ผับโพไซดอน
หวังปู้อี้เรียกรถแท็กซี่นั่งมากับเพื่อนกันสามคน ประกอบด้วยหลี่อี้ เสี่ยวปิง เพื่อนรักที่โตมาด้วยกันและจนถึงตอนนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่
เมื่อลงจากรถจะเห็นได้ว่าหวังปู้อี้สวมชุดเดรสแบบเว้าแผ่นหลัง ค่อนข้างเซ็กซี่ทีเดียว แต่ถึงอย่างนั้นหากเทียบกับเพื่อนสองคนแล้วเธอดูเด็กไปเลย รายนั้นนะใส่กระโปรงสั้นกุด เดินทีกะโปรงแทบจะร่นขึ้นข้างบนแล้วเห็นร่องก้นแน่ะ
“ปู้อี้ไม่ได้โกหกกันแน่นะ ที่บอกว่านายน้อยเนี่ยละเลี้ยงเราน่ะ” เสี่ยวปิงถาม
“นั่นสิ ฟังว่าผับโพไซดอนเครื่องดื่มราคาแพงมาก ไม่ใช่ว่าใครก็จ่ายไหว ฉันไม่อยากขายตัวเพียงแค่ดื่มวันนี้นะเว้ย” หลี่อี้เสริม
“ไม่ต้องกังวล เรื่องค่าใช้จ่ายเดี๋ยวนายน้อยเนี่ยจัดการเอง” หวังปู้อี้มั่นใจว่าเป็นแบบนั้น แม้ว่าในสายเนี่ยฝานจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ก็ตาม
สามสาวเดินเข้าไปในผับ แน่นอนว่าต้องมีการตรวจบัตรก่อนเข้า หลังจากเข้าไปข้างในจะพบกับเสียงเพลงดังเร้าเข้ามาในแก้วหู
สำหรับหวังปู้อี้ที่ไม่เคยมีประสบการณ์เที่ยวกลางคืนถือว่าเป็นการเปิดต่อมรับรู้ใหม่ๆ เชียวละ นอกจากนั้นเธอยังมองไปรอบๆ ผับด้วยความสนใจ ผู้หญิงหลายคนที่แต่งชุดมาเที่ยวมักจะใส่ชุดเดรสแบบสั้นเสมอหู ไม่ก็เสื้อแขนกุดเอวลอยใส่กางเกงยีนส์ขาสั้นแบบโชว์ร่องก้นอวบๆ
หวังปู้อี้หน้าร้อนผ่าว ไม่คิดเลยว่าจะเห็นผู้หญิงแต่งตัวน้อยชิ้นแบบนี้ต่อหน้า
“ขอโทษนะครับ คุณใช่หวังปู้อี้หรือเปล่า”
ในขณะที่เธอกำลังมองไปรอบๆ ด้วยความสนใจผู้ชายในชุดสูทได้เข้ามาถาม
“ใช่ค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“นายน้อยเนี่ยเชิญคุณมาที่ห้องวีไอพี รบกวนตามผมมาด้วยครับ”
หวังปู้อี้พยักหน้า หากเนี่ยฝานไม่ส่งคนมารับเธอเองก็ต้องโทรไปหาเขา หลังจากนั้นไม่นานทั้งสามคนก็มาถึงห้องบนชั้นสอง มันเป็นห้องกระจกแบบมองออกไปข้างนอกได้ แต่สำหรับคนที่อยู่ข้างนอกจะไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นข้างใน
เมื่อเข้ามาในห้องจะพบกับเนี่ยฝานและเนี่ยเซียวนั่งอยู่ พวกเขากำลังคุยกัน เนี่ยเซียวดื่มเหล้าเข้มๆ ส่วนน้องชายคนเล็กดื่มโคล่าแทนแอลกอฮอล์
เมื่อประตูเปิดจากข้างนอกเนี่ยฝานจึงเห็นหวังปู้อี้เข้ามา เขาพยักหน้าให้เธอแล้วชี้ไปที่นั่งข้างๆ ที่ยังว่างอยู่ หญิงสาวพยักหน้าแล้วรีบเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับเพื่อนอีกสองคน
“นายน้อยเนี่ยขอโทษนะคะที่ชวนเพื่อนมาด้วย ฉันไม่เคยเที่ยวกลางคืนมาก่อน ดังนั้นจึงใช้ข้ออ้างกับแม่ว่าจะไปทำโปรเจคกับเพื่อน” หวังปู้อี้กลัวว่าเขาจะโกรธจีงต้องรีบหาข้อแก้ตัว
เนี่ยฝานสังเกตหลี่อี้และเสี่ยวปิง ผู้หญิงสองคนนี้เป็นตัวประกอบอย่างไม่ต้องสงสัย โผล่ออกมาในนินายต้นฉบับแค่ไม่กี่ฉาก ดังนั้นจึงไม่แปลกที่หน้าตาจะธรรมดา เทียบไม่ได้กับอันธพาลซูฉีสามคน
เมื่อหญิงสาวสองคนสังเกตเห็นดวงตาของเนี่ยฝานก็ยิ่งรู้สึกร้อน มันไม่สำคัญหรอกว่าเขาตัวเล็กยังไง แต่นี่คือคนรวยอันดับหนึ่งของหยูโจว หากได้นอนกับเขาสักคืนล่ะก็สามารถเอาเรื่องนี้ไปเม้ากับกลุ่มเพื่อนที่เรียนด้วยกันได้
“ไม่เป็นไร มาเที่ยวกันเยอะๆ นั่นแหละดี” เนี่ยฝานเป็นคนใจกว้างอยู่แล้ว เรื่องแค่นี้เขาไม่ใช่คนขี้ตะหนี่
หวังปู้อี้เบาใจลง อย่างน้อยก็ไม่ต้องทำให้นายน้อยเนี่ยผิดใจ
“มาๆ ดื่มๆ ชอบอะไรหรืออยากกินอะไรก็บอกมาได้เลยนะ วันนี้เดี๋ยวพี่ชายเลี้ยงเอง อ้อฉันชื่อเนี่ยเซียวเป็นพี่ชายของเนี่ยฝาน พวกเธอชื่ออะไรกันบ้างหรอ”
หวังปู้อี้มองหน้าทั้งสองคนสลับกันไปมา รู้สึกว่าไม่มีความคล้ายคลึงกันเลย เป็นไปได้ไหมที่ไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน แต่ถึงอย่างนั้นกลางโต๊ะอาหารใช่ว่าสมควรพูด
หลี่อี้และเสี่ยวปิงเริ่มแนะนำตัวว่าเป็นใคร แม้ว่าเนี่ยเซียวที่หัวล้านจะดูค่อนข้างแย่ แต่หากมองถึงว่าเขาเป็นเจ้าของผับโพไซดอนแห่งนี้ ความหล่อก็ไม่สำคัญแล้ว
เนี่ยเซียวเป็นผู้ชายที่ฉลาด เขารู้ว่าน้องชายสนใจหวังปู้อี้ดังนั้นจึงเลือกสองสาวคนนี้แทน ผู้ชายอย่างเขาชอบแบบ วันไนท์สแตนด์ ไม่ชอบผูกมัดเป็นครอบครัวให้ปวดหัว
ไม่นานอาหารก็ยกมาเสิร์ฟ อย่าได้เห็นว่าเป็นผับอาหารจะไม่อร่อยเชียว บางคนเข้ามาในผับอาจจะไม่ชอบดื่ม แค่ชอบฟังเพลงในเวลากินข้าวเท่านั้น ซึ่งเมนูที่เนี่ยเซียวบอกว่ามันขายดีก็คือข้าวผัดไข่ธรรมดา
เนี่ยฝานไม่ได้สนใจอาหารนักแต่ตรงเข้าประเด็นหลังจากที่ทุกคนเริ่มกินของบนโต๊ะ
“พี่ชาย โชว์ของต้าจี่จะเริ่มตอนไหนเหรอ”
หวังปู้อี้ไม่รู้ว่าต้าจี่คือใคร แต่ฟังจากชื่อต้องเป็นสาวสวยแน่ ดังนั้นหัวใจของเธอถึงกับรู้สึกเปรี้ยว เป็นไปได้ไหมว่าที่เนี่ยฝานเรียกให้เธอมาเพราะต้องการดูผู้หญิงคนนั้น
หลี่อี้และเสี่ยวปิงไม่สนใจว่าต้าจี่คือใคร ตอนนี้ทั้งสองกำลังคิดว่าจะจับเนี่ยเซียวยังไงคืนนี้
เนี่ยเซียวยกนาฬิกาขึ้นมาดู ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “กำลังจะเริ่ม ไปดูกันเถอะ”
เนี่ยฝานพยักหน้าแล้วเดินไปที่ระเบียงแบบกระจกที่สามารถเปิดกว้างผ่านรีโมทควบคุมได้ บนเวทีชั้นล่างแสงไฟเริ่มหรี่ลง ดนตรีเริ่มบรรเลงอย่างช้าๆ
เนี่ยฝานมองเห็นบาร์สำหรับดื่มที่อยู่ไม่ไกล เป็นคนรู้จักในนิยายที่เรียกว่าตัวเอก หวังสงไป๋และหวังเทียนซือ พวกเขามาที่ผับโพไซดอนเหมือนกับนิยายต้นฉบับ แต่แตกต่างกันตรงที่ต้นฉบับวันนี้ต้าจี่ไม่มีโชว์เต้นแต่อยู่ในห้องวีไอพีกับแขก
เนี่ยฝานรู้ว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้แทนที่จะเป็นแบบต้นฉบับ สาเหตุเพราะการโทรของเขากับพี่ชายนั่นเอง เนี่ยเซียวรู้ว่าเนี่ยฝานสนใจต้าจี่จึงไม่ให้เธอรับงาน เธอต้องมาเต้นโชว์เพื่อแสดงความสามารถบนเวทีให้เนี่ยฝานได้เห็น
ในขณะที่ดนตรีกำลังเร่งขึ้นเนี่ยฝานได้หันไปกระซิบบอกกับหวังปู้อี้ข้างๆ
“ปู้อี้ ดูนั่นสิใช่พี่ชายของเธอหรือเปล่า”
หญิงสาวตกใจคิดว่ากำลังจะถูกเขาจูบ แต่เมื่อได้ยินคำกล่าวเป็นต้องตื่นจากภวังค์ หันไปมองทางนั้นที่เนี่ยฝานชี้มือ ดวงตาแสดงความไม่เชื่อออกมา
“พี่มาที่นี่ได้ยังไง ในเมื่อสมองของเขา...”
ในความทรงจำของหวังปู้อี้ พี่ชายของเธอไม่ต่างจากคนโง่คนหนึ่ง เขาเรียนได้เกรดแย่ที่สุดของชั้นเรียนก็ว่าได้ เรียกว่าผ่านมาแบบถูๆไถๆ และที่เข้าเรียนในมหาลัยต้าโจวได้ก็เพราะเพื่อนของแม่รับฝาก มิฉะนั้นจะเป็นไปได้ยังไงที่คนโง่จะเรียนที่นั่น
“เขาอาจหายแล้ว จำไม่ได้เหรอว่าเขาโดนรถชนเมื่อเดือนที่แล้ว และวันนี้เขามาที่ผับโพไซดอนก็น่าจะหิ้วอีตัวกลับบ้านละมั้ง”
“พี่ชายฉันไม่ใช่คนแบบนั้น” หวังปู้อี้ส่ายหน้าปฏิเสธคำพูดของเนี่ยฝาน
ชายหนุ่มไม่ได้กล่าวบทสนทนาเดิมต่อ เพียงแค่จ้องไปบนเวที ตอนนี้ต้าจี่ในชุดฮั่นฝูโบราณออกมาร้องเต้นแล้ว
ผู้หญิงคนนี้เสียงดีมาก เพียงแค่เธอปรากฎตัวก็ได้รับความสนใจแทบจะทันที เนี่ยฝานคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องแปลก นี่คือหนึ่งในนางเอกเชียวนะ และตัวละครของต้าจี่ก็วาดยาก เพราะนักวาดต้องวาดตัวละครของเธอใหม่ทุกเช้าซึ่งเป็นเรื่องน่าปวดหัว ดังนั้นในนิยายกับฉบับการ์ตูนบทจึงถูกปรับเปลี่ยน โดยการ์ตูนไม่ค่อยให้เธอออกมา เพราะขี้เกียจวาดนั่นเอง
“เป็นยังไงบ้างถูกใจหรือเปล่า” เนี่ยเซียวถามน้องชายยิ้มๆ “เธอสะอาด ต้าจี่ไม่รับงานอย่างว่าหรอกนะ เธอแค่ขึ้นไปร้องเพลง โชว์ตัวนิดหน่อยเท่านั้นเอง แต่ก็นั่นแหละเพราะใบหน้าของเธอเปลี่ยนไปทุกวันจึงยากที่จะบอกได้ว่าใช่เธอจริงไหม หรือเป็นเพียงเรื่องโกหกของผู้หญิงคนนี้”
“ผมถูกใจเธอ หลังจากที่เธอร้องเพลงจบให้เรียกเธอมาที่ห้องนี้ทันที”
“เดี๋ยวพี่จัดการให้เอง”
หวังปู้อี้ที่ยืนอยู่ข้างๆ รู้สึกไม่พอใจนัก เธอหยิบกระเป๋าขึ้นมาเหมือนว่ากำลังจะกลับ แต่ถูกหยุดไว้โดยเนี่ยฝาน
“จะไปไหน เพิ่งมาเองไม่ใช่เหรอ”
“ฉันจะกลับ ผับอะไรแบบนี้คงไม่เหมาะกับฉันหรอก อีกอย่างคือนายน้อยเนี่ยแค่อยากเจอต้าจี่ไม่ใช่เหรอ”
เนี่ยฝานรู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น เขาขยิบตาให้พี่ชายทีหนึ่ง อีกฝ่ายพยักหน้าเข้าใจแล้วเดินกลับเข้าไปในห้อง บนระเบียงที่ยื่นออกไปจึงเหลือเพียงสองคน
“ใครบอกว่าผมสนใจต้าจี่”
“แล้วเมื่อกี้...” คำพูดยังไม่ทันจบปากเธอก็ถูกฉกฉวย หวังปู้อี้ตาเบิกโพลง ไม่คิดว่านายน้อยเนี่ยจะจู่โจมกระทันหัน แต่ถึงอย่างนั้นแทนที่จะปฏิเสธหล่อนกลับปล่อยให้เขาตักตวงหาความสุข
เอวบางเล็กๆ ถูกฝ่ามือกอดรั้งเข้ามา เนื้อตัวหญิงสาวสั่นสะท้าน ลมหายใจแทบถูกเขาดูดออกจนหมด หลังจากนั้นจึงค่อยมีเวลาหายใจ วงแก้มแดงซ่าน ดวงตากลมมองหน้าของเขาด้วยความไม่พอใจนัก
“นายน้อยเนี่ย...จูบฉันทำไมคะ”
“เพราะผมต้องการปู้อี้ มันอาจจะเร็วเกินไปสำหรับเธอแต่ผมคิดว่ามันถึงเวลาแล้ว หรือว่าปู้อี้อยากจะเป็นนกในกรงของที่บ้านล่ะ”
เนี่ยฝานเชยคางเธอขึ้นมา คำพูดของเขาถือว่าเล่นกับอารมณ์ฝ่ายตรงข้ามได้ดี ก็เหมือนกับตีลงไปบนเศษแก้ว เมื่อแก้วแตกอะไรก็ง่ายที่จะควบคุม โดยเฉพาะผู้หญิงตรงหน้า
“ฉันไม่อยากเป็นแบบนั้น...แต่ว่าฉันไม่พร้อม”
“ไม่เป็นไร แค่ใช้ปากให้ผมก็ได้”
“ปาก...”
“ใช่ แบบนี้ไง”