หลินอู๋เฉินใช้ชีวิตตามเดิม นั่นคือเรียน อยู่กับอาจารย์และไปที่โรงพยาบาลเพื่อรักษาผู้ป่วยที่ถูกกัด
แม้เรื่องการหาตัวการหลักจะกลายเป็นของหยางลู่ซือไปแล้ว ทว่าก็ยังไม่นิ่งนอนใจ เวลาว่างจึงมักจะขับรถไปที่ซอยเปลี่ยว เพื่อดูว่าจะพบเป้าหมายเช่นมนุษย์ตะขาบหรือไม่
วันนี้หลังจากทานข้าวกับอาจารย์เฟิงและมู่เจาเจา ก็กำลังจะไปที่โรงพยาบาล พลันถูกยืนขวางโดยชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งอยู่ในชุดธรรมดา
ดูจากลักษณะการแต่งตัว คงเป็นชนชั้นรากหญ้า
“คุณหลิน ขอโทษที่มาโดยพละการ แต่ผมมีเรื่องอยากจะบอกคุณ ถึงได้มาหาที่นี่” ชายหนุ่มกล่าว พอเห็นว่าอีกฝ่ายคล้ายจดจำตนไม่ได้ จึงเสริมว่า “ผมเฉินฟู่ซาน หนึ่งในผู้เข้าแข่งขันบนสนามประลองที่ภูเขาซือฟาง ในนามของคุณหนูซ่ง ซ่งเฉินหยูครับ”
“ซ่งเฉินหยู…ที่แท้นายนั่นเอง เฉินฟู่ซาน แล้วมีอะไรจะพูดกับฉันล่ะ ถึงได้เดินทางมาหาถึงที่” หลินอูเฉินจดจำเขาได้ ส่วนหนึ่งก็คงเพราะใบหน้าหยิ่งผยองของซ่งเฉินหยู ผู้หญิงที่ตอนแรกถูกวางตัวส่งมอบโดยซ่งซือเจียง แต่สุดท้ายเห็นว่าหนีออกจากบ้านแล้วแทนที่ด้วยยายสมองปลาทอง ซ่งจื่อจิง
เฉินฟู่ซานดีใจจนหน้าบานที่ถูกจดจำได้ แม้จะคนละความหมายก็ตาม แต่จุดประสงค์ล้วนไม่ต่าง
“ตอนนั้นที่ผมเข้าร่วมกับคุณหนูซ่ง ก็เพราะต้องการเงินมารักษาพี่สาวที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แต่ผมกับพ่ายแพ้จึงถูกคุณหนูซ่งเขี่ยทิ้ง ภายหลังได้เห็นความสามารถของคุณหลิน มันช่างน่าประทับใจเสียจนผมอดคิดไม่ได้ว่า หากได้คุณหลินลงมือรักษา พี่สาวของผมอาจจะหายจากโรคร้าย…”
“แล้ว…ยังไง” หลินอู๋เฉินเลิกคิ้วถาม
เฉินฟู่ซานถูไม้ถูมือ บอกไปว่า “ตอนนั้นผมพูดไปว่าหากฆ่าผู้นำตระกูลสือ หรือคนในตระกูลให้คุณหลิน หวังว่าคุณหลินจะช่วยเหลือพี่สาวผม”
“หืม…หมายความว่านายฆ่าเขาแล้ว ถึงได้กล้ามาหาฉันสินะ” หลินอู๋เฉินรู้สึกเหนือความคาดหมาย ไม่คิดเลยว่าเฉินฟู่ซานจะกล้าทำแบบที่พูดไว้จริงๆ
แต่ชายหนุ่มกลับส่ายหน้า เกาศีรษะเก้อเขิน บอกไปว่า “ผมยังไม่มีโอกาสได้ฆ่า พวกเขาก็ถูกคนในชุดม่วงฆ่าตายซะก่อน”
“คนในชุดม่วง…”
“ครับ จากการที่ผมแฝงตัวเข้าไปอยู่ในบ้านสกุลสือได้ระยะเวลาหนึ่ง พบว่าพวกเขาว่าจ้างนักฆ่าที่ถูกเรียกว่า‘ตำหนักม่วง’ให้มาฆ่าคุณหลิน แต่ข้อมูลที่พวกเขาให้ดันเกิดความผิดพลาด ทำให้ทางนักฆ่าไม่พอใจจึงระบายโทสะด้วยการฆ่าล้างตระกูลสือ” เฉินฟู่ซานตอบคำถาม
เนื่องจากพี่สาวสำคัญกับเขามาก เขาจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือเธอ ดังนั้นแม้จะอันตราย ก็ต้องเข้าไปในบ้านสกุลสือ เพราะถือว่ามันเป็นทางเดียวที่พอจะช่วยพี่สาวได้
“ตำหนักม่วง…คนชุดม่วง งั้นหมายความว่าที่ผ่านมา คนที่ส่งนักฆ่ามาหาฉันก็คือตระกูลสือสินะ” หลินอู๋เฉินกระจ่าง เข้าใจเรื่องราวที่ค้างคาใจมานานนม
ดูเหมือนว่าการไว้ชีวิตคนในตระกูลสือจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดมาก
เฉินฟู่ซานบอกต่อว่า “ผมคิดว่าพวกคนชุดม่วงน่าจะเดินทางมาหาคุณหลินในไม่ช้า ผมจึงอยากจะมาเตือนคุณไว้ อีกอย่างคือ…ผมอยากขอโอกาส ช่วยรักษาพี่สาวผมด้วยเถอะนะครับ!”
เขากระแทกเข่าลงพื้น โขกศีรษะเสียงดังกึกก้อง โดยไม่อายนักศึกษาที่เดินผ่านไปผ่านมาเลยสักนิด
หลินอู๋เฉินปรายตามองเขา เนิ่นนานจึงได้เอ่ยว่า “ลุกขึ้นเถอะ เรื่องรักษาพี่สาวนายถือว่าฉันรับปากก็แล้วกัน”
“เอ๋…! จริงๆ นะครับ คุณหลินพูดแล้วนะครับ”
“จริง เห็นแก่นายที่เอาตัวเข้าไปเสี่ยง ฉันจะช่วยรักษาฟรีๆ ก็แล้วกัน”
“ขอบคุณมากครับคุณหลิน บุญคุณครั้งนี้ผมจะไม่ลืมพระคุณไปชั่วชีวิต!” เฉินฟู่ซานพูดออกมาจากใจจริง แม้ตอนนี้หลินอู๋เฉินจะขอให้เขาคุกเข่าตลอดไป ก็ยินดีพร้อมทำ ขอแค่พี่สาวรอดเป็นพอ
ในความจริงหลินอู๋เฉินก็ไม่ใช่คนดีอะไรมากมาย เพียงแต่นับถือในความกล้าหาญของเฉินฟู่ซาน ที่เอาตัวเข้าไปอยู่ตระกูลสือเท่านั้นเอง ดังนั้นจึงรับปาก ยอมช่วยเหลือพี่สาวของเขา อีกเหตุผลคือ แค่ต้องการทดสอบความสามารถตัวเอง ในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง
“ตอนนี้นายกับพี่สาว พักอยู่ที่ไหน” หลินอู๋เฉินถาม
เฉินฟู่ซานรีบตอบอย่างกระตือรือร้น “อพาร์ตเมนต์เปาเปาครับ”
“อพาร์ตเมนต์เปาเปา…นั่นมัน”
“รู้จักเหรอครับ”
ในความคิดของเฉินฟู่ซาน หลินอู๋เฉินที่เป็นคนร่ำรวยไม่มีทางรู้จักกับสถานที่แบบนั้นหรอก ดังนั้นสีหน้าจึงแปลก ยามที่หลินอู๋เฉินบอกว่า
“รู้จัก ฉันเคยไปที่นั่นบ่อยๆ เมื่อก่อนน่ะ”
“เป็นเรื่องบังเอิญที่เหมือนกับพรมลิขิตเลยนะครับ” แม้จะประหลาดใจว่าทำไมถึงไปที่นั่นบ่อยๆ แน่นอนว่าเขาไม่มีทางถามหรอก
ยกมือซ้ายขึ้นมามองเวลา หลินอู๋เฉินบอกว่า “ไปตอนนี้ก็แล้วกัน แต่ยังไม่รักษานะ เพราะฉันมีนัดรักษากับโรงพยาบาลชุนเหลียน”
นอกจากเรื่องในโรงพยาบาลแล้ว ก็ยังมีเรื่องของซูฉางผิง ผู้หญิงที่มีปานสีดำอัปลักษณ์บนใบหน้า เขาต้องรักษาใบหน้าของเธอ เพื่อการนั้นจึงใช้เข็มเงินหยินหยาง
“ได้ครับ” เฉินฟู่ซานไม่กล้าออกคำสั่ง สำหรับเขาแค่หลินอู๋เฉินยอมรับปากว่าจะรักษาก็ดีถมไป
…………
อพาร์ตเมนต์เปาเปา ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับมหาลัยชุนเหลียน ดังนั้นหลินอู๋เฉินใช้เวลาราว 10 นาที ก็มาถึงที่หมาย
ลงมาจากรถคันหรู เฉินฟู่ซานก็พาขึ้นไปชั้นบน โชคดีที่วันนี้ลิฟต์ไม่เสีย หากเหมือนกับตอนที่รักษาจ้าวลี่ พี่สาวของจ้าวหานเขาคงขอตัวกลับตั้งแต่เห็นสภาพลิฟต์
เข้าไปในห้องของสองพี่น้อง หลินอู๋เฉินจึงได้พบกับหญิงสาวร่างบาง ยืนพิงระเบียง ศีรษะโล่งเตียน ร่างกายซูบผอม
จากคำบอกเล่าระหว่างอยู่บนรถ ดูเหมือนว่าเธอจะชื่อเฉินฟู่จิ้ง อายุราว 25 ปี เมื่อก่อนทำงานเป็นเซลล์ขายรถ พอป่วยทำงานไม่ไหวจึงถูกไล่ออก ตอนนี้จึงพักรักษาตัวในห้อง
คล้ายกับรู้ถึงการมา เฉินฟู่จิ้งจึงผินหน้ามองไปที่ประตู พอเห็นว่าน้องชายมากับใครคนหนึ่ง จึงระงับความตั้งใจที่จะเดินเข้าไปหา ถามออกไปว่า “ฟู่ซาน กลับมาแล้วเหรอ แล้วนี่คือ…”
เฉินฟู่ซานรีบกล่าว “พี่ครับ นี่คือคุณหลิน คนที่ผมเคยเล่าให้พี่ฟังไง เขามาก็เพื่อจะตรวจสอบร่างกายของพี่ รักษาพี่ให้หายป่วยไงครับ”
“เขาเหรอ…” เฉินฟู่จิ้งตกตะลึง ไม่คิดเลยว่าบุคคลที่น้องชายพูดกรอกหูทุกวัน เทิดทูนราวกับเทพเจ้าจะเป็นเพียงชายหนุ่มหน้าตาธรรมดา และดูจากชุดที่สวมอยู่ยังเรียนอยู่เลยนี่นา
แต่กระนั้นเฉินฟู่จิ้งยังคงยิ้มสดใส “ขอบคุณนะที่มา นั่งก่อนสิ ห้องของเราอาจจะเล็กไปบ้าง เพราะงั้นอย่าถือสาเลยนะ เดี๋ยวจะเอาน้ำชามาให้”
น้องชายอย่างเฉินฟู่ซานก็ไม่อยู่เฉย รีบเข้าไปช่วยพี่สาวอีกแรง
หลินอู๋เฉินที่ยืนอยู่บอกว่า “ไม่ต้องหรอก ฉันมาครู่เดียวก็จะไปแล้ว”
“จะไปงั้นเหรอ คุยกันก่อนสิครับ…” ระหว่างนั้นมีเสียงหนึ่งดังขึ้น ไม่ใช่ของพี่น้องสกุลเฉิน แต่เป็นของแขกที่ไม่ได้รับเชิญ
เฉินฟู่ซานตกใจการมาถึงของชายสองคนในชุดสีม่วง ใบหน้านั้นเขาจดจำได้ดี เพียงแต่ไม่นึกว่าจะเจอที่นี่
พี่น้องตระกูลซูแห่งตำหนักม่วง ซูโจว ซูจี!
“นั่นใคร เพื่อนของคุณหลินเหรอ?” เฉินฟู่จิ้งถาม
น้องชายอย่างเขาจับแขนพี่สาวไว้แน่น พาหลบมาที่ด้านหลัง กล่าวเสียงเบาว่า “ไม่ใช่ครับพี่ ทั้งสองคนเป็นคนไม่ดี ผมไม่คิดเลยว่าจะพบกับพวกเขาที่นี่…”
แม้จะไม่รู้ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร แต่ดูจากท่าทางของน้องชายที่จริงจังแล้ว เฉินฟู่จิ้งจึงอยู่เงียบๆ รอดูสถานการณ์โดยรวม
“หึหึ ไม่คิดเลยว่าการปล่อยมดแมลง ที่ทำตัวเป็นคนรับใช้ให้มีชีวิตรอด จะพามาพบกับเป้าหมายหลักในรายชื่อที่ต้องตาย ประหลาดใจจังนะเนี่ย แต่ก็ดีเหมือนกัน จะได้พูดคุยกับเขาตรงๆ แบบไม่อ้อมค้อมให้เสียเวลา” ซูโจวหัวเราะว่า ทำเอาเฉินฟู่ซานหวาดกลัว หนังศีรษะชาทึบ ขยับตัวไม่ได้
ต้องรู้ก่อนนะว่าเขาคือคนที่เห็นฉากฆ่าล้างอันโหดร้าย ไม่คิดเลยว่าที่รอดชีวิตมาเป็นเพราะอีกฝ่ายจงใจ
“คุณหลิน ผมต้องขอโทษด้วย ไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะใช้วิธีนี้ คุณรีบหนีไปเถอะครับ ผมขอฝากพี่สาวไว้ด้วย!” เฉินฟู่ซานอ่อนแอ หากแต่พูดถึงเรื่องจิตใจก็คงต้องบอกว่ามุ่งมั่น แม้จะรู้ว่าไร้หนทางชนะ
“หึหึ เรื่องนั้นไม่ใช่นายที่ตัดสินใจ” ซูโจวเข้ามาขัดจังหวะ ก่อนจะหันไปคารวะหลินอู๋เฉินแบบจีน “คุณหลิน ได้ยินว่าคุณเป็นถึงยอดยุทธ เป็นเกียรติมากที่ได้พบคุณ ตัวตนของคุณสูงส่งเปรียบดังบรรพบุรุษของตระกูลซู ทางเราจึงอยากจะเสนอทางออก แม้ว่าคุณจะฆ่าคนของเราไปก็ตาม”
“โฮ่…ต้องการเจรจาต่อรองเหรอ” หลินอู๋เฉินเลิกคิ้วสูง ไม่ปฏิเสธความเข้าใจผิดเกี่ยวกับยอดยุทธ แค่รอดูท่าทางอีกฝ่ายว่าจะเอายังไง
“ใช่ครับ ด้วยตัวตนของคุณหลินมันไม่คุ้มเลยหากเราจะเป็นศัตรูกัน เพียงเพราะตระกูลสือ ซึ่งตอนนี้คุณก็คงรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา ผมจึงอยากเชิญคุณไปที่ตระกูลซูในหยูโจว ดื่มน้ำชากับท่านบรรพบุรุษ เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น” แม้ภายนอกจะดูเหมือนซูโจวนอบน้อม ทว่าในความจริงมันคือการข่มขู่ชัดๆ โดยอาศัยชื่อเสียงของบรรพบุรุษ
“ไม่มีเหตุผลต้องพูดคุย หรือหากอยากจะแสดงเจตนาออกมาว่าต้องการสงบศึก ฝ่ายพวกนายต่างหากที่ต้องเดินทางมาหาฉัน” หลินอู๋เฉินยังไม่หวั่นไหว แม้จะถูกข่มขวัญด้วยชื่อเสียงของบรรพบุรุษตระกูลซู
“ปากดีเกินไปแล้ว ท่านบรรพบุรุษคือใครกัน ทำไมเขาต้องเดินทางมาเมืองเล็กๆ อย่างชุนเหลียนด้วย!” ซูจีที่เงียบมาโดยตลอดตวาดเสียงดัง ทำเอาเฉินฟู่ซานหวาดหวั่น กลัวว่าหมอนี่จะใช้วิธีเดิมในการฆ่า