได้แล้ว”
เยี่ยหลิวซวงมิได้เอ่ยวาจา
นางเพียงจ้องลานประลองเบื้องหน้าไม่กะพริบตา
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด...
มือที่ซ่อนอยู่ในชายแขนเสื้อก็กำแน่นขึ้นเงียบ ๆ
อีกฟากหนึ่ง เซี่ยชิงหลัวยืนสงบนิ่งอยู่ใต้เสาหินสลักมังกร
อาภรณ์สีขาวพลิ้วไหวไปตามสายลม ผ้าแพรบางยังคงปิดบังใบหน้าท่อนล่างไว้ดังเดิม เหลือเพียงดวงตาเย็นกระจ่างที่ทอดมองลานประลองเบื้องหน้าอย่างเงียบงัน
นางมิได้เอ่ยวาจากับผู้ใด
เพียงมองลานศิลาที่ว่างเปล่า ราวกับกำลังรอให้ใครบางคนก้าวขึ้นไปยืนตรงนั้น
บนแท่นสูง ไป๋เหวินเทียนนั่งอยู่ ณ ตำแหน่งประธาน เหล่าผู้อาวุโสนั่งเรียงอยู่สองฟาก สีหน้าของแต่ละคนล้วนเคร่งขรึมกว่าปกติ
แม้ภายนอกจะเป็นเพียงการประลองระหว่างศิษย์หลักสองคน หากทุกคนต่างรู้ดีว่า ผลของศึกครั้งนี้จะเป็นตัวตัดสินว่า การคัดเลือกตัวแทนของตำหนักมังกรเมฆาจะทำให้ผู้คนยอมรับได้หรือไม่
ผู้อาวุโสเคราขาวผู้หนึ่งทอดมองลานเบื้องล่าง พลางเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“ฟางมู่เฉินผู้นี้ แม้จะมีนิสัยยากคบหา แต่พรสวรรค์ของเขาก็ไม่อาจมองข้าม วิชามายาหยินของเขา... นับว่าเป็นหนึ่งในวิชาที่โดดเด่นที่สุดของศิษย์รุ่นนี้”
ผู้อาวุโสอีกคนพยักหน้าเห็นด้วย
“พัดหยกเล่มนั้นก็ไม่ธรรมดา ภายในสลักค่ายกลมายาหยินไว้หลายชั้น แม้ฟางมู่เฉินจะยังไม่อาจสำแดงพลังปราณออกนอกกายได้ดังผู้ฝึกปราณที่เเท้จริง แต่เมื่อใช้อาวุธวิญญาณเป็นสื่อ ก็เพียงพอจะทำให้ประสาทสัมผัสของคู่ต่อสู้แปรปรวนได้”
ผู้อาวุโสอีกผู้หนึ่งกล่าวเสริม
“อวี้เหวินเพิ่งก้าวสู่ขอบเขตหลอมรวมกาย รากฐานของเขาแข็งแกร่งก็จริง...”
“แต่จะรับมือกับกลวิชาเช่นนี้ได้หรือไม่ คงต้องรอดู”
ไป๋เหวินเทียนรับฟังทุกถ้อยคำอย่างสงบนิ่ง
สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
ดวงตาคู่นั้นลุ่มลึกประหนึ่งบ่อน้ำโบราณ ยากจะหยั่งรู้ว่ากำลังครุ่นคิดสิ่งใด
ขณะนั้นเอง...
เสียงฮือฮาพลันดังขึ้นจากขอบลานด้านตะวันออก
บุรุษผู้หนึ่งค่อย ๆ เดินฝ่าฝูงชนเข้ามา
อาภรณ์สีนวลปักลายเมฆาเงินสะอาดไร้รอยยับ ใบหน้าขาวสะอาดประดับรอยยิ้มอ่อนโยน ราวกับคุณชายผู้สูงศักดิ์ที่กำลังเดินชมสวน มิใช่ผู้ที่กำลังจะก้าวขึ้นลานประลอง
พัดหยกในมือคลี่ออกเพียงครึ่ง แผ่กลิ่นอายเย็นจางจนแทบไม่อาจสัมผัสได้ หากมิใช่ผู้มีสัมผัสเฉียบคม ย่อมเห็นว่าเป็นเพียงพัดหยกธรรมดาเล่มหนึ่ง
ฟางมู่เฉินมาถึงแล้ว
ทันทีที่เขาปรากฏตัว เสียงพูดคุยโดยรอบก็ค่อย ๆ แผ่วลง
ศิษย์หลักอันดับสี่แห่งทำเนียบ
ตำแหน่งนั้นมิได้ ได้มาด้วยชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว หากแลกมาด้วยการประลองและภารกิจนับครั้งไม่ถ้วน
ฟางมู่เฉินหยุดอยู่หน้าลาน ก่อนประสานมือคารวะไปยังแท่นสูงอย่างสง่างาม
“ศิษย์ฟางมู่เฉิน คารวะเจ้าตำหนัก และผู้อาวุโสทุกท่าน”
ไป๋เหวินเทียนพยักหน้าเพียงเล็กน้อย
ฟางมู่เฉินจึงหมุนกายก้าวขึ้นสู่ลานมังกรทะยาน
ทุกย่างก้าวมั่นคง ไม่เร็วไม่ช้า ประหนึ่งผ่านการคำนวณมาแล้วอย่างแม่นยำ รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง
ทว่าศิษย์ที่ยืนอยู่ใกล้ลานหลายคนกลับสัมผัสได้ว่า...
บรรยากาศรอบกายเขาค่อย ๆ เย็นลงอย่างแปลกประหลาด
แสงอรุณทอดต้องพัดหยกในมือ สะท้อนประกายสีเงินอ่อนจาง ๆ
หากเพ่งมองให้ดี จะเห็นอักขระเส้นเล็กละเอียดดุจเส้นไหมซ่อนอยู่ท่ามกลางลวดลายเมฆาและจันทร์ อักขระเหล่านั้นคล้ายกำลังไหลเวียนอย่างเชื่องช้า แผ่กลิ่นอายเย็นเยียบที่มิได้ซึมสู่ผิวกาย หากค่อย ๆ กดทับลงในส่วนลึกของจิตใจ
ฟางมู่เฉินหยุดยืนอยู่กลางลาน
สีหน้ายังคงสงบ
รอให้อีกฝ่ายก้าวขึ้นมาประจันหน้า
ครู่หนึ่งต่อมา...
เสียงฝีเท้าดังแว่วมาจากทางเดินฝั่งตะวันตก
มิได้เร่งรีบ
หากก็ไม่หยุดชะงักแม้แต่ก้าวเดียว
เมื่อเสียงนั้นดังขึ้น บทสนทนารอบลานก็ค่อย ๆ แผ่วลง สายตาของผู้คนทยอยหันไปยังต้นเสียงโดยไม่ได้นัดหมาย
อวี้เหวินเดินมาเพียงลำพัง
เขายังคงสวมอาภรณ์สีดำเรียบง่ายเช่นเดิม ไร้อาวุธในมือ ไร้เครื่องประดับ และไร้กลิ่นอายอันน่าเกรงขามที่ผู้คนคาดหวังจากผู้เพิ่งทะลวงขอบเขต
เขาเพียงก้าวผ่านม่านหมอกยามเช้าอย่างสงบนิ่ง ราวกับกำลังมุ่งหน้าไปยังลานฝึกตามปกติ มิใช่ลานประลองที่ศิษย์ทั้งสำนักกำลังจับตามอง
แต่ยิ่งเป็นเช่นนั้น...
กลับยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูก
บนใบหน้าของเขาไม่มีความตื่นเต้น
ไม่มีความกังวล
ยิ่งไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
ราวกับศึกที่กำลังจะเกิดขึ้น... ไม่เคยอยู่ในความสนใจของเขาตั้งแต่แรก
ซูเทียนหลงยืนพิงเสาหินอยู่ด้านข้างลาน หรี่ตามองอวี้เหวิน ก่อนหัวเราะเบา ๆ
“สีหน้าแบบนั้น...”
“วันนี้ฟางมู่เฉินคงเหนื่อยไม่น้อย”
ศิษย์หลักผู้หนึ่งซึ่งยืนอยู่ใกล้ชะงักไปทันที
วาจานี้หลุดออกมาจากปากของศิษย์หลักอันดับสอง
เพียงเท่านั้น... ก็หนักแน่นกว่าคำวิจารณ์ของผู้คนนับร้อย
ฟางมู่เฉินมองอวี้เหวินที่ก้าวขึ้นสู่ลานประลอง ดวงตาเรียวยาวฉายแววเย็นเยียบเพียงชั่ววูบ ก่อนจะกลับมาอ่อนโยนดังเดิม
“ศิษย์น้องอวี้”
เขายิ้มบาง ๆ
“ข้านึกว่าเจ้าจะให้พวกเรารอนานกว่านี้เสียอีก”
อวี้เหวินหยุดฝีเท้าห่างจากเขาราวสิบจั้ง
“ในเมื่อมาถึงแล้ว...”
“ก็เริ่มเถิด”
คำตอบสั้นเรียบ ไม่มีถ้อยคำเกินจำเป็น
ฟางมู่เฉินหัวเราะแผ่วเบา พลางคลี่พัดหยกในมือออกช้า ๆ
“ดูเหมือนศิษย์น้องจะมั่นใจในตัวเองไม่น้อย”
อวี้เหวินมองเขานิ่งๆ
“เสียเวลาไปมากพอแล้ว”
รอยยิ้มของฟางมู่เฉินชะงักไปเพียงชั่วขณะ
ก่อนจะค่อย ๆ กลับมาเป็นเช่นเดิม
“ดี...”
“เช่นนั้นก็หวังว่า อีกครู่เจ้าจะยังพูดได้เช่นนี้”
อวี้เหวินไม่ตอบ เพียงยืนอยู่ตรงนั้นอย่างสงบ
ไป๋เหวินเทียนค่อย ๆ ลุกขึ้นจากแท่นประธาน
เพียงการเคลื่อนไหวเล็กน้อย เสียงสนทนาทั่วทั้งลานก็พลันดับลงในทันที
เขากวาดสายตามองศิษย์ทุกคน ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“การประลองในวันนี้ มีขึ้นเพื่อพิสูจน์ความสามารถของอวี้เหวินในฐานะตัวแทนเบื้องต้นของตำหนักมังกรเมฆา มิใช่การตัดสินเป็นตาย”
เสียงของเจ้าตำหนักกังวานไปทั่วลานประลอง
“ห้ามสังหาร ห้ามทำลายรากฐานฝึกตน ห้ามใช้เล่ห์กลหรือวิธีการนอกเหนือจากวิชายุทธ์ อาวุธ และความสามารถของตนเอง”
“ผู้ใดยอมแพ้ หมดสภาพการต่อสู้ หรือถูกบังคับให้ออกจากเขตลานประลอง ผู้นั้นถือว่าแพ้”
เขาหยุดไปเพียงครู่ ก่อนหันไปมองฟางมู่เฉิน
“เดิมที ฟางมู่เฉินเสนอว่า หากอวี้เหวินรับมือได้ครบสิบกระบวน ก็ให้ถือว่าผ่านการทดสอบ”
จากนั้น สายตาของเขาจึงเลื่อนไปยังอวี้เหวิน
“แต่อวี้เหวินปฏิเสธข้อเสนอนั้น และขอให้ฟางมู่เฉินใช้กำลังทั้งหมด”
เพียงประโยคเดียว...
ทั่วทั้งลานก็พลันตกอยู่ในความเงียบ
ศิษย์จำนวนไม่น้อยลอบกลืนน้ำลาย
ฟางมู่เฉินยังคงยิ้มบาง ๆ
อวี้เหวินก็ยังยืนนิ่งดังเดิม
ไป๋เหวินเทียนยกมือขึ้นช้า ๆ
“เริ่มได้”
สิ้นเสียงประกาศ...
สายลมยามเช้าที่พัดผ่านยอดเขา ราวกับหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
ฟางมู่เฉินเป็นฝ่ายลงมือก่อน
รอยยิ้มอ่อนโยนยังคงประดับอยู่บนใบหน้า หากร่างของเขากลับพุ่งทะยานออกไปในพริบตา อาภรณ์สีนวลพลิ้วไหวเพียงวูบเดียว เงาร่างก็เคลื่อนผ่านพื้นศิลาราวจันทร์เสี้ยวที่เฉือนม่านเมฆ
พัดหยกในมือพลันตวัดออก
ฟึ่บ!
เสียงลมแหวกอากาศแผ่วเบา ทว่าผู้ที่ยืนอยู่แถวหน้ากลับรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่ปะทะผิวหน้า
แสงสีเงินอ่อนสามสายพุ่งออกจากปลายพัดอย่างไร้สุ้มเสียง
หาใช่พลังปราณที่ถูกปลดปล่อยโดยตรง หากเป็นไอหยินที่อาศัยอาวุธวิญญาณเป็นสื่อ หลอมรวมจนกลายเป็นคมมีดบางเฉียบ พุ่งเข้าโอบล้อมอวี้เหวินจากสามทิศ รวดเร็วจนแทบมองไม่เห็นร่องรอย
“เร็วเหลือเกิน...”
ศิษย์ผู้หนึ่งหลุดอุทาน
หลายคนยังไม่ทันเห็นด้วยซ้ำว่า ฟางมู่เฉินตวัดพัดไปกี่ครั้ง
แต่อวี้เหวินเพียงขยับเท้า
ก้าวเฉียงออกไปเพียงครึ่งก้าว
การเคลื่อนไหวนั้นเรียบง่ายจนดูเหมือนไม่มีสิ่งใดพิเศษ
ทว่ากลับหลบคมมีดสายแรกได้อย่างหวุดหวิด ราวกับมองเห็นวิถีของมันตั้งแต่แรก
คมมีดสายที่สองเฉียดผ่านหัวไหล่ ตัดเส้นผมสีดำเพียงไม่กี่เส้นให้ปลิวหายไปกับสายลม
ส่วนสายที่สาม...
พุ่งตรงเข้าหากลางอก
ครานี้ อวี้เหวินไม่หลบ
เขาเพียงยกมือขึ้น ก่อนสะบัดฝ่ามือออกอย่างเรียบง่าย
ปัง!
เสียงปะทะหนักดังสะเทือนไปทั่วลาน
คมมีดหยินแตกกระจายเป็นละอองแสงกลางอากาศ
ฝ่ามือของอวี้เหวินยังคงยกค้างอยู่ในท่าเดิม
ผิวหนังไม่ปรากฏแม้แต่รอยขีดข่วน
มีเพียงไอเย็นบางเบาที่เกาะอยู่ชั่วครู่ ก่อนถูกความร้อนจากโลหิตในกายเผาผลาญจนสลายหายไป
ทั่วทั้งลานพลันเงียบกริบ
หลายคนถึงกับเบิกตากว้าง
ใช้มือเปล่าปัดกระบวนท่าของฟางมู่เฉิน...
ต่อให้เป็นเพียงการหยั่งเชิง ก็หาใช่สิ่งที่ผู้ฝึกตนระดับเดียวกันจะทำได้ง่าย ๆ
ฟางมู่เฉินชะงักฝีเท้า หยุดอยู่ห่างออกไปราวสามจั้ง
พัดหยกในมือยังคงคลี่อยู่เช่นเดิม
รอยยิ้มบนใบหน้าไม่เปลี่ยน
แต่ประกายประหลาดใจในดวงตากลับปรากฎขึ้นมา
เขารู้ว่าอวี้เหวินมีกายาที่แข็งแกร่ง
แต่ไม่คิดว่า หลังทะลวงเพียงคืนเดียว ร่างกายของอีกฝ่ายจะยกระดับขึ้นถึงเพียงนี้
อวี้เหวินลดมือลงอย่างช้า ๆ
ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“หนึ่งกระบวนท่า”
เพียงสามคำ กลับทำให้ทั่วทั้งลานเงียบยิ่งกว่าเดิม