การสอบใน่บ่ายได้สิ้นสุดลง ความรู้สึกโล่งใจพลันเข้ามาแทนความกังวลที่เคยมีก่อนหน้านี้
หลังจากนั่งเคร่งเครียดในการทำข้อสอบตลอดทั้งชั่วโมงทว่าสุดท้ายเธอก็ผ่านไปอย่างราบรื่นดี
แม้ว่าเธอจะได้เดินออกมาจากห้องสอบเป็คนเกือบสุดท้ายก็ตาม
“วิวไปกินข้าวที่ห้างกันก่อนกลับมั้ย” จารวีเอ่ยชวนเพื่อนในขณะที่กำลังจะก้าวขาลงบันได
เธอออกมาจากห้องสอบพร้อมกับวรดาจึงเอ่ยชวนเพื่อนไปผ่อนคลายด้วยกันหลังจากได้ทุ่มเทสมองอันน้อย ๆ ในการทำข้อสอบไปแล้ว
ขาเรียวสวยกำลังจะก้าวต่อหยุดชะงักพลางหันไปสบตากับเพื่อนด้วยสีหน้าลำบากใจ
“อะไรเหรอ?”
สีหน้าและแววตาที่ดูเป็กังวลของวรดาทำให้จารวีอดไม่ได้ที่จะถามออกไปด้วยความเป็ห่วง
“จา คือ...วิวไม่สะดวกเลย อย่างที่เล่าให้ฟังนั่นแหละ”
ชีวิตเธอไม่ได้ปกติเหมือนกับเมื่อก่อนแล้วต้องทำงานแลกเงินทุกเดือนอีกอย่างเธอทั้งเกรงใจและเป็ห่วงความรู้สึกเพื่อนในเวลาเดียวกันด้วย
เพราะเวลาไปไหนมาไหน ทั้งเธอและก็จารวีมักจะไปด้วยกันอีกทั้งเวลาที่เพื่อนเอ่ยปากชวนเธอไปทานข้าว
จารวีก็มักจะเป็คนจ่ายให้แทบทุกครั้งข้อนี้จึงทำให้เธอยิ่งรู้สึกเกรงใจเพื่อนตัวเองเข้าไปใหญ่
“แฮะๆ จาลืมไปเลย ไม่เป็ไร เอาไว้ครั้งหน้าก็ได้”
วรดาอมยิ้มส่งไปให้เพื่อนพร้อมกับพยักหน้ารับด้วยความยินดี
“นางสาว วรดา พรรณนาขวัญเชิญไปพบอาจารย์ที่ห้องด้วยค่ะ”
ยังไม่ทันที่เธอกับจารวีจะได้แยกย้ายจากกันเสียงที่ไม่อยากได้ยินที่สุดในเวลานี้ กลับดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง
ราวกับเ้าของเสียงนั้นล่วงรู้ว่าเธอกำลังพยายามหลีกเลี่ยงอยู่อย่างไรอย่างนั้น
“ค่ะ อาจารย์” วรดาหันหน้ากลับมาขานรับด้วยน้ำเสียงแ่เบา
ความโล่งใจในตอนแรกของเธอมลายหายไปจนหมดเมื่อได้ยินเสียงของอาจารย์ที่ปรึกษา
เดินมาตามเธอถึงห้องสอบเลยหรือนี่
“มีอะไรหรือเปล่าวิว” หลังจากอาจารย์ที่ปรึกษาเดินไปไกลแล้วจารวีซึ่งรอจังหวะนี้อยู่พอดีจึงรีบถามออกไปอย่างรวดเร็ว “หรือว่าจะเป็เื่ค่าเทอม”
เ้าของใบหน้าหวานพยักหน้าอย่างยอมรับ วรดาตระหนักได้ว่าเทอมนี้เป็เทอมสุดท้ายที่เธอจะจบการศึกษา ทว่าสิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือเธอยังหาเงินมาจ่ายค่าเทอมไม่ได้ และที่ผ่านมาเธอก็ขอเลื่อนกับอาจารย์มาโดยตลอด
นั่นเป็เหตุผลว่าทำไมอาจารย์ที่ปรึกษาจึงต้องมาตามเธอถึงที่นี่
“อ้าว งั้นเอากับเราก่อนมั้ย เราพอมีอยู่คิดว่าน่าจะพอกับค่าเทอมของวิวอยู่นะ” เธอพอมีเงินเก็บอยู่บ้างจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเองที่ได้จากการไปช่วยพี่สาวขายเสื้อผ้าแฟชั่น ตามตลาดนัดอยู่บ่อยครั้ง
“ขอบใจมากเลยนะจา วิวเกรงใจมากเลย แต่ขอหาทางก่อนถ้าไม่มีจริง ๆ วิวจะนึกถึงจาเป็คนแรก” วรดามองเพื่อนสนิทด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง
จารวีเองก็ไม่ใช่ลูกคุณหนูมาจากไหนเพียงแต่บ้านของจารวีมีอันจะกินกว่าบ้านเธอ เรียกได้ว่าถึงจะไม่ใช่คนรวยมากมายอะไรแต่ก็มีเงินมาให้ใช้อยู่ไม่เคยขาดมือ
“เฮ้อ~”
เสียงถอนหายใจจากหญิงสาวดังมากพอจะเรียกความสนใจจากเหล่านักศึกษาที่เดินผ่านไปผ่านมาในบริเวณนี้ได้เป็อย่างดี แต่เ้าตัวกลับไม่สนใจเลยสักนิด
ความสนใจทั้งหมดของเธอ กำลังจดจ่ออยู่กับคำพูดของอาจารย์ที่พูดกับเธอไว้ก่อนหน้านี้ต่างหาก
‘ถ้าภายในสิ้นเดือนนี้เธอยังหาค่าเทอมมาจ่ายไม่ได้ล่ะ’
‘หนูจะพยายามค่ะอา...’
‘ไม่ใช่ว่าเธอต้องพยายาม!’
‘…’
‘แต่เธอต้องหามาให้ได้วรดาไม่อย่างนั้นคะแนนสอบในวันนี้ของเธอจะไม่ออก ที่เธอได้สอบในวันนี้ถือว่าทางมหาลัยเมตตาต่อตัวเธอที่สุดแล้ว’
เธอพูดยังไม่ทันจบประโยคดีด้วยซ้ำ กลับถูกอาจารย์ตวาดสวนคืนตอนนั้นเธอกลัวแทบหัวหด
แล้วเธอจะไปหามาจากที่ไหน ภายในสิ้นเดือนนี้ก็เหลือเวลาอีกแค่สองอาทิตย์กว่าเอง ลำพังตอนนี้เธอมีที่ให้ซุกหัวนอนมันก็ถือว่าดีมากแล้ว
เ้าของส่วนสูงเพียงหนึ่งร้อยหกสิบเิเ เดินทอดน่องไปตามทางเดินอย่างเชื่องช้าจุดหมายของเธอคือโต๊ะม้าหินอ่อนใต้ต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกลกันเท่าไหร่
แต่ละก้าวที่ยกขึ้นกลับหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยหินก้อนใหญ่
เธอทรุดตัวนั่งลงแล้วใช้เวลาไปกับความคิดตัวเองอยู่อย่างนั้นกว่าจะรู้สึกตัวอีกทีแสงสว่างรอบข้างกลายเป็สีส้มอมแดงไปหมดแล้ว
มือเรียวสวยรีบคลำหาโทรศัพท์มือถือตัวเองขึ้นมาเปิดดูเวลา
ทุกอย่างที่กำลังเคลื่อนไหวพลันหยุดชะงักลงเมื่อความจริงปรากฏขึ้น
ห้าโมงยี่สิบสามนาที!
ตายแล้ววรดา แกตายแน่เลย
ครืด..ครืด
ครืด..ครืด
ขณะที่หญิงสาวกำลังใอยู่กับตัวเลขบนหน้าจอ กลับมีสายโทรเข้ามาพอดี
วรดาแทบอยากจะโยนโทรศัพท์ในมือทิ้งลงพื้นความใแรกที่ว่าตนนั่งจนลืมเวลา ยังไม่เท่าสิ่งที่กำลังปรากฏบนหน้าจอสี่เหลี่ยมของเธออยู่ตอนนี้
‘พี่รุจ’
เธอแทบร้อง ‘ห้ะ!’ ออกมาเป็เสียง
พี่รุจอย่างนั้นเหรอ
เธอไปพิมพ์ตอนไหน
พิมพ์เมื่อไหร่กัน!
หรือว่าจะเป็ตอนที่เขายืมมือถือเธอไปตอนมาส่งเมื่อเช้า
โมเมว่าตัวเองเป็พี่ยังไม่พอยังจะมาบันทึกชื่อตัวเองอะไรแบบนี้ลงในเครื่องเธออีก บันทึกเป็อย่างอื่นก็ได้คำว่า ‘คุณรุจ’ มันก็ไม่ได้พิมพ์ยากเลยนี่
แสงสว่างจากหน้าจอดับลงไปแล้ว ทว่ากลับต้องใขึ้นมาอีกครั้งกับจำนวนสายที่ไม่ได้รับ
สิบห้าสาย!
วรดานิ่งตะลึงงันกับสิ่งที่ได้เห็นลำคอระหงพยายามกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงไปอย่างยากลำบากรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาที่สันหลังทันที
ครืด..ครืด..ครืด
มาอีกแล้ว! ถ้าไม่รับสายเขาตอนนี้เธอจะโดนเขาบีบคอตอนที่เจอกันหรือเปล่า
เอาวะ!
คงไม่มีอะไรแบบที่เธอคิดหรอก
ท้ายที่สุดเธอก็ต้องกดรับอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
“ค่ะ คุณรุ...”
(อยู่ไหน!?)
เสียงห้วนจัดจากปลายสายสวนกลับมาจนเธอตั้งรับแทบไม่ทัน
“มหาลัยที่หน้าอาคาร A ค่ะ”
(รออยู่นั่นไม่ต้องไปไหนระวังด้วยอีกสิบนาทีพี่ถึง)
ทันทีที่สัญญาณถูกตัดไป ความรู้สึกหวาดกลัวเริ่มคืบคลานเข้ามาวรดาพยายามใช้สมองประมวลคิดหาเหตุผลมางัดข้อกัน
กระนั้นเธอก็ยอมรับได้หากอติรุจน์จะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแบบนั้นก็เธอเล่นไม่รับโทรศัพท์เขาตั้งสิบกว่าสายคนโทรต้องมีอาการหัวเสียบ้างเป็เื่ธรรมดา
วรดานั่งทำใจดีสู้เสืออยู่สักพักจากนั้นไม่นานรถยนต์สี่ประตูคันสีดำก็ขับมาจอดลงตรงที่เธอกำลังนั่งอยู่พอดีพร้อมกับร่างสูงใหญ่ ก้าวขาลงจากรถด้วยใบหน้าถมึงทึง
หญิงสาวลนลานรีบเปิดหน้าจอมือถือขึ้นเพื่อดูเวลาอีกครั้งมันจริงอย่างที่อติรุจน์บอกเธอไว้ สิบนาทีก็คือสิบนาทีจริงๆ
หลังวางสายกับวรดาอติรุจน์รีบบึ่งรถออกมาจากบ้านใหญ่ทันที โชคดีที่่บ่ายเขาเข้ามาทำธุระในเมืองพอเสร็จเขาจึงเข้าไปหาพ่อกับแม่ที่บ้านใหญ่ซึ่งมีพี่ชายกับหลานอีกสองคนพักอาศัยอยู่ที่นั่น
เขานั่งเล่นกับหลานไปจนถึงห้าโมงเย็นสายจากคนที่ฟาร์มโทรเข้ามาที่เครื่องเขาพอดี
ปลายสายคือน้าก้าน พูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่ดูร้อนรนบอกว่าวรดายังกลับไม่ถึงบ้าน โทรไปก็ไม่รับสาย ใจเขากระตุกวาบขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินอย่างนั้นความร้อนรนในอกทวีความรุนแรงมากขึ้น
เมื่อคนที่เขาเมมเบอร์มือถือให้เมื่อเช้าไม่ยอมรับสายจากหนึ่งกลายเป็สองจากสองกลายเป็สาม สี่ ห้า และอีกต่อ ๆ ไปจนกว่าวรดาจะกดรับสาย
เมื่อได้ยินเสียงจากปลายสายขานรับความร้อนรนที่มีก่อนหน้านี้เริ่มลดน้อยลง พอขับรถมาถึงจุดที่วรดาบอกเขาถึงกลับถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
วรดาไม่ได้เป็อะไรอย่างที่เขาคิด
“สอบเสร็จแล้วทำไมถึงไม่โทรไปแล้วทำไมมานั่งอยู่ที่นี่คนเดียว ไม่กลัวว่าจะมีคนมาทำอะไรที่ไม่ดีหรือไงทำไมไม่คิดให้เยอะกว่านี้!”
อติรุจน์เดินมายังไม่ถึงตัววรดาเลยด้วยซ้ำเสียงทุ้มต่ำที่ดูน่ากลัวก็สาดคำพูดใส่หน้าหญิงสาวอย่างจัง
วรดาที่ใจคอไม่ดีอยู่ก่อนแล้ว เพราะคิดไปต่าง ๆนานา ว่าอติรุจน์จะทำอะไรตน
ดวงตาหวานเริ่มมีน้ำเอ่อคลอจนในที่สุดมันหยดแมะลงมาข้างแก้ม หญิงสาวรีบยกมือขึ้นปาดออกอย่างรวดเร็วเธอสุดที่จะกลั้นแล้วจริง ๆ
“ข...ขอโทษค่ะ”
เสียงสั่นเครือกับริมฝีปากที่เบะออกมาเล็กน้อยทำให้อติรุจน์ได้สติกลับคืนมา ใจกระตุกวาบเมื่อเห็นน้ำตาของคนตัวเล็ก
ชายหนุ่มรีบยื่นมือเข้าไปหาหมายจะจับเข้ามากอดปลอบ ทว่ากลับโดนปฏิเสธโดยการที่วรดาก้าวถอยหลัง
“วิว” อติรุจน์ถึงกับอ่อนใจ ในความใจร้อนของตัวเองที่ผลีผลามพูดออกไปแบบนั้น
“เรากลับกันเถอะค่ะ” เธอเอ่ยตัดจบบทสนทนา แล้วรีบจัดการตัวเองให้เข้าไปอยู่ในรถพร้อมคาดเข็มขัดนิรภัยให้เรียบร้อย
ร่างสูงใหญ่ที่ขึ้นรถมาตามหลังมองไปที่วรดาแล้วถึงกับต้องถอนหายใจ อยากตบปากตัวเองแรงๆ สักทีสองทีที่เผลอตะคอกใส่หญิงสาว
รถกระบะสี่ประตูคันสีดำขับออกไปจากมหาวิทยาลัยอย่างเชื่องช้า ในตอนที่ท้องฟ้าทั้งหมดเปลี่ยนเป็สีดำ
ระหว่างนั่งรถกลับฟาร์มอติรุจน์พยายามพูดขึ้นเพื่อทำลายความเงียบโดยการชวนคนตัวเล็กคุยเพื่อไม่ให้บรรยากาศระหว่างเขาและวรดาดูอึดอัดมากจนเกินไป
ความน้อยใจที่เพิ่งเกิดขึ้นทำให้วรดาแทบไม่อยากตอบคำถามของคนตัวโตแต่จะให้เธอทำอย่างไรได้ในเมื่อเขาอุตส่าห์มารับ เธอต้องขอบคุณเขาสิถึงจะถูกไม่ใช่มาน้อยใจเพียงเพราะโดนเขาดุแบบนี้
ความรู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังน้อยใจแฟนอยู่ยังไงไม่รู้ทั้งที่เขากับเธอยังไม่ได้เป็อะไรกันเลยด้วยซ้ำ
เธอเกลียดตัวเองในเวลานี้เสียจริงนึกอยากจะเอาหัวโขกกับกระจกรถเต็มแรงเพื่อเรียกสติคนคิดเองเออเอง
บ้านไม้ทรงไทยหลังใหญ่้าเป็ไม้สักทองทั้งหลังสะท้อนแสงไฟจนเงาวาววับ
ส่วนชั้นล่างเป็ปูนหรูหราไม่ต่างจากชั้นบนเลยแม้แต่น้อย ไฟในบ้านเปิดสว่างแทบทั้งหลังเพื่อรอเ้าของบ้านกลับมา
กานดานั่งแทบไม่ติดลุกเดินไปมาอย่างร้อนใจก่อนจะต่อสายหาเ้านายของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง รอสายไม่นานทางปลายสายก็กดรับ
(ครับ)
“เจอมั้ยคะ”
(ครับ กำลังจะถึงครับอีกห้านาที)
“ปลอดภัยมั้ยคะ?”
(ครับผม)
“เฮ้อ~น้าโล่งอกมากเลยค่ะ ขอบคุณคุณรุจมากเลยนะคะ” ใจที่แห้งเหี่ยวพลันสดชื่นขึ้นมาทันควัน ราวกับผักหญ้าที่ได้รับการรดน้ำเมื่อรู้ว่าหลานสาวไม่ได้เป็อะไรอย่างที่ตนคิด
(ครับไว้คุยกันต่อที่บ้านนะครับ)
“ค่ะ งั้นน้าขอวางสายก่อนนะคะ”
หลังจากอติรุจน์กดวางสาย ชายหนุ่มหันสายตาไปมองคนด้านข้างเวลานี้หลับคอพับไปแล้วซึ่งเป็จังหวะเดียวกันกับรถหยุดนิ่งรอสัญญาณไฟจราจรพอดี
ฝ่ามือหนายื่นออกไปจับผมยาวสลวยที่ปกคลุมใบหน้าคนตัวเล็กออก เพื่อให้ตัวเองได้มองเห็นใบหน้าหวานชัดๆ ด้วยแววตาที่ทอประกายความอ่อนโยน
สายตาคมทอดมองคนด้านข้างด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย
เขารู้สึกเป็ห่วงวรดามาก ความอยากได้อยากตีรวนกันไปหมด
สาวน้อยใบหน้าจิ้มลิ้มปากนิดจมูกหน่อยคนนี้ทำให้ระบบที่เขาเคยจัดวางไว้กับเพศตรงข้ามพังลงอย่างไม่เป็ท่า
คิดดูแล้วไปเล่าให้ใครฟังใครจะเชื่อคนที่พึ่งมีโอกาสได้คุยกัน ยังไม่ทันข้ามวันด้วยซ้ำ แต่ความรู้สึกเขามันกลับถลำลึกจนยากจะดึงกลับมา
อติรุจน์สูดลมหายใจพลางยิ้มขำให้กับตัวเองจากนั้นจึงหันกลับไปมองทางด้านหน้า เพื่อขับรถต่อไปตามสัญญาณไฟเขียวที่ปรากฏขึ้น
รถยนต์สี่ประตูคันสีดำเคลื่อนตัวเข้ามาจอดในลานจอดรถอย่างไม่เร่งรีบ พร้อมกับหญิงสาวเริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาพอดี
ไม่รู้ว่าเธอเผลอหลับไปั้แ่ตอนไหนจนรถของอติรุจน์ขับเข้ามาจอดในฟาร์มแล้วเรียบร้อย
อติรุจน์ยังไม่ได้ดับเครื่องยนต์ลงในทันทีหลังจากจอดรถสนิทนิ่ง ภายในรถยังคงเงียบกริบไม่มีเสียงของใครเอื้อนเอ่ยออกมานอกจากเสียงของเครื่องยนต์ที่ยังไม่ได้ดับลง
เขาหันหน้ามาทางคนตัวเล็กที่ตอนนี้ยังไม่ยอมหันหน้ามามองเขาสักที เอาแต่นั่งนิ่งเงียบไม่ยอมพูดยอมจา
เมื่อรู้สึกว่าเหมือนมีสายตากำลังจับจ้องมองมาเธอจึงตัดสินใจหันไปมองตามความรู้สึก และก็ประสานสายตาเข้ากับดวงตาคู่คมของเขาเข้าอย่างจัง
หญิงสาวเกิดความลังเลเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจพูดออกไปในที่สุด “เอ่อ...หนู”ยังไงดีล่ะ เธอรู้สึกละอายใจไม่น้อย ที่เผลอแสดงพฤติกรรมแบบนั้นออกไปให้เขาได้เห็น
ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันด้วยความลังเลก่อนจะก้มหน้าลงเพื่อเรียกความกล้าให้ตัวเองอีกครั้ง
“หืม?”อติรุจน์ลุ้นว่าอีกคนที่นั่งมาด้วยกัน จะพูดอะไรออกมา หายโกรธเขาแล้วรึตอนนั่งรถมาด้วยกัน เขาถามคำเธอยังตอบเขาคำเหมือนไม่อยากจะคุยด้วย
คนตัวเล็กเลือกที่จะเงยหน้าขึ้นมามองเขาตรงๆ ด้วยสายตาที่สื่อว่าเธอรู้สึกผิดในสิ่งที่เธอได้ทำลงไป
“นะ...หนู~ ข...ขอโทษค่ะ” ว่าพร้อมกับยกขึ้นมือไหว้แล้วก้มหัวลงมาจรดกับปลายนิ้วมือสวย
“ขอโทษ?” น้ำเสียงตะกุกตะกักที่พูดออกมา ทำให้อติรุจน์ยังไม่รับคำขอโทษจากเธอชายหนุ่มเลือกที่จะทวนคำพูดนั้นกลับไปแทน
คงกลัวเขามากเลยสิท่าพูดเสียงสั่นเชียว
คิ้วหนาเลิกขึ้นข้างหนึ่งนั่นยิ่งทำให้วรดาอยากเลือกจะเปิดประตูรถแล้วเดินลงไปให้รู้แล้วรู้รอด
คนบ้า!
ตั้งใจจะแกล้งเธอหรือไง
หญิงสาวเม้มปากพลางสูดลมหายใจเข้าปอดไปเฮือกหนึ่ง“ขอโทษที่หนูแสดงพฤติกรรมแบบนั้นออกไปค่ะทั้งที่หนูเป็เด็ก ไม่ควรจะแสดงออกไปแบบนั้นกับคุณรุจ ที่เป็ผู้ใหญ่กว่าหนูมาก” กลั้นใจร่ายยาวออกไปดวงตาหวานก็มุ่งมั่นไม่มีท่าทีว่าจะหลบสายตาของเขาที่มองมาเลยสักนิด
“จะบอกว่าฉันแก่อีกแล้วสิ”
วรดาช่างเข้าใจเปรียบเทียบเขาเสียจริงแก่หรือไม่แก่เดี๋ยวเธอจะได้รู้
คนฟังอ้าปากเหวอกับสิ่งที่ได้ยินก่อนจะรีบส่ายหัวปฏิเสธ “หนูเปล่านะคะ นั่นคุณพูดเองต่างหาก” พูดเองแท้ๆ ยังมาว่าเธอเป็คนพูดอีก “หนูหมายถึงว่าคุณโตกว่าหนู มีวุฒิภาวะที่เป็ผู้ใหญ่ต่างหาก”
“อืม”อติรุจน์อมยิ้มอย่างพอใจที่ได้แกล้งหญิงสาว “งั้นเด็กน้อยที่แอบเกเร ต้องโดนทำโทษยังไงดีล่ะ” ว่าจบพร้อมกับทำท่าทางครุ่นคิด
ทำเอาคนมองรู้สึก ร้อนๆหนาวๆ กับสิ่งที่ได้ยิน “คุณจะลงโทษอะไรหนู! เอ่อ..คุณจะลงโทษอะไรหนูคะ” ประโยคแรกเธอเผลอเสียงดังใส่เขา แถมยังพูดไม่มีหางเสียงอีกนั่นจึงทำให้เธอได้รับสายตาดำมืดที่มองมาอย่างคาดโทษ
“ตอนนี้ยังคิดไม่ออก ไว้คิดออกแล้ว เดี๋ยวจะบอกอีกที”
ดวงตาคมกริบที่เธอกำลังจ้องมองอยู่จู่ ๆ กลับขยิบให้เธอข้างหนึ่ง ก่อนที่เ้าของดวงตาจะดับเครื่องยนต์แล้วลงจากรถไป โดยปล่อยให้เธอนั่งปากอ้าตาค้างอยู่อย่างนั้น
ทว่าในอกข้างซ้ายของเธอกำลังมีก้อนเนื้อดีดดิ้นอยู่อย่างบ้าคลั่ง เมื่อถูกฝ่ายตรงข้ามลงมือจู่โจมมาแบบไม่ทันตั้งตัว จนต้องยกมือขึ้นไปลูบเบาๆ
ร่างสูงใหญ่ไม่ลืมหันกลับไปมองในรถอีกครั้งเวลานี้มีบางคนกำลังใในสิ่งที่เขาทำอยู่
รอยยิ้มเ้าเล่ห์แสยะขึ้นพึงพอใจกับผลงานชิ้นโบแดงของตัวเอง สาวน้อยเธอโดนเขาจองตัวไว้แล้วรู้ตัวบ้างมั้ย
ร่างแกร่งหันหน้ากลับมาก่อนจะสาวเดินเข้าบ้านไปและเป็จังหวะเดียวกับคนด้านในเดินสวนออกมาพอดี