จางเจี้ยนถือโคมเดินเยื้องอยู่ด้านหน้าผู้เป็นายอย่างอารมณ์ดี ในที่สุดเ้านายก็ยอมกลับไปนอนที่เรือนในเสียที สมแล้วที่คุณชายเกาเคี่ยวเข็ญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ในที่สุดองค์ชายก็คิดได้
ยามที่ทั้งคู่เดินมาถึงเรือนชั้นใน ก็เป็เวลาที่ทางห้องครัวยกอาหารเย็นมาถึงพอดี จางเจี้ยนจึงหันมาเอ่ยกับผู้เป็นายยิ้ม ๆ
“เห็นหรือไม่ขอรับ หากมาเวลานี้ หวงจื่อเฟยกำลังจะเสวยพอดี ท่านก็ถือโอกาสเสวยพร้อมหวงจื่อเฟยได้ด้วย”
จูเกาเซวียนเชิดปลายคางไปทางประตู จางเจี้ยนพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะหันไปประกาศ “หวงจื่อเสด็จ”
ผ่านไปครู่ใหญ่ ก็ยังไม่มีใครออกมาเปิดประตู จางเจี้ยนหันมายิ้มแหย “สงสัยบ่าวพูดเบาไป”
จากนั้นก็หันไปประกาศอีกรอบด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิม “หวงจื่อเสด็จ !”
ครู่ต่อมาประตูก็เปิดออก หม่าหมัวมัวยิ้มเจื่อน นางยอบกายเคารพ พูดจาอึกอัก “หวงจื่อเฟยบอกว่า วันนี้... ไม่รับแขกเพคะ”
พอพูดจบนางก็พรูลมหายใจออก ราวกับว่าประโยคนี้ ต้องใช้ความกล้าทั้งชีวิตจึงพูดมันออกมาได้
จูเกาเซวียนเลิกคิ้ว กวาดสายตามองเข้าไปภายในห้อง พบว่าหวงจื่อเฟยกำลังนั่งดื่มน้ำแกงทีละคำ ๆ ไม่หันมามองเขาแม้แต่น้อย
ชายหนุ่มก้าวผ่านหม่าหมัวมัว เดินเข้าไปในห้องโดยไม่รอผู้ใดอนุญาต
เขาทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ นางแล้วถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ดื่มอะไรหรือ ?”
ซูอันหนิงวางชามน้ำแกงลงเสียงดังปัง ก่อนจะยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับริมฝีปาก หันมาคลี่ยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา “น้ำแกงแก้ช้ำในเพคะ”
รอยยิ้มที่แต้มริมฝีปากของจูเกาเซวียนเลือนหายไป สายตาของเขาตกลงบนรอยช้ำที่ข้อมือข้างหนึ่งของนาง รอยเขียวที่เห็นร่องนิ้วชัดเจนนั้นเสียดแทงั์ตาเหลือเกิน
ลมหายใจของเขาสะดุดวูบ พูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ตอนแรกเขาคิดเพียงว่า ขอแค่ตนเองกลับมาที่เรือนชั้นใน แสดงท่าทีสนิทสนมเอาใจนาง ความขุ่นข้องใจใด ๆ ของนางก็คงจะเบาบางลงไปเอง
สิ่งที่ไม่คาดคิดคือ เขาทำให้นางเจ็บระบมถึงเพียงนี้
จูเกาเซวียนหันไปสั่งจางเจี้ยนที่รออยู่นอกห้อง “จางเจี้ยน รีบไปหยิบยาทาแก้ฟกช้ำมา”
“ขอรับ!”
ซูอันหนิงยิ้มแบบที่นางเรียกว่า ‘ยิ้มตามมารยาท’ พลางถามว่า “ท่านมาหาข้า คงมีวาจาจะกล่าวกระมัง”
ชายหนุ่มพยักหน้าเบา ๆ ยื่นมือออกไปดึงแขนข้างที่าเ็ของนางมาดูอย่างเป็ธรรมชาติ เขาไม่ต้องเสแสร้งแม้แต่น้อย เพราะยามนี้แววตาของเขาเจือความรู้สึกผิดอยู่ลึก ๆ
“ข้าทำหวงจื่อเฟยเจ็บอีกแล้ว ในใจเสียใจยิ่งนัก”
ซูอันหนิงกรอกตา ค่อย ๆ ดึงแขนกลับอย่างนุ่มนวล กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น “โบราณกล่าวไว้ว่า มีครั้งที่หนึ่ง ย่อมมีครั้งที่สอง นี่คือครั้งที่สองแล้วกระมัง...”
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว “ความรุนแรงในครอบครัวยอมรับไม่ได้ !”
จูเกาเซวียนตะลึง มองมือที่ว่างเปล่าของตน
เกาเฉินผิงบอกว่า กับสตรีแค่พูดคำหวานสักหน่อย เอาอกเอาใจสักนิด เดี๋ยวก็ยอมโอนอ่อนตามแล้วไม่ใช่หรือ ?
เช่นนั้นวาจาไม่ร้อนไม่เย็นของหวงจื่อเฟยตอนนี้ เขาต้องรับมือเช่นไรกัน
คำพูดแทงใจดำที่ทำให้เขาเหมือนกำลังน้ำท่วมปากนี้เล่า จะต้องเกลี้ยกล่อมอย่างไร จะให้เขาพูดว่า ‘ต่อไปข้าจะไม่ทำอีก’ คงไม่ได้กระมัง
วาจาเลื่อนลอยไร้ความจริงใจเช่นนั้นเขาเอ่ยออกมาไม่ได้จริง ๆ
“อืม...มีอะไรอีกหรือไม่ ?” ซูอันหนิงถามขึ้นมาอีก มองสบตาบุรุษหนุ่มรูปงามตรงหน้า
จูเกาเซวียนกระแอบเบา ๆ หันไปพูดเื่ที่ตนเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าก่อนมาแทน
“พรุ่งนี้ข้าจะต้องยกทัพขึ้นเหนือ อาจจะใช้เวลาหลายเดือน หวงจื่อเฟยก็อยู่ที่จวนอย่างสบายใจ หากอยากกลับไปคุยเล่นกับท่านแม่ยายบ้างก็ไป แค่ไม่ค้างที่นั่นก็พอ”
ใบหน้าของซูอันหนิงเรียบนิ่ง แววตาเฉยเมย
“ไม่มีคำอื่นแล้วหรือเพคะ”
ชายหนุ่มชะงัก คล้ายกลับไม่เข้าใจคำถาม
ซูอันหนิงสูดหายใจลึก สองมือวางลงบนโต๊ะแล้วค่อย ๆ ดันตัวลุกขึ้นยืน เดินหายเข้าไปในห้องปีกทางด้านซ้าย
หัวใจของจูเกาเซวียนเต้นสะดุด ในห้องนั้นมีข้าวของส่วนตัวในกองทัพของเขาเก็บไว้บางส่วน แม้จะไม่มีเอกสารสำคัญแต่ใจเขาก็ไม่เคยขาดความระวัง จึงรีบเดินตามหลังนางไปติด ๆ
เมื่อเข้าไปในห้องก็พบว่าทุกอย่างคล้ายยังคงอยู่ในสภาพเดิม
ซูอันหนิงยืนอยู่ข้างโต๊ะหนังสือ กำลังหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาโบกเบา ๆ “ข้าลงชื่อแล้ว ท่านก็ลงชื่อเถอะ แล้วหลังจากนี้เราทั้งสอง ต่างคนต่างเส้นทางไม่ต้องมากันอีก”
ชายหนุ่มขมวดคิ้ว หยิบกระดาษแผ่นนั้นมากาง ค่อย ๆ อ่านมันอย่างช้า ๆ
“นี่คือ...” เขาเงยหน้าขึ้นถาม
เห็นชายาตัวน้อยมองมาตาคว่ำ คำพูดจึงเปลี่ยนไปเล็กน้อย “เส้นเล็กคมน้ำหนักดี แต่ว่า...หวงจื่อเฟยยังเขียนไม่ถูกกระมัง”
เขาพับจดหมายช้า ๆ ยิ้มกล่าวว่า “เอาไว้ข้ากลับจากการปราบปรามชนเผ่า จะสอนหวงจื่อเฟยคัดอักษรเอง ดีหรือไม่ ?”
ซูอันหนิงตาโต ท่าทางเหมือนแมวพองขน เสียงพูดแหลมขึ้นในทันใด “ท่านอย่าทำเฉไฉ ข้าเขียนเหตุผลไว้ในนั้นหมดแล้ว รีบลงชื่อประทับตราเสีย การยินยอมพร้อมใจทั้งสองฝ่ายไม่ทำร้ายผู้ใด เราทั้งสองย่อมแยกทางกันได้ด้วยดี”
คำว่าแยกทางกันด้วยดีทำให้จูเกาเซวียนขมวดคิ้ว แต่ยังแสร้งทำสีหน้าคลางแคลงใจ “หมายความอย่างไร ?”
“หย่ากันอย่างไรเล่า !”
ชายหนุ่มนิ่งค้าง ราวกับไม่เข้าใจสิ่งที่นางพูด
ซูอันหนิงโพล่งออกมาแล้วชะงัก คล้ายเพิ่งนึกได้ว่าเหตุใดคนตรงหน้าถึงได้ไร้ปฏิกิริยาเหลือเกินหลังจากเห็นหนังหย่า นางขมวดคิ้วมองบุรุษตรงหน้าด้วยแววตากังขา
เห็นเขาก้มอ่านอยู่นานสองนานเนื้อหาการขอหย่าไม่กี่บรรทัดควรอ่านจนกระจ่างแจ้งแล้วแท้ ๆ
หรืออักษรจีน[1]ที่นางใช้ คนยุคนี้จะอ่านไม่ออก ?
อักษรจีน...
นางสูดหายใจดังเฮือก ดวงตาเบิกกว้าง ยกมือขึ้นมาปิดริมฝีปากที่อ้าน้อย ๆ ดวงตาเบิกกว้าง เสียงพูดเบาลงหลายส่วน
“ท่านอ่านไม่ออก...สักตัวอักษรจริงหรือ ?”
จูเกาเซวียนเลิกคิ้ว เขาตอบกลับโดยไม่พักคิด “อักษรพิการเช่นนี้ หวงจื่อเฟยอ่านออกด้วยหรือ”
พอพูดออกไปแล้วถึงเพิ่งตระหนัก ทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ
ซูอันหนิงแทบกระอักเืเพราะวาจาทิ่มแทงของเขา นางยืนนิ่งอยู่นานมาก ก่อนจะหมุนตัวเดินโผเผออกจากห้องไป ราวกับิญญาออกจากร่าง
นางเค้นสมองอยู่นาน ปลุกปล้ำอยู่กับพู่กันและปากกาขนนกอยู่นาน กว่าจะเขียนจดหมายหย่าทีมีสำนวนสละสลวยนี้ออกมาได้ เขากลับอ่านไม่ออกสักนิด
หลังซูอันหนิงจากไป จูเกาเซวียนก็ค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจโล่งอก ฝ่ามือที่กำแน่นคลายออก
ยามนี้ถึงเพิ่งมองเห็น ขนหางนกยูงแห่งเกียรติยศของตน ถูกถอนออกมาจากหมวกศึก ลงมานอนจุมหมึกอยู่ในแท่นฝนหมึกเสียแล้ว
บุรุษชายชาตินักรบร่างแข็งเป็หิน ได้แต่ยืนนิ่งมอง ไม่อาจระบายโทสะออกมาได้
หลังจัดการกับขนนกเรียบร้อย จึงคลี่หนังสือหย่าออกอ่านอีกครั้ง
ขนตาหนางอนหลุบลงบดบังประกายลุ่มลึก
หากการขอหย่าจะเป็เพียงฉากหน้า และอักษรพิการนี้คือกลไก
หากทั้งหมดคือหมากซึ่งวางไว้ แล้วรอเวลาให้เขาก้าวพลาดเอง…เช่นนั้น ทันทีที่เขาลงนามประทับตราประจำตัวลงไป มันก็จะกลายเป็หลักฐานเอาผิดเขาถึงตาย !
องค์ชายรองครุ่นคิด ปลายนิ้วหมุนแหวนบนนิ้วหัวแม่มือไม่หยุด สายตาเหลือบไปมองห้องนอนหลักซึ่งดับตะเกียงไปแล้ว
“ออกมา”
เงามืดหลังเสาเรือนขยับ ชายชุดดำก้าวออกมาคุกเข่า “หวงจื่อ”
“เรียกประชุมผู้เชี่ยวชาญด้านหนังสือลับ เดี๋ยวนี้ !”
บุรุษผู้นั้นประสานมือก้มศีรษะแล้วจึงถอยเข้าไปในเงามืด หายไปอย่างไร้สุ้มเสียง
[1] ซูอันหนิงเขียนด้วยอักษรจีนแบบย่อ จำนวนขีดน้อยกว่าอักษรฮั่นตัวเต็ม