เมื่อถูกโอบกอดโดยอ้อมแขนแห่งความรักไคร่ของหยุนเซียน ชายหนุ่มก็ไม่อาจจะต้านทานได้อีกต่อไป ครั้นจะใช้กำลังฝ่าออกไปก็กลัวว่านางจะบาดเจ็บดังนั้นเฟยหรงจึงเลือกที่จะให้นางโอบกอดและเอาหน้าถูไถ่เขาอยู่เช่นนั้นและไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด
"ท่านพอใจแล้วหรือยัง"เฟยหรงทำหน้ามุ้ยพร้อมว่ากล่าวขึ้น
หยุนเซียนไม่ได้มีท่าที่หยุดแต่อย่างใดนางยังคงกอดเฟยหรงไว้เช่นนั้น นางปรารถนาที่จะมีหลานมานานแต่เมื่อเฟยเทียนไม่กลับมาให้นางได้ประคบประหงม การที่ได้พบกับเฟยหรงเช่นนี้จึงทำให้นางดีใจเป็นอย่างมาก ส่วนทางด้านหยุนฮ่าวนั้นเมื่อเห็นความดีใจของภรรยาก็อดไม่ได้ที่จะแสดงรอยยิ้มอันอบอุ่นออกมาเช่นกัน เดือนมานี้กว่าจะจัดการตระกูลหยุนให้เข้าที่ได้นั้นทำให้พวกเขาทั้งสองเคลียอดเป็นอย่างมากเลยทีเดียว
"ฮ่าๆๆเจ้าตัวน้อยยอมท่านทวดหญิงเจ้าเสียเถอะ ให้นางได้กอดเจ้าให้หายคิดถึงเสียก่อนแล้วค่อยไปก็ยังไม่สาย"เฟยหรงได้ยินก็เบือนหน้าไปหาหยุนฮ่าวในทันใด พร้อมกับใบหน้าที่ฉงนสงสัยสุดขีด นี่พวกเขาไม่โกรธข้าเลยหรือ ทั้งๆที่ข้าถล่มตระกูลหยุนไปเละขนาดนั้น นี่คือความคิดที่มีอยู่เต็มหัวของเฟยหรง แต่ก็ไม่ได้กล่าวถามออกไป
หยุนฮ่าวเองก็ไม่ได้พูดอะไรต่อเขาเพียงตรวจสอบพื้นฐานของเฟยหรงเพียงเท่านั้น แต่เมื่อมองไปยังสัญลักษณ์ตรีศูลบนหน้าฝากของชายหนุ่มเขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวใจเต้นแรง ด้วยตัวเองอยู่มานานทำไมจะไม่รุ้ว่ามันคืออะไร สัญลักษณ์ตรีศูลสีทองเปล่งประกายมีได้เฉพาะสายเลือดเทพสมุทรเต็มสิบส่วนเท่านั้น
'เห้อ มหาสมุทรนิรันทร์ ดูเหมือนหลานชายของข้าจะมีบุญวาสนาซะจริงถึงได้ครองคู่กับเจ้าหญิงแห่งมหาสมุทรนิรันทร์ได้ ทั้งยังกำเนิดสัตว์ประหลาดตัวน้อยสายเลือดเต็มสิบส่วนอีก โชควาสนาของสายเลือดเทพสมุทรนี่ดีจริงๆ'หยุนฮ่าวคิดในใจ มหาสมุทรนิรันทร์คือขุมกำลังตระกูลโบราณที่แข็งแกร่งที่สุดในสามตระกูล เนื่องจากพวกเขาถือครองบัลลังก์ราชันแห่งวารีอีกทั้งยังมีสายเลือดเทพสมุทรเต็มสิบส่วน แต่ในทางกลับกันตระกูลหยุนและตระกูลจีที่เป็นสายเลือดของเทพวายุและเทพธิดาราตรีนั้นกลับไม่มีสายเลือดสิบส่วนเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อยจะมีมากสุดก็เพียงเก้าส่วนเท่านั้น แล้วจะไม่ให้เขาอิจฉาได้อย่างไร
สายเลือดเก้าส่วนกับสิบส่วนนั้นแม้พูดอาจจะดูเหมือนต่างกันเพียงส่วนเดียวแต่ใครจะรู้ว่าส่วนเดียวที่ขาดหายไปนี้กลับสำคัญยิ่ง เพราะนั่นคืออำนาจที่คอยบงการสายเลือด พรสวรรค์ และโชควาสนาแห่งสายเลือดนั้นๆซ่อนอยู่ และหากจะให้เปรียบสายเลือดเก้าส่วนนั้นเปรียบดังผู้ดูแลในขณะที่สายเลือดเต็มสิบส่วนนั้นเปรียบดังนายเหนือหัวนั่นเอง
"นี่ ท่านกอดข้ามานานแล้วนะไม่เบื่อหรืออย่างไร"เฟยหรงกล่าวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้นี่ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยามแล้วหยุนเซียนยังไม่คิดจะปล่อยเขาแม้แต่น้อย
"หุหุ เด็กน้อยเจ้าไม่รู้หรือข้าปรารถนาเรื่องแบบนี้มาโดยตลอด แม้จะน่าเสียดายที่ไม่ได้เลี้ยงเจ้ากับบิดาของเจ้าจนเติบใหญ่อย่างน้อยข้าก็จะให้ความรักพวกเจ้าอย่างถึงที่สุด"หยุนเซียนกล่าวพร้อมใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้ม นางในเวลานี้หัวใจพองโตเป็นอย่างมาก หรืออาจจะกล่าวได้ว่านอกจากการคลอดหยุนอู่หลิงออกมานี่คือสถานการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับนางเลยทีเดียว
"หากท่านต้องการจะทำอย่างนั้นจริงก็ไปหาท่านพ่อที่หอกระบี่สิขอรับ ข้ายังมีธุระต้องไปทำต่อนะ"เฟยหรงกล่าวปัดๆแต่สีหน้าของหยุนเซียนนั้นกลับกลายเป็นเศร้าหมองในทันใด
เฟยหรงที่ได้เห็นถึงกับผงะขึ้นมาดูเหมือนว่าเขาจะพูดสิ่งที่ไม่ควรพูดไปเสียแล้ว "เห้อ ท่านพ่อไม่ใช่คนไม่มีเหตุผลเสียหน่อยนี่ขอรับ เขาไม่ยอมรับตระกูลหยุนแล้วท่านทำไมต้องไปหาเขาในฐานะของตระกูลหยุนด้วยละ ท่านก็แค่ไปหาเขาในฐานะท่านตากับท่านยายไม่ได้หรือ"เฟยหรงกล่าวขึ้น เมื่อหยุนฮ่าวและหยุนเซียนพวกเขารีบมองไปที่เฟยหรงเป็นตาเดียว ใบหน้าจากเศร้าหมองค่อยๆมีรอยยิ้มอย่างมาดวงตาของหยุนเซียนนั้นเป็นประกายอย่างช่วยไม่ได้
นั่นสิ หากหลานไม่ได้ยอมรับตระกูลหยุนแล้วทำไมพวกเขาถึงไปหาเขาด้วยฐานะของท่านตากับท่านยายไม่ได้กันละ ลองไปหาดูสักคราก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร อีกทั้งหยุนอู่หลิงผู้เป็นบุตรสาวก็อยู่ที่นั่นด้วยการที่พวกเขาจะไปเยี่ยมเยียนก็ไม่ได้แปลกอะไรเลยสักนิด
"ว้าว เหลนรัก เจ้าฉลาดจริงๆ"หยุนเซียนกอดเฟยหรงแน่นอีกครั้งด้วยความดีใจ จนหน้าของชายหนุ่มแทบจะจมลงไปในภูเขาอันใหญ่โตทั้งสองของนาง
"อัก! ท่านปล่อยข้าก่อน ข้าหายใจไม่ออก"เฟยหรงดิ้นรนอย่างสุดชีวิต ทั้งหยุนฮ่าวและหยุนเซียนต่างหัวเราะออกมาอย่างสุขใจ ก่อนที่เขาจะปล่อยเฟยหรงให้เป็นอิสระ
"เอาละ เจ้าออกไปผจญภัยของเจ้าเถอะ อีกประเดี๋ยวข้ากับหยุนเซียนก็จะออกไปหอกระบี่แล้วละ"หยุนฮ่าวกล่าวเฟยหรงที่ได้ยินถึงกับหน้ามุ้ยในทันที สองทวดนี้พ่อรู้วิธีเข้าหาหลานก็ทิ้งเขาเสียอย่างนั้น แต่มันก็เป็นการดีที่เขาจะไม่ต้องตอบคำถามอะไรเรื่องบัลลังก์ราชันที่เขาได้ไปดังนั้นชายหนุ่มจึงผสานมือคาราวะแล้วก็บินออกไปในทันที
"หุหุ ท่านพี่ ท่านเอ็นดูเขาถึงขนาดให้บัลลังก์ราชันเขาไปเลยหรือเจ้าคะ"หยุนเซียนกล่าวพร้อมกับเอามือป้องปากหัวเราะออกมาเบาๆ
"มันเป็นวาสนาของเขาข้าจะไม่ขวางทำไมกัน บัลลังก์ราชันอันนั้นอยู่มาตั้งหลายล้านปีแต่กลับไม่ยอมรับใครเป็นผู้สืบทอด การที่มันได้เจ้าของคนใหม่เช่นนี้ก็ถือว่าดีแล้วนี่ยังดีกว่าตกไปอยู่ในมือของใครก็ไม่รู้"หยุนฮ่าวกล่าว สายตาของเขาจับจ้องไปที่แผ่นหลังของเฟยหรงด้วยความยินดี ดูเหมือนว่าเหลนคนนี้ของเขาอีกไม่นานจะต้องกลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมาด้วยอำนาจแห่งบัลลังก์ราชันทั้งสองคือเปลวเพลิงและเมฆาไม่มีทางที่ใครจะต่อต้านเขาได้
แต่ถ้าหากว่าหยุนฮ่าวหรือหยุนเซียนรู้ถึงบัลลังก์ราชันอีกสองชิ้นในร่างกายของชายหนุ่มเกรงว่าพวกเขาคงจะตกตะลึงจนแทบลืมหายใจเป็นแน่แท้
ตัดกลับไปทางด้านของเฟยหรง เมื่อออกจากพิภพหยุนมาแล้วชายหนุ่มหยุดชะงักลงในทันใดพร้อมครุ่นคิดถึงคำใบสุดท้ายที่เกี่ยวกับบัลลังก์ราชันแห่งแสง "เมื่อมีความมืดตรงกันข้ามย่อมมีแสงสว่างงั้นหรือ แล้วตรงกันข้ามมันคือสถานที่ใดกันละ"
เฟยหรงครุ่นคิดอยู่นานเขากลับยิ่งคิดไม่ออกตรงกันข้ามกับบัลลังก์ราชันแห่งความมืดมันมีตั้งหลายร้อยพันสถานที่ "เห้อ หากเป็นเช่นนั้นไปวิหารเทพมารก่อนก็แล้วกันเผื่อจะพบเบาะแสอะไรบ้าง
"รอก่อนนะหยาลี่ ข้าจะไปหาเจ้าให้เร็วที่สุด"เฟยหรงพุ่งทะยานไปด้วยความเร็วสูง เป้าหมายของเขาคือการถือครองบัลลังก์ราชันแห่งแสงให้ได้ จากนั้นร่วมมือกับเจ้าบัลลังก์คนอื่นๆเพื่อที่จะปลดผนึกโลกใบนี้ เพื่อที่จะนำพ่ครอบครัวของเขาให้กลับมาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า นี่คือเป้าหมายของแรกของเฟยหรง
ส่วนเป้าหมายอื่นๆอย่างเช่นการหาภรรยาอย่างน้อยยี่สิบคนหรือแม้แต่การป้องกันจากพวกอาชูร่านั้นเป็นเรื่องหลังจากที่ครอบครัวของเขาพร้อมหน้ากันแล้วทั้งสิ้น
เฟยหรงโบยบินไปด้วยจิตใจที่มุ่งมั่น การทดสอบของบัลลังก์ราชันสำหรับเขานั้นไม่ได้ยากเย็นอะไรแต่ที่ยากจริงๆคือการหามันต่างหากเนื่องด้วยบัลลังก์ราชันแห่งแสงนั้นลึกลับและไม่ได้มีปรากฏอยู่ในความทรงจำของผู้ถือครองบัลลังก์รุ่นที่สองทำให้มันยิ่งหายากมากกว่าเดินเป็นร้อยเท่าเลยทีเดียว