ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 3 บทที่ 80 ขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลาง (2)

            เขาหดอาณาเขตพลังจิตของตัวเองกลับมาเปลวไฟไหวกระเพื่อมทันที จากนั้นม่านพลังปราณขาวนวลก็ก่อตัวขึ้นครอบคลุมเตาหลอมไว้เหมือนฝาชี

            ในเมื่อใช้กระแสลมหล่อเลี้ยงเข้าไปไม่ได้ผลงั้นก็ไม่ต้องใช้มันซะเลย!

            เขาเตรียมใจกับการตัดสินใจที่อาจล้มเหลวอีกครั้งเอาไว้แล้วแต่แล้วเขาก็ต้องตกใจ หลังจากเปลวไฟไหวกระเพื่อมสองครั้งมันกลับนิ่งไม่ไม่ไหวติงลง!

            ยิ่งไปกว่านั้นไร้ซึ่งสัญญาณการมอดดับ!

            ประหนึ่งบังเกิดแสงแห่งอภินิหารขึ้นชั่ววูบเขาลืมตาขึ้นพลันตระหนักถึงสิ่งที่เขาขาดหายไปทันที

            “ฟุบ...”ครั้นเสียสมาธิ เปลวไฟก็ดับลงทันที สวีหยางอี้กลับไม่ผิดหวังแต่กลับดวงตากลับเป็นประกาย

            “ที่แท้เป็นแบบนี้นี่เอง...”เขามองเตาหลอมเบื้องหน้าด้วยสายตาหลากอารมณ์ “นี่ก็คือการเหนี่ยวนำ... โคจร.... และกักเก็บกระแสซึ่งยังสามารถประยุกต์ใช้กับพลังปราณได้อีกด้วย”

            ความคิดแตกฉานเพียงหนึ่งตระหนักถึงร้อยความคิด สติปัญญาของเขายกระดับขึ้นทันที หากเขาวิเคราะห์ไม่ผิดทุกขั้นตอนที่เขาทำก่อนหน้านี้ ผิดพลาดตรงขั้นตอนสุดท้ายเท่านั้นเพียงเพราะวิธีคิดไม่ถูก

            เขาเคยสงสัยว่าทำไมวิชาเวทต่างๆที่ฟังดูเหมือนง่ายพวกนี้ ทว่ามีน้อยคนที่ใช้มันได้อย่างช่ำชอง และด้วยขั้นตอนฝึกฝนอันซับซ้อนที่ซ่อนอยู่ในคราบความเรียบง่ายนี้เองจึงกลายเป็นเหตุผลที่มันหายสาบสูญไปพร้อมกับสายธารแห่งประวัติศาสตร์ สภาพแวดล้อมและเงื่อนไขการฝึกวิชาเวทเหล่านี้ไม่สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปยุคสมัยใหม่ที่ไม่เอื้อต่อการวิจัยค้นคว้าวิชาเวทพวกนี้

            ก่อนหน้านี้เขานึกสงสัยว่าวิชาเวทเล่มนี้จะยากขนาดนั้นเชียวหรือ?พรสวรรค์ของเขาก็ไม่ขี้ริ้วขี้เหร่ อีกทั้งยังทำตามทุกขั้นตอนวิธีที่นักหลอมในสมัยนั้นน่าจะใช้ก็ลองมาหมดแล้ว แต่กลับต้องเสียเวลาฝึกฝนถึงครึ่งปีซ้ำยังไม่ผ่านปฐมบทบทแรกอีก

            สุดท้ายก็เข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ก็เหมือนการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตหากสิ่งมีชีวิตนั้นมีโครงสร้างทางร่างกายไม่เอื้อต่อสภาพแวดล้อมบนโลกก็ต้องสูญพันธุ์ในที่สุด อย่างเช่นไดโนเสาร์ที่สูญพันธุ์มีแต่สิ่งมีชีวิตที่ปรับสภาพเข้ากับสภาพแวดล้อมบนโลกอย่างมนุษย์ที่รอดมาจนถึงทุกวันนี้

            มันคือการคัดสรรจากธรรมชาติโดยการคัดสรรจากธรรมชาติที่ว่านี้คือความสามารถในการปรับให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปวิธีที่ใช้ได้ผลในสมัยก่อนใช่ว่าใช้ได้ผลในยุคปัจจุบันวิธีที่ใช้ได้ผลในปัจจุบันใช่ว่าใช้ได้ผลในยุคสมัยก่อน ทุกๆ ช่วงของการเปลี่ยนแปลงย่อมมีวิธีการบางอย่างที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขในช่วงเวลานั้นๆ

            “หลังจากที่ติดไฟได้แล้วต่อไปก็คือการใส่ยาลงเตาหลอมตามลำดับเพลงยา แต่ในขั้นตอนนี้จะใช้พลังจิตทำสองอย่างพร้อมกันได้อย่างไร ฉันเคยอ่านเจอในหนังสือบอกว่าขั้นตอนนี้นักหลอมยายุคโบราณส่วนใหญ่ยังต้องใช้ของวิเศษช่วยเลย อย่างน้อยสุดก็ห้าหกชิ้นอย่างมากสุดก็เป็นร้อยชิ้น ใช้ของวิเศษสอดประสานทำงานร่วมกันเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยากเอาเรื่องเหมือนกัน”

            “ในสมัยก่อนมีสำนักเพลงยาที่เชี่ยวชาญการจัดอันดับการใส่วัตถุดิบและสัดส่วนหรือสำนักที่เชี่ยวชาญเรื่องการควบคุมไฟโดยเฉพาะคอยทำงานประสานกันแต่ว่าสำหรับคัมภีร์เล่มนี้ การที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นคัมภีร์ยุทธเวทได้มันคงไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน...”

            เขาสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งเฮือก“ดังนั้นหลังจากนี้อีกห้าชั่วโมง หรือไม่ก็ห้าชั่วโมงครึ่งหรือไม่ก็อีกห้าชั่วโมงห้าสิบหน้าที น่าจะเป็นการควบคุมเปลวไฟให้อุณหภูมิเสถียรเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการใส่วัตถุดิบลงไป ซึ่ง ในขั้นตอนนี้ก็เหมือนการกักเก็บสิ่งที่ต้องการคือความเสถียร ไม่ใช่การเหนี่ยวนำกระแสลม”

            “ห้าชั่วโมงกว่าก่อนหน้านี้เป็นแค่การทดสอบ ก็เหมือนรถยนต์ออกใหม่เปิดตัวในช่วงแรกๆบริษัทที่ผลิตก็ต้องทดสอบความเสถียรภาพของมันดูก่อน” ดวงตาของสั่นไหว “ใช่แล้วการที่ฉันตัดสินใจหยุดการเหนี่ยวกระแสลมและกักมันไว้ก็คือหนึ่งนาทีที่สำคัญที่สุดมันคือแก่นแท้ของของปฐมบทบทนี้!”

            เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆหลายเฮือก ก่อนหลับตาลงอีกครั้ง

            ภายในใจปราศจากความสุขมีเพียงความเลื่อมใสที่ถาโถมเข้ามาการฝึกตนตามคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์ตลอดครึ่งปีมานี้ส่งผลให้พลังจิตกล้าแกร่งและเฉียบคมขึ้นอย่างเห็นได้ชัดสามารถห่อหุ้มร่างกายและแผ่ขยายออกไปได้ยิ่งไปกว่านั้นยังทำให้ดูดซับพลังปราณธรรมชาติเร็วขึ้นกว่าเดิมนับว่าเป็นคุณค่าที่แท้จริงของคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์เล่มนี้ที่ล้ำค่าเกินกว่าสมบัติข้อเสนอต่างๆ ที่ตู้มหาสมบัติกับอวี้หลินเว่ยเคยเสนอให้ก่อนหน้านี้ไม่รู้กี่หมื่นเท่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยที่วิชาเวทเพิ่มพลังจิตหายสาบสูญคงยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ามันล้ำค่าเพียงใด!

            “ก้าวแรก...แห่งความสำเร็จ อยู่ไม่ไกลแล้ว!”

            หลี่จงหยวนมองประตูห้องฝึกตนอย่างกังวลใจ

            ผ่านไปแล้วยี่สิบหกวันสวีหยางอี้ยังไม่ออกมาอีก ฤทธิ์ของยาปลีกวิเวกก็น่าจะหมดแล้ว

            คุณสวีทำอะไรอยู่ข้างในกัแน่?

            เขาเดินวนไปวนมาอยู่หน้าประตูจางกงจ่างพับหนังสือพิมพ์ลงพลางคลี่ยิ้ม “นายอย่ากังวลไปแล้ว เท่าที่ฉันเห็นคุณสวีน่าจะกำลังฝึกวิชายุทธเวทอยู่สักแขนง”

            “ใช่ๆตอนที่เขาออกมาก่อนหน้า แม้ร่างกายจะดูโทรม แต่เท่าที่ฉันสังเกตเขากลับกระปรี้กระเปร่ามีชีวิชีวาไร้ท่าทางเหี่ยวเฉาแม้แต่น้อย มีผู้ฝึกตนหน้าไหนบ้างที่ออกฌานมาหน้าระรื่นขนาดนั้น?นายไม่ต้องกังวลหรอก” หลี่มู่เล่นโทรศัพท์มือถือระบายยิ้ม

            “สหายสวีเป็นคนที่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์”หวางชุนหลายยิ้มอย่างชื่นชม “สหายหลี่ไม่ต้องกังวลขนาดนั้นก็ได้ ถ้าฉันเดาไม่ผิดเกรงว่าต่อให้เป็นพวกเราทั้งสามคนรวมพลังกัน ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้เขาอยู่ดีพรสวรรค์ขนาดนี้ บรรลุระดับกลางภายในสิบปีนี้แน่นอน”

            หลี่จงหยวนกวาดมองคนพวกนี้อย่างหงุดหงิด

            จะให้เขาไม่กระวนกระวายใจได้ยังไงวะ?

            ดวงวิญญาณเขามีหยดเลือดของอีกฝ่ายอยู่นะเว้ย!

            ถ้าอีกฝ่ายเป็นอะไรขึ้นมาเขาก็พลอยติดสอยห้อยตามไปด้วยสิ! แบบนี้จะไม่ให้เขาใจเป็นกังวลได้ยังไง?!

            และนี่จึงเป็นเหตุผลที่สวีหยางอี้กล้ามอบหมายงานสำคัญให้เขา

            “สหายหวางเองก็รู้สึกแบบนี้เหมือนกันเหรอ?”จางกงจ่างมองหวางชุนหลายอย่างตกใจ ก่อนยิ้มเจื่อนขึ้น “ฉันก็คิดว่าฉันคิดไปเองคนเดียวตอนที่เห็นสหายสวีหยางอี้ครั้งแรกสัญชาตญาณบอกฉันว่าห้ามไปมีเรื่องกับคนนี้เด็ดขาด... แต่ฉันไม่กล้าพูดออกมาตอนนั้น...”

            “มีอะไรต้องอายกัน”หลี่มู่ถอนหายใจพลางวางโทรศัพท์มือถือในมือลง “พวกเราเจอพวกอัจฉริยะมาก็เยอะมีแต่พวกทำเป็นอวดเบ่งใหญ่โต ซึ่ง 80%ของคนพวกนั้นก็เหมือนกับพวกเราที่ชอบโทษนั่นโทษนี่อยู่เรื่อยมา”

            “ใช่แล้ว...”หวางชุนหลายจิบชาก่อนหันไปพยักหน้าให้หลี่จงหยวน “สหายหลี่ ถ้าไม่มีปัญญาอะไรหลังสิ้นสุดเดือนนี้ไปแล้ว ฉันขอลาออก เอาไว้เจอกันใหม่เมื่อมีโอกาสแล้วกัน”

            “ได้ๆๆ ...” หลี่จงหยวนตอบกลับอย่างเต็มใจ

            “นึกภาพไม่ออกเลยว่าตอนที่เจอกันอีกครั้งสหายสวีอยู่อยู่ในตบะไหน บางทีอาจจะบรรลุระดับกลางแล้วก็ได้...” หลี่มู่มองประตู้ห้องฝึกตนด้วยสายตาหลากอารมณ์พลางส่ายหน้า“เรามาพนันกันไหมว่าสหายสวีจะบรรลุระดับกลางตอนไหน?”

            “เหอะๆส่วนใหญ่ก็ใช้เวลาเลื่อนขั้นในระดับตบะต่ำๆ กันประมาณยี่สิบสามสิบปีกันทั้งนั้น ส่วนขั้นการเลื่อนระดับของขั้นจู้จีโดยเฉลี่ยก็เจ็ดสิบปี มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยนะ” หวางชุนหลายคลี่ยิ้มแต่ก็ทำท่าคิดอย่างหนัก “ฉันคิดว่าภายในห้าปีนี้ สหายสวีมีหวังบรรลุระดับกลาง”

            “สั้นเกินไป”จางกงจ่างส่ายหน้า “อายุเขาเพิ่งยี่สิบต้นๆ เริ่มต้นโคจรพลังปราณอายุสิบขวบนอกจากเจ้าเมี่ยรื่อคนนั้นแล้วฉันก็ไม่เคยได้ยินว่ามีใครเริ่มต้นโคจรพลังปราณตั้งแต่อายุยังน้อยขนาดนั้นฝึกตนมาจนถึงตอนนี้ ใช้เวลาประมาณเจ็ดแปดปี... ถ้าเขาบรรลุระดับภายในห้าปีอายุก็เพิ่งจะยี่สิบสอง... ฉันขอพนันว่าแปดปีแล้วกัน!”

            “ภายในแปดปีสหายสวีหยางอี้จะบรรลุระดับกลาง!”

            “โห...”หลี่มู่รู้สึกอิจฉา “ถึงตอนนั้น เขาอายุเขาเพิ่งจะสามสิบห้าสามสิบหก... มันเป็นช่วงอายุที่ดีจริงๆ... แล้วแบบนี้ ใครบ้างจะไม่ต้องการเขา? ไม่เหมือนฉันที่ต้องระหกระเหินหาเงินประทังชีวิต... ส่วนฉันคิดว่า สหายสวีหยางอี้หน้าจะบรรลุระดับภายในสิบห้าปี”

            แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่าสามปีก่อนหน้าสวีหยางอี้เกือบจะบรรลุระดับกลางแล้ว

            หากตอนนั้นฉู่เทียนอีไม่เข้ามาขัดขวางป่านนี้รายชื่อเขาคงอยู่ในขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางแล้ว

            “ขอน้อมรับคำพูดอันเป็นสิริมงคลของพวกนายแทนแล้วกัน”หลี่จงหยวนคลี่ยิ้ม ดวงตาพลันคุวาว

            นาทีนี้แววตาทุกคนหยุดนิ่งลง จากนั้นทั้งสี่คนก็มองดูรอบๆ ห้องอย่างพร้อมเพรียงกัน

            รอบๆตัวพวกเขามีละอองแสงของอณูปราณระยิบระยับปรากฏขึ้นในอากาศอย่างไร้สุรเสียง

            ละอองเล็กละเอียดแต่...ล่องลอยอยู่เต็มไปหมด!

            ละอองแสงพวกนี้ก่อตัวขึ้นจากสภาวะไร้สภาพจากนั้นก็เพิ่มขึ้นอย่างทบทวี! และยิ่งหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ !

            บรรยากาศในห้องใต้ดินตอนนี้ต่างจากห้วงแสงอณูปราณของการเลื่อนขั้นครั้งที่แล้วมาก เพราะครั้งนี้ มันกินพื้นที่เป็นวงกว้าง!

            ครั้งที่แล้วเพียงสิบยี่สิบเมตรแต่ครั้งนี้...

            น่าจะประมาณห้าสิบเมตรเห็นจะได้!

            อณูแสงพลังปราณระยิบระยับเหล่านี้ราวกับถูกเรียกขานและพวกมันก็กำลังตอบรับอย่างดีใจ ไหลเวียนเป็นก้นหอยหลายวง ทำให้บรรยากาศรอบๆพวกเขาสวยงามนวลตาราวกับกาแล็กซี่ท่ามกลางจักรวาลอันกว้างใหญ่!

            “กายปราณทิพย์...”ทุกคนลุกขึ้นอย่างเงียบๆ พร้อมกันหลี่มู่มองดูท้องทะเลแห่งอณูแสงพลังปราณรอบตัวเองด้วยแววตาอิจฉาปนตกตะลึงเขาเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ “สหายจาง... นาย นายเลื่อนขั้นเหรอ?”

            “พูดจาบ้าๆ !”จางกงจ่างตาแดงเรื่อ นี่มันปรากฏการณ์เลื่อนขั้นของผู้ฝึกตนหนิมีคนกำลังจะเลื่อนขั้น ‘ตรงนี้’ งั้นเหรอ!

            ตัวเขาฝึกตนมายี่สิบสามปีตราบจนวันนี้ก็ยังอยู่ที่ขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้นไร้ซึ่งวี่แววของระดับกลางแม้แต่น้อย ก่อนหน้านี้ก็พอเคยเจอเพื่อนๆรุ่นเดียวกันบรรลุระดับกลางมาแล้วบ้างแต่ก็ไม่เคยเห็นพวกเขาบรรลุระดับกลางต่อหน้าต่อตาขนาดนี้

            แต่ช้าก่อน...

            คนที่อยู่ตรงนี้...?

            คนที่เขานึกขึ้นได้เป็นคนเดียวกับที่คนอื่นคิดเหมือนกันขณะนั้นบังเกิดเสียงอย่างขึ้น สายตาอันแวววาวของพวกเขาทุกคนหันขวับไปมองที่ห้องฝึกตนทันที

            ณ ที่ตรงนี้มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เป็นไปได้!