“เ้า พวกเ้ามาที่นี่ได้อย่างไร แล้วท่านพ่อเล่า”
เสียงของเอวี่ยกุ้ยถิงดังขึ้นด้วยความใภายในจวนแยกของตนเอง นางที่ถูกส่งมาเพื่อรอเข้าพิธีสมรสกับบุตรชายของท่านเ้าเมืองเจียงซูเบิกตากว้างเมื่อได้เห็นสภาพของน้องสาวทั้งสองของตนที่สะบักสะบอมมาจนถึงที่จวน พวกนางมาได้อย่างไร มากับใคร มาทำไมและเกิดอะไรขึ้น…
นางรู้เพียงว่าหลังจากที่ท่านพ่อของพวกนางเสียเมืองให้กับเหนือหัวจอมวิปลาสแห่งต้าซีแล้ว ทั้งเผิงเผิงและเหมยเหยาก็ถูกส่งไปเป็ตัวประกันที่ต้าซี แล้วนางก็ถูกส่งมาที่นี่โดยที่ไม่รู้อะไรมากนัก ท่านพ่อคิดเอาไว้ว่าต่อให้เมืองโลหยางโดนต้าซียึด แต่ถ้าเธออยู่ที่นี่ในฐานะสะใภ้ของท่านเ้าเมืองเจียงซูแล้วก็ไม่มีอะไรน่ากังวลเสียเท่าไหร่ อย่างน้อยนางก็ปลอดภัยและไม่แน่ว่าในอนาคตตัวนางที่เป็คนของเจียงซูจะมีประโยชน์ต่อทุกคนในโลหยางด้วย แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ห่วงน้องทั้งสองไม่น้อย แต่ท่านพ่อก็รับปากกับนางไว้แล้วว่าไม่ว่าอย่างไรก็จะต้องช่วยน้องทั้งสองให้ได้ แล้วทำไม…
สภาพของเผิงเผิงกับเหมยเหยานั้นดูไม่อาจเรียกว่าดีได้สักนิด เนื้อตัวสกปรกมอมแมม แต่งกายเยี่ยงพวกลูกทาส ไหนจะร่างกายที่เต็มไปด้วยรอยาแอีก ดวงตาทั้งสองของน้องสองคนแดงก่ำ พวกนางแอบมุดเข้ามาตามทางรั้วของเมือง มาถึงก็ร้องไห้ไม่หยุด ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกนางทั้งสองหาทางมาจนถึงจวนรับรองได้อย่างไรเช่นกัน…
“พี่หญิง…” เอวี่ยเผิงเผิงเอ่ยทั้งน้ำตา ในขณะที่เอวี่ยเหมยเหยานั้นวิ่งไปกอดเกี่ยวพี่สาวคนโตของพวกเธอแล้ว
ช่างน่าสงสารเด็กทั้งสองคนเป็ยิ่งนักโตก็ยังไม่ถึงวัยปักปิ่น วิชาอาวุธสิ่งใดเลยก็หาได้รู้จักไม่ เพียงแค่สามารถพาตัวเองเดินข้ามผ่านเขาช่องแคบจากโลหยางมาได้ก็ถือว่าเก่งกาจแล้ว ั้แ่แยกจากบิดาของตนที่จวนพวกนางทั้งสองก็มีเพียงแต่ท่านชุ่ยเท่านั้นที่ปลอมตัวเป็ชาวบ้านอารักขาพวกนางมาตลอดทาง
ถึงอย่างนั้นพวกนางก็จะใช้งานท่านชุ่ยมากไม่ได้เพราะจะเป็การผิดสังเกตต่อชาวบ้านคนอื่นที่อพยพมาด้วยกัน จริงอยู่ที่พวกนางเป็ธิดาของท่านเ้าเมืองเอวี่ย แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ก็ไม่อาจจะหยั่งถึงจิตใจของพวกชาวบ้านได้ว่าจะคิดหรือรู้สึกอย่างไรที่พวกตนต้องย้ายถิ่นฐานกันออกมาเช่นนี้ คนส่วนใหญ่อาจจะไม่ชอบบิดาของพวกนางก็ได้ ชาวบ้านบางคนก็คิดเพียงง่าย ๆ ว่าเป็เพราะท่านพ่อดูแลเมืองไม่ดี พวกเขาจึงลำบาก หาได้มีใครคิดไม่ว่าเพราะเหนือหัวแห่งต้าซีนั้นเป็คนอันธพาล…
“ท่านพี่… ท่านพ่อ…” เอวี่ยเผิงเผิงพยายามจะอธิบายเื่ราวให้กับพี่หญิงของตนฟัง แต่ถึงอย่างนั้นน้ำตากลับไหลออกมาไม่หยุด
“รักษาตัวให้รอดเถอะคุณหนู ไม่แน่ว่าพวกเราอาจจะไม่ได้เจอนายท่านอีก”
เสียงของท่านชุ่ยทั้งเ็ปและขมขื่นจนไม่อาจกล้าสบตาพวกนางตรง ๆ ท่านชุ่ยรับใช้ท่านพ่อมานาน เขาเป็คนที่ทั้งซื่อสัตย์และจริงใจต่อโลหยาง พวกนางเองก็เคารพเขามาในฐานะท่านลุงคนหนึ่งมาเสมอ จนกระทั่ง…
เอวี่ยเผิงเผิงที่ไม่อาจทนความเศร้าได้ต่อไปโผเข้ากอดพี่สาวตามน้องของตน ภาพการเสียสละชีวิตของท่านชุ่ยที่เสี่ยงพาพวกนางลอบหนีออกมาจากขบวนอพยพคนเข้าสู่ลู่ซุนให้ออกมาอีกทางเพื่อมาสบทบกับพี่หญิงของพวกนางนั้น… ลำพังแค่ต้องพาเด็กอย่างพวกนางหนีตามขบวนอพยพที่เต็มไปด้วยชาวบ้านที่ไม่รู้ว่าจะรักหรือเกลียดพวกนางก็นับว่าลำบากมากแล้ว ไหนจะยังต้องพาพวกนางหลบหลีกพวกทหารต้าซีและลู่ซุนที่คอยตามล่าอีก
“อย่าร้อง น้องพี่อย่าร้อง พี่อยู่ตรงนี้แล้ว พวกเ้าไม่ต้องกลัว เข้ามาก่อนเข้ามาในจวนก่อน ประเดี๋ยวจะมีใครมาเห็นเข้า…” เอวี่ยกุ้ยถิงเอ่ยพลางมองไปรอบกายอย่างหวาดระแวง
เด็กหญิงทั้งสามพากันเดินเข้าไปในจวนด้วยความทุลักทุเล จะว่าไปสถานะของเอวี่ยกุ่ยถิงเองในเจียงซูก็ยังไม่มั่นคงนัก ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไรแม้ว่าลูกท่านเ้าเมืองจะหมั้นหมายนางไว้แล้วแต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีวี่แววจะเรียกนางเข้ายกน้ำชาประกอบพิธีแต่อย่างใด เอวี่ยกุ้ยถิงไม่ใช่เด็กโง่ แม้นางจะไม่รู้เื่การบ้านการเมือง แต่ถึงอย่างนั้นนางก็รับรู้ถึงสายตาและท่าทีของคนรอบข้างที่มองนางเหมือนเป็ตัวประหลาดกาฝากในที่นี้อยู่
ผู้เป็พี่พาน้องสาวทั้งสองเข้าไปนั่งในจวนแยก จัดแจงหาน้ำชาร้อนมาให้กับทั้งสองรวมถึงอาหารที่พอจะจัดหาเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสาวใช้ที่อยู่ในจวนมาให้กับน้องทั้งสองก่อน เื่ของนางเองนางยังไม่มั่นใจในท่าทีของเจียงซูเลย นับประสาอะไรกับเื่ของน้องทั้งสองของนางกัน…
เด็กน้อยผู้หิวโหยทานอาหารด้วยน้ำตา ความยากลำบากที่พวกนางเผชิญมานั้นยากที่จะก้าวไปต่อหรือถ่ายทอดออกมาตอนนี้ สามพี่น้องได้แต่แอบซ่อนตัวอยู่ในตำหนักอย่างเงียบงันก่อนที่เอวี่ยเผิงเผิงผู้ที่น่าจะตั้งสติได้มากกว่าคนอื่นได้เอ่ยออกมาก่อนกับเื่ที่พวกนางไปเผชิญมาเมื่อยามหลังจากที่โลหยางตกอยู่ใต้เบี้ยล่างของต้าซี
ั้แ่เื่ที่พวกนางอยู่กินที่ต้าซีไปจนถึงเื่แผนการของท่านพ่อที่ล้มลงเพราะนางปิศาจนั้นดันรู้ภาษาของชาวมองโกล ไปจนถึงเื่ที่พวกนางได้รับการช่วยเหลือจากพระสวามีลับ ๆ ของหนวี่หวงตี้ที่ช่วยพวกนางเอาไว้ จนถึงเื่ที่พวกนางหนีมาที่นี่สำเร็จด้วยความช่วยเหลือของท่านชุ่ยที่เสียสะชีวิตของตัวเองเพื่อให้พวกนางหนีมาสำเร็จอีก เล่าไปก็น้ำตาไหลไปเพราะหลายครั้งที่พวกนางรับรู้ว่ามีคนเสียสละให้พวกนาง แต่ครั้งนี้เป็ครั้งแรกที่พวกนางเพิ่งเห็นคนตายต่อหน้าต่อตา
ภาพร่างของท่านชุ่ยที่ร่วงลงกับพื้นของแผ่นดินลู่ซุนด้วยด้วยฝีมือของทหารต้าซีต่อหน้าต่อตาทำให้พวกนางยังคงใอยู่ไม่น้อย…
“ช่างโหดร้ายเหลือเกิน” เอวี่ยกุ้ยถิงพึมพำออกมาด้วยความไม่อยากเชื่อ
“ช่างโหดร้ายเสียจริงด้วย ที่เ้าไม่คิดแม้แต่จะแจ้งข้าว่ามีคนลอบเข้ามาในจวน”
“สารจากต้าซี”
ใน่เวลาที่ิ่เหม่เช่นนี้คำว่าต้าซีนั้นฟังราวกับเป็คำต้องห้ามของใครก็ตามที่มีหน้าที่ปกครองแผ่นดิน รวมถึงใครก็ตามที่ต้องรับรู้เื่ราวนี้ด้วย เชื่อเถอะว่าคนสักครึ่งหอหนังสือได้ที่ไม่อยากอยู่รับรู้เื่นี้ อำนาจยามปกครองมันก็ดีอยู่หรอก แต่พอเวลาเผชิญปัญหานั่นมันอีกเื่นึง…
…ในยามลิ้มรสอาหารอร่อยลิ้นใคร ๆ ก็ต่างมาร่วมกันลิ้มรส หากแต่เมื่อเป็ยาพิษนั้น…
กว่าครึ่งในหอหนังสือยามนี้เงียบลง แม้กระทั่งคนที่เพิ่งจะปากดีบอกว่าเจียงซูควรจะแข็งข้อกับต้าซีก็ตาม โดยลึก ๆ แล้วเหล่าบัณฑิตย่อมรู้ดีว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควร ความอาจหาญ คุณธรรมและความซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินใหญ่อำนาจเดิมนั้นไม่อาจจะบดบังความหวาดกลัวในจิตใจของอำนาจใหม่ได้หมด
อำนาจนั้นเหมือนคลื่นในทะเลเมื่อลูกเก่าลูกใหม่ก็มา แม้ในตอนแรกเฉียนฉินจะดูเหมือนหินผาใหญ่แต่ตอนนี้พวกเขาเองก็ไม่แน่ใจเช่นกัน เพราะหากจะเปรียบเฉียนฉินเป็หินผาดังเดิม คลื่นแรงอย่างต้าซีที่เพียรกระแทกหินผาก็ช่างรุนแรงเหลือเกิน…
เพราะแท้จริงแล้วทุกคนในที่นี้ก็คือบัณฑิตผู้ไม่เคยจับดาบจับหอกมาก่อน อาศัยทำงานอักษรภายใต้ร่มบารมีของแผ่นดินใหญ่ขายปัญญาแลกความปลอดภัย มันเป็อย่างนี้ตลอดมาและจะเป็อย่างนี้ตลอดไป ความมั่นคงทุกด้านของแผ่นดินใหญ่ที่รวมห้าเมืองเอาไว้ ทั้งที่ต้าซีเองก็เคยเป็กองกำลังให้แผ่นดินใหญ่เพื่อความอยู่รอดด้านอื่นแท้ ๆ...
เรียน ท่านเ้าเมืองเจียงซู และท่านบัณฑิตผู้ทรงเกียรติ
ใบไม้และดอกไม้เริ่มผลิบานตามฤดูกาลไม่ต่างจากสายลมที่เริ่มเปลี่ยนทิศ หวังว่าพวกท่านทั้งหลายจะสบายดี จากวันสถาปนาที่ต้าซีจนกระทั่งถึงวันนี้ขออภัยที่ข้าไม่ค่อยจะได้ส่งสารมาสอบถามข่าวคราว แต่คงต้องขออนุมานว่าท่านและมิตรสหายชาวเจียงซูคงจะสบายดีและหวังว่าพวกท่านและชาวเมืองเจียงซูจะมีสุขภาพแข็งแรงค้าขายรุ่งเรืองไปจนสิ้นฤดูใบไม้ผลิ ผ้าปักทุกผืนที่นำถวายมาวันนั้นเป็ที่ถูกใจข้าเป็อย่างมาก ทุกผืนถูกนำไปตัดชุดเรียบร้อย เมื่อพบกันอีกครั้งข้าหวังว่าพวกท่านและชาวเจียงซูจะไม่รังเกียจที่ข้าจะสวมใส่ผ้าปักฝีมือชาวเจียงซู
ได้ข่าวมาว่าเมืองเจียงซูนั้นอุดมสมบูรณ์มากจนกระทั่งมีลูกนกต่างสีจากทางเหนือไปอาศัยอยู่ และเมื่อไม่นานมานี้ก็เหมือนจะมีนกเกอจื่อ*(นก)ตัวเล็กแปลกสีสองตัวโผบินจากูเาทางด้านเหนือล่องไปที่จวนกลางเมืองเจียงซูเสียด้วย ถ้าอย่างไรหากท่านได้เห็นนกเ่าั้บ้างก็คงจะดี ทั้งสามตัวเป็นกที่งดงามคู่ควรกับธรรมชาติที่สมบูรณ์ของเมืองเจียงซู แต่น่าเสียดายที่มันดันเป็ที่รักของสหายข้า ในตอนนี้เขาไม่สบายใจเป็อย่างมาก ช่างน่าเศร้ายิ่งนักที่ต้องเห็นมิตรสหายเศร้าโศกโดยช่วยอะไรไม่ได้ หากว่าไม่ลำบากมากนักหากท่านพบเจอนกแปลกสีเ่าั้ก็อยากให้ท่านช่วยต้อนนกกลับมาทางต้าซีให้เสียหน่อยก็จะเป็คุณแก่สหายข้ามาก แต่หากทางเจียงซูไม่สะดวกข้าหยางเยว่ซือเองก็ไม่อาจรบกวน ธุระเพียงเล็กน้อยนี้ข้าจะส่งคนไปรับมาแทนก็ย่อมได้ ขออภัยที่ต้องรบกวนด้วยเื่เล็กน้อยเช่นนี้ หวังว่าท่านจะเข้าใจ
ได้โปรดรักษาสุขภาพจนกว่าจะได้พบกันอีกครั้ง
หยางเยว่ซือ, หนวี่หวงตี้
ถ้อยความในราชสาส์นนั้นอ่อนหวานเรียบง่าย ฟังดูคล้ายจะเป็เื่เบาบางแต่ถึงกระนั้นทุกคนที่ได้เห็นถ้อยความย่อมไม่คิดเช่นนั้น ไม่มีใครบังอาจกล้าคิดว่ามันเป็เื่ของนกสีแปลกทั้งสามตัวหรอก อย่างน้อยเมืองที่เต็มไปด้วยบัณฑิตที่เก่งกาจย่อมไม่คิดเช่นนั้น มือที่ถือราชสาส์นนั้นสั่นขึ้นถนัดตา ถ้อยความในราชสาส์นถูกส่งต่อให้คนทั้งหอหนังสือได้อ่านโดยทั่วกัน
ความเงียบในสุสานบรรพบุรุษอาจจะวังเวงน้อยกว่าหอหนังสือเมืองเจียงซูในยามนี้ นกตัวแรกน่ะก็พอจะรู้อยู่ว่าเป็นกตัวไหน แต่อีกสองตัวอย่างนั้นหรือ... เหล่าบัณฑิตที่อยู่ในหอหนังสือต่างก็หันมองหน้ากันด้วยความตึงเครียด การแบ่งฝ่ายเมื่อครู่ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์อะไรอีกต่อไปในเมื่อต้าซีเข้าประชิดจริง ‘ธุระเพียงเล็กน้อยนี้ข้าจะส่งคนไปรับมาแทนก็ย่อมได้’ ในตอนนี้ทางเลือกที่เหมือนจะใช้ปรัชญาเอาชนะคะคานกันไม่เหลือเวลามากพอจะถกกันอีกต่อไปแล้ว
“ว่าอย่างไรเล่าท่านเก้อ จะตามเฉียนฉินมาช่วยต้อนนกหรือไม่” บัณฑิตไท่เอ่ยขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย
แม้ว่าเขาจะสาแก่ใจที่ได้ตอกกลับ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครจะสบายใจในยามนี้ได้ สาส์นนั้นของหยางเยว่ซือไม่ต่างอะไรกับสาส์นข่มขู่เลยสักนิด ‘เราเคยเป็มิตรที่ดีต่อกันมาก่อน ตอนนี้เจียงซูกำลังรับคนที่ข้า้าไว้ในการดูแล จะส่งคืนมาตอนนี้หรือว่าจะรอให้เกิดปัญหาแล้วให้คนของข้าเข้าไปรับเอง’ นั่นคือข้อความที่แท้จริงของสาส์น การที่นางใช้คำอ้อมนั้นก็ต้องนับเป็ความเหนือชั้นอย่างหนึ่งของนางด้วย มันคือการแสดงออกว่านางหาได้ด้อยปัญญาไปกว่าบัณฑิตอย่างพวกเขาไม่…
แม้จะบอกว่าทางเลือกที่ดีที่สุดคือการส่งคนกลับไปหาหนวี่หวงตี้ แต่ถึงอย่างนั้นความท้าทายของหนวี่หวงตี้ที่ส่งมาตามสาส์นนั้นก็ทำให้คนที่อยากให้เจียงซูสงบเริ่มรู้สึกอย่างจะเอาชนะคะคานขึ้นมาเช่นกัน แต่ในทางกลับกันคนที่เสียงแข็งในตอนแรกนั้นเมื่อมาเจอว่าอาจจะต้องเข้าาจริงกลับเริ่มขลาดเขลาขึ้นมาทันที…
“ต้าซีไม่ได้กล่าวถึงสิ่งอื่นนอกจากนกเท่านั้น...” ชายผู้หนึ่งพึมพำออกมา ไม่ต้องบอกก็รู้ได้ว่าเขาเลือกจะส่งนกแปลกสีกลับไปแน่
“แต่หากเราทำตามคำสั่งต้าซี ก็ไม่แน่ว่านางจะปล่อยเจียงซู...”
“ปล่อยเจียงซู ไฉนจึงพูดจาน่าสมเพชเยี่ยงนั้นมันควรจะเป็เจียงซูที่มีข้อต่อรองกับต้าซี” บางเสียงก็ยังคงพยายามที่จะแข็งกร้าวอยู่อย่างนั้น
“ข้อต่อรองกับต้าซี...” บัณฑิตไท่เอ่ย “ต่อรองอย่างไร ต่อรองว่าจะส่งนางนกพวกนั้นวันไหนอย่างนั้นหรือ”
“ย่อมไม่เป็เช่นนั้น หากเรายื่นสารไปที่เฉียนฉินเล่าว่าต้าซีตั้งใจรุกรานเรา”
“อย่าพูดจาเช่นนั้นเลย ในตอนนี้ต้าซีหาได้สนใจจะเจียงซูไม่ขอเพียงแค่เราส่งตัวพวกนางไป ในตอนนี้ต้าซีสนใจเพียงแค่เอาชนะโลหยางให้เด็ดขาดเท่านั้น”
“ข้าเห็นด้วย ท่านเหยากล่าวไม่ผิดต้าซีไม่ได้้าเจียงซู เราอย่าได้เอาชาวเจียงซูไปเสี่ยงเลย”
“แต่เรารับแม่นางเอวี่ยมาแล้ว การส่งนางกลับไปก็ไม่ต่างกับส่งนางไปตาย”
“เท่าที่รู้มาเอวี่ยผิงเกี๋ยก็ยังไม่ตาย...” อีกคนหนึ่งกล่าวขึ้น
“ไม่มีประโยชน์อะไรที่เหนือหัวแห่งต้าซีจะเก็บเอวี่ยผิงเกี๋ยไว้ นอกเสียจากนางจะเก็บไว้เพื่อรอสังหารธิดาของเขาต่อหน้า...”
“พระนางคงไม่อำมหิตเยี่ยงนั้น...”
“นางกำลังฆ่าล้างชนเผ่าในโลหยาง เผื่อว่าท่านจะไม่ทันสังเกต”
“นางหาได้ทำเช่นนั้นไม่...” อีกเสียงทุ่มเถียงขึ้น “ข้าแค่้าให้เจียงซูปลอดภัย”
“ถ้าเช่นนั้นเราควรแจ้งให้เฉียนฉินทราบ”
“ทราบว่าอะไร ทราบว่าเรากำลังกลัวถ้อยความที่ให้ต้อนนกกลับต้าซีเยี่ยงนั้นหรือ น่าสมเพชเสียยิ่งกว่าเสียเมือง”
“ข้ายอมดูน่าสมเพชหากว่าเราจะไม่เสียสัจจะต่อเฉียนฉิน”
“แล้วหากเฉียนฉินเสียสัจจะกับเราก่อนเล่า...”
สำหรับเ้าเมืองเจียงซูแล้วตอนนี้การทุ่มเถียงพวกนี้ไม่ใช่เื่ที่เขากังวลเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะความเห็นของท่านเก้อ หรือท่านไท่ก็ไม่สำคัญ สายตาของเขาจดจ้องไปที่คำเดียวที่อยู่บนหน้าราชสาส์น มันเป็คำเดียวที่เขาไม่อาจจะละสายตาหรือมองผ่านได้เลยั้แ่เห็นสาส์นฉบับนี้
มีนกเกอจื่อตัวเล็กแปลกสีสองตัวโผบินจากูเาทางด้านเหนือล่องไปที่จวนกลางเมืองเจียงซู
พวกเขาอยู่จวนแทบจะตลอด ชาวโลหยางเพียงหนึ่งเดียวที่อยู่ที่นี่ก็คือเอวี่ยกุ้ยถิง ใครคือนกอีกสองตัว ธิดาของเอวี่ยผิงเกี๋ยอย่างนั้นหรือ แต่เขาก็ยังไม่เคยเห็นธิดาอีกสองคนของเอวี่ยผิงเกี๋ยเลยสักครั้ง แล้วเหตุใดเนื้อความจึงเป็เช่นนี้ จะว่าคิดไปเองก็คงไม่ใช่เพราะเื่ธิดาคนโตของเอวี่ยผิงเกี๋ยก็ดูเหมือนว่านางจะรู้มันดีทีเดียว หรือว่าจะมีอีกสองคนนั้นมาที่จวนของเขาจริง…
...แล้วเหนือหัวแห่งต้าซีรู้ความเคลื่อนไหวในจวนของเขาได้อย่างไร…