บทที่ 51 หมายเลข 47
หลังจากที่หวังซินเดินลงจากเวทีมายังพื้นที่พักคอยใต้ที่นั่งของสนามกีฬาก็ถามหวังเฟิงอย่างเป็นกังวลว่า “พี่ว่าหนูทำเกินไปหรือเปล่า…”
หวังเฟิงลูบศรีษะหวังซินอย่างเบามือ พูดปลอบว่า “ไม่เกินไปหรอกในการต่อสู้ไม่มีคำว่าเกินไป มีเพียงแพ้ หรือชนะ ในบางทีก็มีเพียงแค่อยู่หรือตายเท่านั้น”
“พี่อย่าพูดเรื่องน่ากลัวแบบนั้นสิ”เธอคิดภาพไม่ออกว่าการต้องฆ่าคนสักคนหนึ่งมันจะเป็นยังไง…
“ไม่ต้องกังวลเกินไปถ้าเป็นไปได้พี่ก็ไม่อยากให้เราต้องเจอกับสถานการณ์ที่ต้องเลือกแบบนั้นแต่บนโลกนี้ไม่มีใครสามารถอยู่กับน้องได้ตลอดเวลา พี่เลยพาเรามาเปิดประสบการณ์ไว้ก่อน”
ในตอนนี้หวังซินก็เอนตัวลงซบไหล่พี่ชายตัวเอง“ที่จริงหนูเองก็พอรู้แล้วล่ะ ว่าบ้านเราพิเศษกว่าคนอื่นอยู่”
หวังเฟิงไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่นั่งรับฟังอย่างเดียว เพราะตระกูลหวังก็พิเศษกว่าตระกูลอื่นจริงแม้กระทั่งเทียบกับอีกสามตระกูลใหญ่ที่เหลือด้วยกันก็ไม่ด้อย มีแต่เหนือกว่า !
“ช่างเถอะ หนูไม่สนใจแล้ว ยังไงก็มีพี่ มีพ่อ มีแม่ ไม่ถึงรอบหนูหรอก ฮิ ๆหนูขอนอนก่อน ถึงรอบต่อไปแล้วปลุกด้วย” ถ้าพูดถึงความสามารถพิเศษของหวังซินก็เห็นจะเป็นคนที่นอนหลับได้ทุกสถานการณ์นี่แหล่ะ
การจับคู่ประลองรอบแรกผ่านมาเกือบยี่สิบนาทีแล้ว คนชนะได้อยู่ต่อคนที่พ่ายแพ้ก็ต้องเก็บของกลับบ้านไป ทำให้เวลานี้พื้นที่ใต้ที่นั่งของสนามกีฬาดูว่างขึ้นกว่าตอนแรกมากและยิ่งพอผ่านการจับคู่รอบที่สองพื้นที่ก็ยิ่งโล่งกว้างกว่าเดิมแต่เพิ่มเสียงโอดโอยของผู้ชนะที่ได้รับบาดเจ็บดังขึ้นมาเป็นระยะ ๆ
ตอนนี้มีผู้เข้าร่วมประลองสองร้อยห้าสิบคนถูกคัดออกไปแล้วยังเหลือการประลองอีกหนึ่งรอบ ค้นหาผู้ชนะอีกหนึ่งร้อยยี่สิบห้าคนจากนั้นมาทำการจัดอันดับเวลาคัดยี่สิบห้าคนที่ใช้เวลาในการเอาชนะคู่ประลองมากที่สุดทิ้งไปคงเหลือหนึ่งร้อยคนสุดท้าย
นี่นับว่าเป็นการประลองที่คัดเลือกเฉพาะคนที่แข็งแกร่งที่แท้จริงเท่านั้นเพราะไม่เพียงแต่ต้องทำเวลาให้รวดเร็ว ยังต้องหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บให้มากที่สุดเพราะไม่อย่างนั้นก็จะเสียเปรียบอย่างมากในตอนประลองรอบที่สอง รวมถึงรอบต่อไปด้วย
ได้พักกันประมาณหนึ่งชั่วโมงเสียงประกาศของพิธีกรที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง
[สวัสดีค่า นั่งคอยกันจนเบื่อแล้วใช่ไหมล่ะคะใครที่ยังอยู่ในห้องน้ำ ทำธุระส่วนตัวอยู่ขอให้รีบกลับมาที่นั่งของคุณให้ไวเลยนะคะเพราะอีกสักครู่การประลองรอบที่สองก็จะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการแล้ว]
หวังซินถูกเสียงประกาศผ่านลำโพงรอบทิศทางปลุกขึ้นมาขยี้ตาอย่างงัวเงีย ขณะที่เสียงประกาศยังคงดำเนินต่อไป
[กฎการผ่านเข้าหนึ่งร้อยคนแรกทุกคนคงทราบดีแล้วใช่ไหมคะฉะนั้นฉันจะข้ามเรื่องน่าเบื่อพวกนี้ไป แล้วเรามาเริ่มจับคู่ประลองกันเลย!]
เวลานี้สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปบนจอแสดงผลจะเป็นจอเล็กบนพื้นที่ใต้ที่นั่งก็ดี หรือบนจอใหญ่บนสนามกีฬาก็ตาม ตารางจับคู่ที่จะเป็นศึกตัดสินหนึ่งร้อยคนแรกได้ปรากฏออกมาแล้ว
อีกด้านหนึ่งในห้องรับรองแขกพิเศษห้องที่สามของสนามกีฬาในห้องนี้มีที่นั่งเพียงยี่สิบที่นั่ง คนที่จะมานั่งที่แห่งนี้ได้แน่นอนว่าจะต้องไม่ธรรมดาโดยปกติบัตรเหล่านี้จะถูกเก็บไว้ให้ผู้ที่มีเส้นสายกับทางผู้บริหารของทางสนามกีฬาเท่านั้นแน่นอนว่าด้วยระดับของคังลี่จูคิดจะหาที่นั่งในห้องรับรองพิเศษนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องลำบากอะไร
“คุณหนู หมายเลขคู่ประลองของคุณชายเย่ออกมาแล้วครับ” ซานห่าวที่ยืนอยู่ด้านข้างพูดขึ้น หลังจากเขาค้นพบหมายเลขประจำตัวของซุนเย่บนหน้าจอ
คังลี่จูได้ยินก็ละสายตาจากมือถือเงยหน้าขึ้นมาดูบนหน้าจอ ก็พบว่าหมายเลข 47 ที่เป็นหมายเลขประจำตัวของซุนเย่ ได้จับคู่ประลองกับหมายเลข 251
“อาเย่ขึ้นเวทีเมื่อไหร่บอกฉันด้วย”คังลี่จูพูดจบก็หันมาค้นหาอะไรบางอย่างบนมือถือต่อทันที
[หมายเลขของผู้ประลองคนไหนที่แสดงผลบนหน้าจออยู่ตอนนี้ขอให้รีบขึ้นไปยังเวทีประลองตามที่กำหนดไว้ด้วยค่ะ หากมาช้าเกินกว่าที่กำหนดไว้จะถือว่าสละสิทธิ์นะคะ]
ไม่นานบนเวทีประลองทั้งห้าสิบแห่งบนสนามกีฬาก็มีคู่ประลองครบทุกเวทีในรอบนี้หวังซินได้มายืนอยู่บนเวทีประลองที่สามสิบเก้า
คู่ประลองของหวังซินเป็นชายหนุ่มคนหนึ่งหน้าตาของเขาถือว่าหล่อเหลาทีเดียว เมื่อเทียบกับคู่ประลองคนก่อนหน้า ดวงตาเย็นชาดูไม่เห็นใครในสายตาเลยสักนิด ใช่แล้ว เขาคือซุนเย่ แฟนหนุ่มของคังลี่จูนั่นเอง
“ห้ามทำร้ายกันถึงชีวิตหากฝ่ายใดขอยอมแพ้ต้องหยุดมือทันที” กรรมการประลองบนสนามที่สามสิบเก้าพูดขึ้นมาพอดูแววตาของคู่ประลองทั้งสองคนแล้วเหมือนอยากจะให้เริ่มประลองโดยเร็วเธอได้แต่คิดในใจว่า ‘ยังเด็กก็แบบนี้แหล่ะนะเลือดร้อนกันเสียจริง’
เธอยกมือขวาขึ้นเหยียดตรงขึ้นฟ้าจากนั้นก็ฟันมือฉับลงมา พร้อมกับพูดว่า “เริ่มได้!”
ในรอบนี้หวังซินไม่ได้เป็นฝ่ายโจมตีก่อนเหมือนกับรอบแรกเพราะเธอสัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาของคู่ประลอง แต่ซุนเย่ไม่ได้คิดมากขนาดนั้น
เห็นซุนเย่สืบเท้าเข้าประชิดมาจังหวะไม่เร็วไม่ช้า สองมือซ้ายขวามีลมปราณสายอ่อนผนึกไว้ เขายื่นมือขวาออกไปก่อน
มือนี้พุ่งมาไวมากไวจนกระทั่งเกิดเสียงหวีดหวิวของสายลม
ตามหลักพื้นฐานสรีระของผู้หญิงก็สู้ผู้ชายไม่ได้อยู่แล้วอีกทั้งร่างกายของหวังซินยังไม่ได้อยู่ในช่วงที่เจริญเติบโตอย่างเต็มที่ถึงแม้ว่าเธอจะมั่นใจในพลังของตัวเอง แต่ก็ยังไม่กล้าเสี่ยงที่จะปะทะกับอีกฝ่ายตรงๆ เธอจึงเลือกถอนเท้า ถอยหลังไปหนึ่งก้าว เพื่อหลบฝ่ามือที่พุ่งเข้ามา
วืด !
ซุนเย่รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยไม่คิดว่าหวังซินจะหลบฝ่ามือของตัวเองไปได้ จากเดิมที่ใช้ความเร็วแค่หกส่วน ตอนนี้เลยตัดสินใจเอาจริงขึ้นมาแล้ว