เมื่อเห็นว่าคนรักเดินออกจากห้องไปแล้วคิมหันษ์นั่งอยู่บนโซฟาก็พาตัวเองลุกยืนขึ้น เขาดินเข้ามาหาคนป่วยที่ปลายเตียง
“น้องไปแล้ว เลิกแสดงละครสักที!!!”เสียง ตะคอกถามไม่เบานัก
“ทุกอย่าที่ฉันทำให้รักษ์ มันเป็ความรู้สึกจริงๆ ที่ทำให้คนที่ฉันรัก ไม่ใช่ละคร!” เป็น่านฟ้าที่พูดบอกออกมาตรงๆ โดยไม่ปิดบัง มือหนาจับมือเล็กเอาไว้หลวมๆ คิมหันษ์จ่องไปที่มือคนสองคนที่จับกันไว้อยู่
“เหอะ! ถามคนข้างๆ นายหรือยังละว่าเค้ารักใคร”
“จะรักใครก็ไม่สำคัญ สำคัญแค่ชันรักเค้าก็พอ”
“หึ! เป็คนดีจริงจริ๊งงง! แล้วนายอยากรู้ไหมละว่าเค้ารักใครอยู่” ตบมือขึ้นมาสองสามครั้ง พร้อมทั้งถามออกมาด้วยท่าทางยี่ยวนกวนกวนโมโห ไม่ใช่มาดนักธุรกิจนิ่งครึ่มเหมือนที่เป็
“พอได้แล้วคิม หยุดก่อเื่สักที่เถอะ”
“ก่อเื่เหรอ นายบอกว่าเราก่อเื่เหรอ หึ เพราะนายต่างหากรักที่ทำให้เื่มันเป็แบบนี้”
“เพราะเราเหรอคิม งั้นนายบอกเรามาหน่อยซิว่าเราผิดตรงไหน”
“ผิดซิ ผิดที่นายไม่ยอมรับความจริงยังไงละ”
“ก็ถ้าความจริงที่นายว่ามา มันต้องทำร้ายคนที่เรารัก นายคิดว่าเราควรจะทำไหมละ”
“ก็แล้วทำไมนายจะทำไม่ได้ ในเมื่อสิ่งที่นายทำอยู่ตอนนี้มันกำลังทำร้ายเราอยู่” คิมหันษ์บอกด้วยความเสียใจสายตาตัดพ้อ
“แล้วนายจะให้เราทำยังไงเหรอคิมม หึ ได้ เรารักนาย นี่ไงเรารักนายคิม รักแล้วยังไงต่อดีละ….
นายจะทิ้งน้องเราแล้วมาคบกับเราเหรอ หึ” มือหนาของน่านฟ้าบีบมือคนป่วยอย่างให้กำลังใจ
“ได้ซิถ้ารักษ์ยอมสู้ไปกับคิม” บอกเสียงอ่อนอย่างคนหมดแรง แต่เป็รักษ์ที่หัวเราะเยาะออกมาทั้งน้ำตา ส่ายหน้าให้กับความคิดของคนเป็เพื่อน
“หึ นายก็รู้ว่ามันไม่มีทางเป็ไปได้ เมื่อไหร่ นายจะเข้าใจสักที ถึงต่อให้นายจะถามคำถามเดิมๆ ซ้ำอีกสักกี่ร้อยครั้งพันครั้ง….คำตอบของเรายังเหมือนเดิม ไม่” รักษ์บอกคนเป็เพื่อนด้วยสายเด็ดเดียว
“รักษ์” คิมหันมองคนตรงหน้าอย่างเ็ป
“นายน่ะ กลับไปคิดทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำลงไปวันนี้เถอะ” คิมหันษ์ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ทำเพียงเดินออกจากห้องไปเงียบๆ
ในที่สุดก็เหลือเพียงน่านฟ้ากับรักษ์ที่ได้แต่มองหน้ากัน ในความเงียบ
“อยากร้องก็ร้องออกมาเถอะ”
“พี่ฟ้า เข้าใจรักษ์ใช่ไหม”
“อืมพี่เข้า ร้องออกมาเถอะพี่จะอยู่ข้างๆ ไม่ไปไหน”
“รักษ์ไม่อยากทำร้ายน้อง รักษ์ไม่อยากให้น้องต้องมารับรู้เื่นี้เลย รักกลัว”
“ไม่เป็ไรค่อยๆ แก้กันไปนะ”
“หืออ พี่ฟ้า”
…………………….
ด้านคนตัวเล็กที่หลังจากส่งงานอาจารย์เสร็จเรียบร้อยแล้วก็มานั่งรอศรุจที่กำลังมาหา
พรางหยิบโทรศัพท์มือถือเครืองแพงที่ตอนนี้หน้าจอมีร้อยร้าว ขึ้นมากดดู เผื่อว่าจะมีข้อความจากคนรักส่งมาหากันบ้าง แต่กลับพบเพียงหน้าจอที่ว่างเปล่าไม่มีแม้แต่สายโทรเข้า
คนตัวเล็กวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะแล้วที่ฟุบหน้าลงบนแขนตัวเองนอน จนเพลอหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย
<
<
ไม่รู้ว่าผมหลับไปนานเท่าไหร่แต่พอลืมตาตื่นขึ้นก็พบว่าเป็พี่ศรุจนั่นเองที่นั่งอยู่ข้างๆ
“พี่รุจ มาั้แ่เมื่อไหร่คับ”
“ก็สักพักนึงแล้ว เห็นหนูกำลังหลับสบายเลยไม่อยากปลุก”
“อืออ หนูง่วงนิดหน่อยครับ”
“ปะ เดียวพี่ไปส่ง” รินทร์พยักหน้ารับ แล้วเดินตามศรุจไปที่รถ
ตอนนี้ก็เป็เวลาเกือบห้าโมงเย็นแล้ว รักษ์จึงขอให้ศรุจพาตนไปส่งที่คอนโด เพราะอยากกลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนไปเฝ้าพี่ชายที่โรงพยาบาล
“นี่ไอแพทหนู”
“ขอบคุณนะครับพี่รุจ”
“ครับไม่เป็ไร งั้นพี่ไปก่อนนะครับ มีอะไรโทรหาพี่ได้ตลอด”
“ครับ” รินทร์ยกมือขึ้นมาขอบคุณศรุจแล้วเปิดประตูลงมาจากรถ ยืนส่งจนศรุจขับรถออกไปแล้วจึงเดินเข้าคอนโดไป
คนตัวเล็กเดินเข้ามาในห้องคอนโด พอเปิดประตูห้องเข้ามาเห็นเป็คนรักที่นั่งอยู่ที่บนโซฟาตัวยาวในความมืด ก่อนจะรินทร์จะหันไปเปิดไฟกลิ่นเหล้าคละคลุงก็ลอยเข้าจมูกมา
“เฮีย” ทำให้คิมหันษ์ที่กำลังยกกระป่องเบียร์ขึ้นดื่มหันมองมาที่ตน แล้วหันกลับไปกินเหล่าต่อเงียบโดยไม่สนใจคนมาใหม่
รินทร์เลยเลือกที่จะเดินผ่านเข้าห้องนอนมาเงียบๆ เช่นเดียวกัน วางสำภาระที่แบกมาจามหาลัยทิ้งไว้บนโต๊ะทำงานของตัวเอง
แล้วพาตัวเองไปอ่าบน้ำชำระร่างกาย น้ำจากฝักบัวไหลลงมาปะทะบนใบหนาหวาน คนตัวเล็กส่ายหน้าตัวเองไปมาใต้ฝักบัวปล่อยความคิดวุ่นวายในสมอง เื่ราวเครียดๆ ของวันนี้ ให้ไหลไปกับสายน้ำ
และเมื่อแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยก็พาตัวเองเดินออกมาจากห้องนอน คนตัวเล็กเลือกใส่กางเกงขาสั่นสีน้ำเงินเลยต้นขามาเล็กน้อยกับเสื้อยืดแขนยาวลายขวางสีขาวเทา ก่อนออกจากห้องก็ไม่บืมที่จะหยิบโทรศัพมือถือกับกุญแจรถติดมือมาด้วย
ส่วนคิมหันษ์ที่เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูห้องก็ทำเพียงหันมามองคนน้องนิ่งๆ แล้วหันกลับมาสนใจยกเหล้าขึ้นมาดืมต่อ จนเมื่อคนตัวเล็กเดินผ่านตัวเองไปเพื่อนออกจากคอนโดนั่นแหละถึงได้เอยถามขึ้นมา
“จะไปไหน” รินทร์หันหลังกลับมามองคนรัก
“เฮีย” เลิกคิ้วมอง
“เฮียถามว่าจะไปไหน”
“จะไปเฝ้าพี่รักษ์คับ” คนที่นั่งอยู่โซฟาตัวยาวพาตัวเองเดินมาหารินทร์ที่ประตูคอนโด
“ไม่ต้องไปหร่อก มีคนเฝ้าอยู่แล้ว” พูดเสร็จก็หัวเราะออกมาเบาๆ เหมือนกับกำลังเยาะเย้ยตัวเองมากกว่าจะพูดกับแฟนเด็กของตัวเอง
“อืม พี่ฟ้าเหรอคับเฮีย.. ไม่เป็ไรคับไปเปลี่ยนกัน พี่ฟ้าจะได้กลับไปพักบ้าง” รินทร์บอกไปตามความคิดของตน
“โอ๊ะ จะ เจ็บบบคับเฮีย” ร้องออกมา เมื่อถูกคนเมากระชากแขนเล็กจนเซถล่าเข้ามาชนกับอกหนาของคนรัก
“อย่าเรียกชื่อมันให้เฮียได้ยินอีก” คนน้องถูกพลักออกจนแผ่นหลังบอบบางชนเข้ากับประตูห้องอย่างแรง และเพราะไม่ทันได้ตั้งตัวทั้งร่างเลยล้มลงกับพื้นห้อง
“อะ เฮียย หนูเจ็บนะ” ดวงตาคูหวานมีน้ำปริ่มออกมา คิมหันษ์ไม่ได้สนใจว่าคนตรงหน้ากำลังรู้สึกแบบไหน เพราะความเมาทำให้ไม่มีสติควบคุบความรู้สึกนึกคิดหรือการกระทำของตัวเองสักเท่าไหร่หนัก
มือหนากลับดึงกระชากแขนคนน้องขึ้นมา แล้วบีบลงไปหนักๆ รอบแขนเล็กกลมกลึง
“เจ็บเหรอ เจ็บได้สักครึ่งนึ่งของชันหรือยังละ” คนตัวเล็กถูกลากมาโยนลงบนโซฟาตัวยาว ก่อนคนเมาจะขึ้นมาคร่อมทับเอาไว้
“เฮียพูดอะไร เฮียหมายถึงอะไรคับ หนูไม่เข้าใจ” คิมหันษ์ไม่ได้ตอบคำถามของคนรัก แต่กลับซุกไบหน้าไปตามซอกคอขาว ดอมดมกลิ่นกายอันแสนเย้ายวนหอมหวานเข้าเต็มปอด ยอมรับเลยว่าตนแพ้กลิ่นหอมหวานของคนน้องเอามากๆ ทั้งหอมทั้งเย้ายวน ตอนนี้สมองกำลังควบคุมสติตัวเองไม่ได้เลยเผลอทำรุ่นแรกกับคนน้องไปบ้าง มือหนาก็ลูบคล่ำบีบเคล้นไปทั้ว
“เฮียยย ปล่อยยเถอะ” ปากนิ่มถูกด้วยปากหนาที่ปิดทับลงมาบดจูบเร่าร้อนดึงดันอย่างคนเอาแต่ใจ ขบกัดปากน้อง กวาดลิ้นเข้าไปโลมเลียดูดดึง จนคนใต้น่างแทบหมดแรง
มือหนาก็ลูบวนขึ้นมาบดบี้ไปบนยอดอกสีหวานที่ตอนนี้เสื้อตัวตัวหนา ถูกมือหนาดึงขึ้นมากองไว้ที่คอ แล้วก้มลงมาดูดเลีย ขบ กัด ไปบนยอดอกสีลูกกวาดนั่น แล้วกดจมูกลงมาบนร่างบางที่เต็มไปด้วยรอยรักสีม่วงช้ำที่คิมหันษ์เป็คนทำเอาไว้
“เฮียยย” มือเล็กเขย่าร่างคนเมาเมื่อเห็นว่าคนบนตัวนิ่งเงียบไป และตอนนี้ก็หลับคาอกของตนไปแล้วด้วย
คนตัวเล็กค่อยๆ ขยับตัวออกมา ดึงเสื้อลงมาไว้ที่เดิม แล้วเขย่าร่างคนรักที่นอนไม่ได้สติไปแล้วจากฤทธิน้ำเมา รินทร์ได้แต่มองคนรักด้วยความสับสน
“เพราะหนูรือเปล่าครับเฮีย ที่ทำให้เฮียเป็แบบนี้”
คนตัวเล็กค่อยๆ พยุงจัดท่าทางให้คนเมาได้นอนในท่าที่สบายขึ้นกว่าเดิม แล้วจัดการถอดเสื้อผ้าที่มีแต่กลิ่นเหล้าเหม็นคละคลุกออกไปจากตัว หาผ้ามาชุบน้ำมาเช็ดตัวให้คนรัก อยากพาคนรักเข้าไปนอนในห้องแต่ด้วยสภาพร่างกายแล้วคงแบกคนตัวโตไปไม่ไหว เมื่อหาเสื้อผ้ามาเปลี่ยนให้คิมหันษ์เรียบร้อยรินทร์ก็เก็บขวดเหล้าขวดเบียร์ที่ระเนระนาดเต็มพื้น นี่เป็ครั้งแรกที่เห็นคิมหันษ์เมามายไม่ได้สติแบบนี้
“เฮียรู้ไหมครับ~ ว่าไม่ใช่ทุกคนที่รอไหว ”มือเล็บลูกผมให้เบามือ เลื่อนลงมาจับแก้มอย่างอ่อนโยน