เรือนเล็กหลังหนึ่ง ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในหุบเขาทางทิศตะวันตกของสำนักเมฆา์ แทบจะกลืนหายไปกับม่านหมอกจางที่คลี่คลุมตลอดวัน ตัวเรือนปลูกด้วยไม้เก่า สีซีดจางราวผ่านร้อนผ่านหนาวมานับร้อยฤดูกาล หลังคามุงกระเบื้องดินเผา สะท้อนแสงเพียงริบหรี่ยามแสงจันทร์สาดส่อง
รอบเรือนเงียบงัน ไม่มีรอยเท้าคน ไม่มีเสียงฝีเท้าของศิษย์ผู้ใดผ่านมา มีเพียงเสียงลมแ่พัดใบไม้ และเสียงน้ำไหลเบา ๆ จากลำธารที่ซ่อนอยู่ไม่ไกล กลิ่นดินชื้นปนกลิ่นไม้ผุ ชวนให้รู้สึกว่านี่มิใช่เพียงเรือนที่ถูกลืม หากแต่เป็ที่พักพิงของกาลเวลา เงียบ สงบ และโดดเดี่ยว
ว่ากันว่าเรือนนี้เคยเป็ของผู้าุโผู้หนึ่ง ซึ่งบัดนี้ไร้ชื่อในบันทึกของสำนักแล้ว ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ไม่มีใครกล้ารื้อทิ้ง บัดนี้เ้าของเรือนก็คือ ซูเหยา ผู้ที่อดีตเคยเป็ถึงฮูหยินเ้าสำนักเมฆา์
ซูเหยาคือ หญิงงามลือนามแห่งแดนเหนือ อดีตศิษย์สืบทอดและหลานรักของซูฉางถิง เ้าสำนักพรรคกระบี่ขาว นางเคยเป็ดังดวงจันทร์กลางฟ้า งดงาม สง่า และลึกล้ำเกินเอื้อม ในยามเยาว์วัยนางได้รับการยกย่องไม่เพียงเพราะรูปโฉม หากแต่วรยุทธ์ก็สูงล้ำ อีกทั้งยังได้ฝึกบำเพ็ญเพียรวิถีเซียน รูปโฉมจึงมิอาจร่วงโรยตามกาลเวลา
แต่เจ็ดสิบปีผ่านไปกาลเวลาไม่อาจแตะต้องรูปลักษณ์ของนาง ทว่ากลับแตะต้องทุกสิ่งภายใน
ความรู้สึกนึกคิด จิตใจ
บัดนี้ ซูเหยาไร้ซึ่งพลังยุทธ์ สิ้นไร้เคล็ดวิชา สีหน้าซีดเผือดถูกแต้มไว้ด้วยริ้วรอยของพิษเรื้อรัง ใบหน้าที่ครั้งหนึ่งเคยงามล่มเมือง บิดเบี้ยวเสียโฉม
ซูเหยา นามนี้ค่อยๆเลือนหายไร้ข่าวคราว
ผู้คนในยุทธภพคงจะลืมเลือนนางดั่งสายลมที่พัดผ่านไป
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าต้นเหตุความวิบัติในชีวิตนางคือ “หลิงซิน” ภรรยาอีกคนของสามีที่นางรักสุดหัวใจ หลิงซิน น้องสาวคนงามของนาง ผู้มากด้วยเล่ห์กลและรอยยิ้มลวงตา แทรกกลางเข้ามาระหว่างความสัมพันธ์
ซูเหยาถูกนำมาทิ้งไว้ที่นี่ ณ หุบเขาทิศตะวันตกของสำนักเมฆา์ มีเพียงสาวใช้คนสนิทที่ยังภักดีเฝ้าดูแล
นางถูกกักขังด้วยตาข่ายอาคมขนาดใหญ่จำกัดบริเวณ ต่อให้มีวรยุทธ์ก็ยากจะฝ่าหนีออกไปได้ สำมะหาอะไรกับตอนนี้
แต่ยังมีหวัง …ในใจซูเหยายังคงเฝ้ารอ รอสามีผู้เคยผิดคำมั่นสัญญา ว่า "ตราบสิ้นลมหายใจ ข้าจะมีเพียงเ้า"
เขาจะต้องมาช่วยนาง เขาต้องมา?
ทุกเช้าตรู่เรือนเล็กที่เงียบงันในหุบเขา ซูเหยาจะตื่นขึ้นมาพร้อมเสียงลมพัดกระทบกระดิ่งไม้ ราวกับโลกยังไม่ลืมว่านางมีชีวิตอยู่ เสียงประตูไม้แ่เบา เมื่อเสี่ยวจูเปิดประตูเข้ามาพร้อมอ่างล่างหน้า เป็เพียงสัญญาณว่าหนึ่งวันได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง
วันใหม่ที่เหมือนเดิมทุกประการ
นางรอ... รอด้วยความหวัง
“ ข้าจะไม่มีวันทอดทิ้งเ้า” หานเฟิงเคยให้คำมั่นสัญญา ในวันที่ซูเหยาจับได้ว่าเขามีใครอีกคน และเพราะนางรักหานเฟิงมากจึงมองข้ามคำสัญญาที่เขาไม่สามารถรักษาไว้ได้
แต่เมื่อได้ยอมหนึ่งครั้ง ก็ย่อมมีครั้งต่อไป
ยิ่งเขาเห็นนางพูดง่าย วิวาทกับหลิงซินด้วยเื่อะไร เขาก็มักจะขอให้นางใจกว้างครั้งแล้วครั้งเล่า
มาคิดดูแล้วซูเหยาก็นับถือความใจกว้างดังมหาสมุทรของตนเอง
นางแตกต่างจากซูเหยาวัยเยาว์ลิบลับ กาลเวลาได้หล่อหลอมตัวตนภายใน
เดือนแรกผ่านไป... ซูเหยายังมีความหวังว่าเขาจะมา
ปีแรกผ่านไป... ความเงียบกลายเป็ความกังวล
ยี่สิบปีผ่านไป... นางไม่แน่ใจแล้ว ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับนาง พิษร้ายในร่าง วรยุทธ์ที่หายไป ความอับอาย ความลืมเลือน ทั้งหมดนี้ เขารู้หรือไม่... หรือแท้จริงแล้ว เขาคือผู้สมรู้ร่วมคิด ให้ทุกอย่างเป็เช่นนี้?
ในห้วงลึกของใจนางก็ไม่อาจห้ามความคิดอันขมขื่นที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น
นางเฝ้ามองประตูเรือนทุกวัน ดวงตาอ่อนล้ายังทอดมองไปยังเส้นทางแคบหลังเขา อาจมีวันใดที่เขาปรากฏตัวขึ้น แต่ประตูนั้นไม่เคยเปิด
เงาร่างนั้นไม่เคยมา
และคำมั่นวันวาน… ก็ไม่มีแม้แต่เศษเสียงให้คว้าจับ
ซูเหยาไม่ได้ร้องไห้มานานแล้วไม่ใช่เพราะนางไม่เ็ป หากแต่เพราะหัวใจของนางได้ร้องไห้จนไม่เหลือหยาดน้ำตาอีกต่อไป
มาถึงจุดนี้ได้ จะโทษผู้ใดหากไม่ใช่ตนเอง
“คุณหนูมานั่งตากลมอีกแล้ว วันนี้อากาศเย็น เข้าไปนั่งพักด้านในเถอะเ้าค่ะ” เสี่ยวจูตรงเข้ามาประคอง
เสี่ยวจู เรียกซูเหยาว่าคุณหนู แม้ซูเหยาแต่งงานและเป็มารดามาเนินนาน แต่นางก็ไม่คุ้นชินกับคำเรียกนายหญิงหรือ ฮูหยิน อาจจะด้วยเพราะเกลียดประมุขสำนัก นางจึงไม่เคยยอมรับจากใจว่าหานเฟิงเป็เ้านายอีกคน
คุณหนูของนางใจดี และรักเขามากไป ยอมแม้กระทั่งร่วมวิวาห์คู่ ท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทามากมาย
เขาทำให้คุณหนูของนางเป็ที่ขบขันทั่วแดนเหนือใต้ และเป็บิดาที่ไม่เอาไหนในสายตาของเสี่ยวจู
คุณหนูของนางกับลูกสาวไม่สนิทสนมกัน เพราะเขาพรากแม่ลูก ส่งคุณหนูน้อยไปฝึกวิชาห่างไกล จนกระทั่งเติบใหญ่ออกเรือน ก็ไม่เคยกลับมาเยี่ยมมารดาสักครั้ง
คิดแล้วเสี่ยวจูก็อึดอัดแน่นในอก
ยิ่งทุกครั้งที่มองเห็นรูปโฉมของคุณหนู เสี่ยวจูยิ่งเสียใจเท่าทวีคูณ และแอบแค้นเคืองชายหญิงคู่นั้น หากคุณหนูฟังคำขอของนางบ้าง ก็คงไม่เกิดเหตุการณ์ล่วงเลยลากยาวมาถึงทุกวันนี้
เสี่ยวจูแอบถอนหายใจ
ซูเหยาแกล้งทำเป็ไม่เห็น และลุกขึ้นทำตามคำขอของเสี่ยวจูทันที นางรู้ว่าหากจะมีใครสักคนที่หวังดีอย่างแท้จริง หนึ่งคนนั้นคือ เสี่ยวจู
เมื่อได้มุมหนึ่งของเรือนนั่งพัก ทั้งสองพึ่งจะนั่งคุยกันได้ไม่นานเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของใครบางคนดังขึ้น ซูเหยาและเสี่ยวจูหันไปมองพร้อมกัน บรรยากาศรื่นรมย์ถูกทำลายลงทันทีเมื่อประตูถูกผลักเปิดออกอย่างแรง
เซี่ยโหย่วหราน ศิษย์พี่คนสนิทของหลิงซิน ก้าวเข้ามาพร้อมลากชายพิการขาผิดรูป ผมเผ้ารุงรังปกปิดใบหน้า
ชายผู้นั้นถูกโยนลงกับพื้น เสียงกระแทกดังหนักหน่วงจนซูเหยาที่นั่งอยู่ต้องเผลอขมวดคิ้ว ก่อนจะตามมาด้วยรถเข็นไม้เก่าๆ ที่เขาล้วงออกมาจากถุงเฉียนคุณอย่างง่ายดาย ราวกับของชิ้นใหญ่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา
ในห้องเงียบสงัดแว่วเพียงเสียงลมลอดเข้ามาทางหน้าต่าง ใบหน้าของเซี่ยโหย่วหรานเ็าไร้อารมณ์
“เ้าสำนักคนใหม่้าให้เ้าดูแลคนผู้นี้ให้ดี” เซี่ยโหย่วหรานกล่าวเสียงต่ำ สายตาคมกริบตวัดมองซูเหยาเพียงครู่เดียว หลังจากนั้นเขาก็หันหลังกลับไปโดยไม่เหลียวแล ท่าทางนั้นช่างเด็ดขาดและรวดเร็วราวสายลม
ซูเหยาเบิกตากว้างเล็กน้อย หัวใจเต็มไปด้วยความสงสัย เ้าสำนักคนใหม่? นางยังไม่ทันได้เอ่ยถามอะไรเลยด้วยซ้ำ ร่างสูงก็หายลับออกจากห้องไปแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงความเงียบชวนอึดอัด
เสี่ยวจู คนรับใช้สาวที่ยืนข้างๆ ยกมือปิดปากด้วยความใ สายตาของนางจับจ้องไปยังประตูที่ปิดลงเงียบเชียบ แล้วหันกลับมามองซูเหยาด้วยความงุนงงไม่ต่างกัน
ทั้งสองหญิงสาวต่างมองหน้ากัน ดวงตาเต็มไปด้วยคำถามที่ยังไร้คำตอบ โหย่วหรานมาเร็วไปเร็วเกินไป เหมือนเงาที่พัดผ่าน ทิ้งเพียงปริศนาและชายแปลกหน้าที่นอนแน่นิ่งอยู่ตรงพื้นให้พวกนางต้องเผชิญหน้าเอง