บทที่13 เคล็ดวิชาแห่งจักรวาลนกาล บทที่หนึ่ง
เสียงะโก้องของฟานลี่หลินดังสนั่นไปทั่วบึงมรณะร้อยลี้ทันทีที่เฟยหลงโดนกลืนกินเข้าไป พลังญาณที่มิรู้มาจากส่วนใดในร่างกาย พลันถ่าโถมเอ่อล้นออกมาแล้วถ่ายถอดไปยังตัวกระบี่ในมือนางกระบี่ของเฟยหลงเองที่ปักอยู่บนพื้นห่างไปไม่ไกลนางก็คว้ามันมาไว้ในมือ ก่อนใช้กระบี่คู่เข้าตวัดฟาดฟันด้วยโทสะที่พลุ้งพล่านกระบวนกระบี่ที่ปลดปล่อยออกมาแฝงไว้ด้วยพลังโจมตีที่มหาศาล แต่ทุกการฟาดฟันกลับเป็ไปอย่างสะเปะสะปะ
ตูม ตูม ตูม ตูม ตูม ตูม ตูม ตูมมมมมม!!!!!
“ปล่อยมันออกมา”
สภาวะการโจมตีของฟานลี่หลินยิ่งมายิ่งรุนแรงแต่ก็ทำอันตรายได้เพียงเกล็ดด้านนอกของงูั์เท่านั้น ด้านเ้างูทมิฬหมื่นพิษเมื่อมันได้กลืนกินอาหารลงไปสภาวะต่อสู้จะอ่อนโทรมลงตามธรรมชาติ เช่นนี้มันจึงได้พุ่งร่างเลื้อยหลบหนีลงในบึงน้ำมุดหายไปฟานลี่หลินร้องเสียงหลงก่อนพุ่งร่างลงบึงน้ำแล้วตวัดกระบี่คู่ฟาดฟันออกไปหนึ่งครา
ตูมมมมม!!! น้ำในบึงะเิออกเป็ทางยาวคู่หนึ่ง หยดละอองน้ำกระเซ็นซ่านขึ้นกลางอากาศก่อนตกโปรยปรายลงยังผืนน้ำอีกครั้งเสียงของสายน้ำที่ะเิออกเมื่อครู่ก็ได้เงียบลง พร้อมๆ กับงูทมิฬหมื่นพิษที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องลอยฟานลี่หลินทะยานขึ้นจากบึงน้ำก่อนเหินร่างลงบนพื้นฝั่ง นางทิ้งกระบี่ในมือทั้งสองข้างลงแล้วทรุดเข่าลงกับพื้นความรู้สึกตอนนี้ยากจะอธิบายออกมาได้ สุดท้ายนางก็ลุกขึ้นมาแล้วคว้าจับกระบี่สีดำมะเมื่อมที่อยู่บนพื้นนางมองมันคราหนึ่งก่อนพึมพรำอย่างแ่เบา
“กระบี่อาถรรพ์อับโชคเช่นเ้าก็สมควรที่จะถูกฝังอยู่ใต้บึงนี้”
กล่าวจบนางพลันถ่ายทอดพลังญาณลงสู่ตัวกระบี่ก่อนเหวี่ยงกระบี่พุ่งลงไปในบึงน้ำจุดที่งูทมิฬหมื่นพิษหายตัวไป นางหลับตายืนนิ่งชั่วครู่จากนั้นก็ตัดสินใจมุ่งหน้าเพื่อหาทางออกจากบึงต่อไป
ยามสายัณห์ และราตรีได้ผ่านพ้นไปแล้วสองรอบ เป็สัญญาณที่บอกว่าวันเวลาได้ล่วงเลยมาแล้วถึงสองวันนับั้แ่ที่เฟยหลงถูกงูทมิฬหมื่นพิษกลืนกินเข้าไปเื่ที่มันถูกงูั์กินเข้าไปมีเพียงหนึ่งคนที่รู้คือฟานลี่หลิน และเื่ที่ฟานลี่หลินหายตัวไปก็มีเพียงคนในพรรคของนางที่ล่วงรู้แต่ทว่าเื่ของ ฮุ่ยหลง หยางเค่อ ที่ฝ่าด่านขึ้นสู่วิถีแห่งฟ้าได้กลับถูกโจษจันท์ไปทั่วทั้งปฐีการที่ผู้เยาว์อายุยังมิทันจะถึงสามสิบ แต่กลับสามารถฝ่าด่านญาณมาถึงขั้นนี้ได้นับว่าเป็สุดยอดในสุดยอดของสุดยอดเหล่าผู้ฝึกญาณยิ่งนัก เกียรติภูมิของพวกมันในภายภาคหน้าย่อมมิอาจมีใครสามารถเทียบติดได้แล้ว
ปัง!! เสียงทุบโต๊ะอย่างรุนแรงดังขึ้นที่เหลาสุราแห่งหนึ่งที่เขตชายแดนแคว้นเว่ยเสียงดังอย่างกระทันหันนี้ส่งผลให้ผู้คนที่นั่งดื่มกินสุราโต๊ะรอบข้างต่างใและหันหน้ามามองอย่างพร้อมเพรียงที่โต๊ะนั่นนั่งไว้ด้วยบุรุษสามคน พวกมันทั้งสามดูแล้วอายุยังมิเกินสามสิบปีและดูคล้ายมิใช่ผู้คนในแคว้นเว่ยแห่งนี้พวกมันทั้งสามแม้ถูกจ้องมองด้วยสายตาที่หลากหลายก็หาได้ใส่ใจเหลือบแลไม่ พวกมันยังพูดคุยกันอย่างมิสนใจผู้ใดราวกลับมองเห็นผู้คนรอบข้างเป็เพียงมดปลวกฝูงหนึ่ง
“เหอะ เ้าฮุ่ยหลง หยางเค่อ มันนำหน้าข้าไปแล้วก้าวหนึ่งเห็นทีข้าจะมัวแต่เอ้อระเหยมิได้แล้ว”
“นายน้อยมิต้องกังวลไป ข้าเชื่อว่าอย่างไรเสียท่านต้องเหนือล้ำกว่าพวกมันได้ในไม่ช้านี้เป็แน่”
“นั่นย่อมแน่นอน แต่ตอนนี้ข้าจะอยู่เฉยๆไม่ได้แล้ว เห็นที่ข้าต้องไปนำของสิ่งนั้นมา”
“นายน้อยท่านอย่าบอกนะว่าจะไปยังที่นั่น....”
“มีเพียงสิ่งนั้นที่จะช่วยข้าให้ฝืนฝ่าด่านนี้ได้อย่างปลอดภัย”
“แต่ท่านประมุขได้สั่งห้ามไว้นะขอรับ”
“ถ้าหากพ่อข้ารู้ พวกเ้าสองคนตาย!!!!!”
“เฮือกกกกก… เื่นี้ท่านประมุขพรรคจะไม่มีทางทราบ”
“ดี พวกเ้าจงอยู่เฝ้าตระเวนสืบข่าวที่นี่ต่อไปข้าต้องรีบไปแล้ว”
“ทราบแล้วขอรับ”
ชายทั้งสามพูดคุยกันได้ซักพักใหญ่ก็ได้ออกจากเหลาสุราไปทันทีที่พวกมันจากไปไกลเสียงซุบซิบของผู้คนในเหลาสุราดังกล่าวจึงค่อยๆ ดังขึ้น
“ดูท่าพวกคนเมื่อกี้จะมิใช่คนของแคว้นเรานะ”
“ถ้าข้าดูไม่ผิดพวกมันต้องเป็ชาวเกาะแห่งแคว้นจ้าวแน่ๆ”
“เ้าพูดได้ถูกต้อง มันมิใช่เพียงชาวเกาะธรรมดาๆเท่านั้น มันยังเป็คนของพรรคเทพธาราด้วย”
“โห เ้าพูดจริงรึ”
“มันพูดไม่ผิด โดยเฉพาะคนที่นั่งอยู่ตรงกลางเมื่อครู่มันคือ หนิงเฉิงป้า บุตรชายคนโตของประมุขพรรคเทพธารา”
“จั๊ก จั๊ก จั๊ก น่าหวาดเสียวน่าหวาดเสียว”
“เ้าหวาดเสียวในเื่ใด”
“ก็เมื่อครู่ข้าเกือบตอแยเื่ราวกับมันน่ะสิ”
ภายใต้ความมืดมิดไร้แสงสว่างกลับมีั์ตาคู่หนึ่งที่ค่อยๆ ลืมขึ้น ั์ตาดวงนี้แฝงไว้ด้วยประกายตาอันเจิดจรัสลึกล้ำหากจะเปรียบก็มิต่างจากแสงของดวงดาราที่สุกสกาวบนท้องฟ้ายามราตรีอันมืดมิด ั์ตาคู่นี้เป็ของเฟยหลงเองชายหนุ่มหลังจากที่ถูกกลืนกินโดยงูทมิฬหมื่นพิษ มันก็ได้พยายามเค้นพลังญาณออกมาต่อต้านสภาพการกัดกร่อนของระบบย่อยอาหารของงูั์นี้ทว่าภายใต้สถานการณ์อันคับขันกลับมีโชควาสนาเกิดขึ้น เมื่อพลังญาณของเฟยหลงที่ออกมาจากเส้นชีพจรลมปราณเทพเ้ากลับมีแรงดึงดูดชนิดหนึ่งช่วยชักนำเอาพลังธรรมชาติที่สั่งสมมานับพันนับหมื่นปีของงูทมิฬหมื่นพิษเข้ามาสู่ร่างแก่นญาณชีพจรฟ้าของชายหนุ่มที่หยุดอยู่นิ่งไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงมานานก็ค่อยๆ มีรอยปริแตกขึ้นบางส่วนระดับด่านพลังญาณก็เพิ่มพูนสูงขึ้นถึงระดับตติญาณ ขั้นปลายโดยที่มันยังมิรู้ตัวแม้แต่น้อยอีกทั้งพลังธรรมชาติที่เป็ศูนย์รวมของพิษนับหมื่นชนิดของงูทมิฬหมื่นพิษก็ถูกรวมรั้งสู่แก่นญาณชีพจรฟ้าของเฟยหลงจนหมดสิ้นเช่นนี้เป็อันว่าต่อไปในภายหน้าหมื่นพิษบนโลกนี้ก็มิอาจกล้ำกลายเฟยหลงได้แล้ว
เฟยหลงทั้งที่อยู่ในสภาพอับอากาศรัดร่นทุกแห่งหนมีแต่เมือกเปียกแฉะและมีกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง แต่คนกลับรู้สึกกระปรี้กระเปร่าทั้งรู้สึกราวกับร่างกายพึ่งก่อกำเนิดขึ้นมาใหม่ก็ปาน เมื่อร่างกายอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์พลังญาณฟื้นฟูเต็มสิบส่วนคนพลันเร่งเร้าพลังญาณปาฏิหาริย์จากแก่นญาณชีพจรฟ้ามาไว้ที่นิ้วชี้ขวามือแสงสีทองอร่ามเปล่งแสงเรืองรองออกมา ก่อนกรีดวาดเป็ทางยาวเบาๆ สายหนึ่ง เสียง ชี่ว์ชี่ว์ ชี่ว์ พร้อมกับกลิ่นเหม็นไหม้ของเนื้อที่ถูกแผดเผา ส่งผลให้สภาพภายในบิดเกร็งสั่นไหวไปมาเป็งูทมิฬหมื่นพิษที่กำลังดิ้นพล่านด้วยความเ็ปอย่างถึงที่สุด ตรง่กลางลำตัวของมันปรากฏมีรอยเส้นตรงสายหนึ่งกำลังเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆเกร็ดสีดำนิลที่เคยแข็งแกร่งดั่งหินผาก็ค่อยๆ ถูกเส้นแสงสีทองนี้ตัดผ่านออกมา ผ่านไปเพียงชั่วอึดใจเดียวเสียงพลั๊วะ!!!! ก็ดังสนั่นขึ้นพร้อมกับเครื่องในสดๆ และมนุษย์ผู้หนึ่งทะลักออกมาสู่ภายนอกซึ่งก็คือเฟยหลงนั่นเองด้านงูทมิฬหมื่นพิษที่ดิ้นพล่านอยู่ครู่ใหญ่สุดท้ายได้ทอดร่างเป็อันจบสิ้นชีวิตลงตรงนี้
เฟยหลงใช้มือค้ำพื้นยันตัวลุกขึ้นยืนก่อนยืดเหยียดแขนบิดร่างกายไปมาเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเขม็ง จากนั้นชายหนุ่มก็มองซ้ายแลขวาสำรวจบริเวณโดยรอบพบว่าสถานที่ที่มันอยู่กลับเป็ถ้ำแห่งหนึ่ง บริเวณขอบถ้ำมีบ่อน้ำที่ใสสะอาดบ่อหนึ่งดำรงอยู่เฟยหลงเห็นเช่นนั้นจึงรีบลงไปล้างตัวจนสะอาดค่อยขึ้นมาจากบ่อน้ำ จากนั้นชายหนุ่มก็ใช้พลังญาณทำให้เนื้อตัวและเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มกลับมาแห้งสนิทก่อนเดินสำรวจถ้ำแห่งนี้อีกครั้งมันเดินสำรวจอยู่หลายรอบแต่ก็หาทางออกจากถ้ำแห่งนี้ไม่พบ ทั้งถ้ำแห่งนี้ก็มิได้มีขนาดที่ใหญ่มากมันจึงมั่นใจว่าตนเองได้ค้นหาอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วทว่าหากเ้างูทมิฬหมื่นพิษมายังที่แห่งนี้ได้เช่นนั้นต้องมีหนทางที่นำมันเข้ามา หลังจากที่หยุดคิดอยู่ชั่วครู่สายตาของมันก็ตกมายังบ่อน้ำที่มันล้างตัวเมื่อครู่อีกครั้ง
“หรือว่าบ่อน้ำนี้คือทางเข้าออกระหว่างถ้ำกลับภายนอก”
ได้คิดเช่นนั้นเฟยหลงจึงเดินมาที่ขอบบ่อก่อนยื่นจิตััรับรู้พลังธรรมชาติจากภายนอกด้วยเส้นชีพจรลมปราณเทพเ้าที่ตอบสนองต่อพลังธรรมชาติเป็พิเศษและเหนือกว่าผู้คนทั่วไปถึงหลายเท่าทำให้เฟยหลงเพียงส่งจิตััไปชั่วครู่ก็สามารถรับรู้พลังธรรมชาติจากภายนอกได้อย่างไม่ยากเย็นหากให้ผู้ที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดในปฐีมาทำเช่นนี้ก็ยังมิอาจที่จะทำได้เช่นมันนับว่าเป็วาสนาของมันยิ่งนักที่มีเส้นชีพจรลมปราณชนิดนี้ เมื่อแน่ใจในเส้นทางที่จะไปแล้วชายหนุ่มพลันเร่งเร้าพลังญาณก่อนสร้างลมปราณหุ้มร่างชั้นหนึ่งคนก็พุ่งทะยานลงในบ่อแล้วดำว่ายลงไปอย่างรวดเร็ว เฟยหลงดำว่ายมาตามทางของถ้ำใต้น้ำได้ครู่ใหญ่ ปรากฏมีทางแยกเบื้องหน้าขึ้นเก้าทางชายหนุ่มทราบอยู่แล้วว่าช่องทางที่เจ็ดนับจากซ้ายมือคือหนทางที่ทอดออกสู่ภายนอก เพราะมันััพลังธรรมชาติจากภายนอกได้จากช่องทางนี้แต่ทันทีที่กำลังจะดำว่ายออกไป ก้อนหยกภายในอกเสื้อที่มันได้มาจากโพรงไม้ใหญ่ต้นนั้นพลันเปล่งแสงเรืองรองขึ้นแสงสีเขียวมรกตทำให้ใต้น้ำบริเวณนั้นเกิดเป็แสงสว่างจนหมดสิ้น จากนั้นแสงสีเขียวเรืองรองที่ขยายเป็วงกว้างก็ค่อยๆหดแคบลงเป็เส้นทางสายหนึ่งทอดไปยังโขดหินเบื้องล่างผนังถ้ำที่ยื่นออกมา เฟยหลงแหวกว่ายไปตามเส้นทางสีเขียวนี้พบว่าแสงนี้ได้ทอดไปยังปากทางสายหนึ่งที่มันมิอาจััได้มาแต่ต้นความสงสัยใคร่รู้ได้ผุดขึ้นมาภายในหัวของชายหนุ่ม เช่นนี้มันจึงตัดสินใจดำว่ายเข้าไปยังทางสายนี้
ดำว่ายได้ครู่หนึ่งเฟยหลงก็โผล่พ้นขึ้นมาจากผิวน้ำจากนั้นชายหนุ่มก็ทะยานร่างขึ้นมาจากบ่อน้ำช่องทางเมื่อครู่ ก้อนหยกสีเขียวจึงหม่นแสงลงกลับมามีลักษณะดังเดิมคนก็เดินสำรวจภายในถ้ำแห่งนี้ เดินตรวจสอบอยู่ครู่ใหญ่มันก็ยังไม่พบสิ่งพิสดารอันใดอีกทั้งถ้ำแห่งนี้ก็มีขนาดที่แคบยิ่ง เพียงยืนมองก็สามารถสำรวจได้ทุกซอกทุกมุมแล้วชายหนุ่มรู้สึกผิดหวังเล็กๆ ก่อนหมุนตัวเตรียมะโลงบ่อน้ำดำว่ายออกไป ทว่าเท้าซ้ายที่หมุนตัวไปพลันเตะลงบนก้อนหินขนาดเท่ากำปั้นก้อนหนึ่งทันทีที่ก่อนหินเคลื่อนออกจากตำแหน่งเดิมผนังถ้ำที่ขรุขระด้านขวามือกลับสั่นไหว ก่อนค่อยๆเลื่อนออกเผยให้เห็นผนังถ้ำเรียบลื่นคล้ายประตูบานหนึ่ง ผนังถ้ำที่คล้ายประตูนี้มีลักษณะเป็รูปสี่เหลี่ยมขนาดเท่าตัวคนเข้าออกได้ที่ตรงกลางของผนังนี้มีรูขนาดเท่ากำปั้นช่องหนึ่ง เฟยหลงสังเกตุเหตุการณ์และลักษณะที่แปลกประหลาดนี้ก็ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่คนจึงเดินไปหยิบก้อนหินที่ตนเตะออกยัดใส่ลงในช่องตรงกลางผนังถ้ำ แต่รอจนเนิ่นนานก็มิเห็นสิ่งใดเกิดขึ้นมันพยายามบิดหมุนก้อนหินภายในช่องตรงกลางผนังถ้ำ แต่สุดท้ายผลลัพธ์ก็ออกมาเช่นเดิมเฟยหลงจึงนำก้อนหินก้อนนั้นออกมาก่อนวางมันลงที่พื้น ชายหนุ่มยืนกอดอกครุ่นคิดอีกครั้งแต่พอดีมือที่กอดอกอยู่กลับไปััถูกก้อนหยกสีเขียวมรกตในอกเสื้อ เฟยหลงได้คิดขึ้นมาทันทีมันรีบนำหยกก้อนนั้นออกมาจากอกเสื้อก่อนสอดลงไปในช่องเบื้องหน้า ชั่วอึดใจเดียวช่องที่อยู่ตรงกลางผนังถ้ำที่คล้ายประตูช่องนั้นพลันบังเกิดแสงสีเขียวมรกตเจิดจ้าขึ้นแสงสีเขียวขยายตัวไปเรื่อยๆ จนครอบคลุมทั่วผนังเรียบลื่นคล้ายประตูบานนั้น ทันใดแสงสีเขียวพร้อมกับผนังเรียบลื่นตรงหน้าก็พลันะเิกระจายออกเป็เศษละอองชิ้นเล็กชิ้นน้อยปรากฏช่องทางลับสายหนึ่งทอดเข้าไปด้านใน เฟยหลงตัดสินใจก้าวเดินไปเบื้องหน้าอย่างไม่ลังเลเดินไปได้ห้าสิบกว่าก้าวที่เบื้องหน้ากลับมีห้องโถงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นสู่คลองจักษุสายตาของสายหนุ่มห้องโถงนี้มีผนังที่ราบเรียบราวหินขัดอย่างดี แต่ภายในห้องนี้กลับว่างเปล่าโล่งเตียนไม่มีสิ่งใดให้ตื่นตาตื่นใจแม้แต่น้อยเฟยหลงพยายามหาสิ่งของ หรือวัตถุที่อาจเปิดช่องทางลับได้อย่างเมื่อครู่ แต่ก็ไม่พบสิ่งใดแม้แต่น้อยชายหนุ่มจึงลองใช้จิตััพลังธรรมชาติในห้องโถงแห่งนี้ สุดท้ายก็มิอาจััพบสิ่งใด
“เฮ้อ อุตส่าห์เจอช่องทางลับแท้ๆกลับไม่มีสิ่งใดให้ค้นพบ ข้าอยากรู้นักช่องทางเช่นนี้ใครกันที่นึกสนุกมาสร้างไว้”
ขณะที่ชายหนุ่มกำลังพึมพรำกับตนเองอย่างแ่เบาที่รอบๆ กายพลันปรากฏแสงสีเขียวคล้ายดั่งฝูงหิ่งห้อยล่องลอยเข้ามาจากปากทางเข้าจนเต็มห้องโถงพอเฟยหลงสังเกตมองอย่างถี่ถ้วนพบว่าแสงเหล่านี้กลับไม่ใช่แสงของหิ่งห้อย นี่กลับเป็สะเก็ดะเิจากก้อนหยกและผนังถ้ำสีเขียวก่อนหน้าเฟยหลงจ้องมองปรากฏการณ์อันพิสดารนี้อย่างไม่วางตา ละอองแสงสีเขียวเหล่านี้ก็ได้ล่องไปยังผนังถ้ำด้านหน้าของเฟยหลงจากนั้นได้ก่อตัวขึ้นเป็ตัวอักษรอย่างช้าๆ
เฟยหลงยืนแน่นิ่งจ้องเขม็งไปยังกลุ่มตัวอักษรที่กำลังเรียงรายเป็ประโยคั้แ่ประโยคแรกถึงประโยคสุดท้ายคนเหม่อลอยนิ่งจ้องอยู่เนิ่นนานทุกตัวอักษรทุกประโยคกลับถูกมันจดจำได้จนหมดสิ้น ไม่ตกหล่นแม้เพียงคำเดียวปากของชายหนุ่มก็ขยับท่องพึมพรำแ่เบาออกมาอย่างมิรู้ตัว
“เคล็ดวิชาแห่งจักรวาลนกาล บทที่หนึ่งดาราเคลื่อนคล้อย”
“………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………….”
เฟยหลงท่องพึมพรำแ่เบาจนจบประโยคคนค่อยรู้สึกตัวทันทีที่ชายหนุ่มรู้สึกตัว กลุ่มประโยคที่เบื้องหน้าพลันสลายหายไปสิ้น ไม่เหลือล่องลอยใดๆไว้อีกแล้ว
“นี่มันสุดยอดเคล็ดวิชาอะไรกันช่างเป็เคล็ดวิชาที่ทำความเข้าใจได้ยากเป็อย่างยิ่ง ยากกว่าพยุหะหมื่นกระบี่ทลาย์หลายร้อยเท่าตัวเสียอีกและจากประโยคสุดท้ายบอกว่าเคล็ดวิชานี้มีทั้งหมดเก้าบท ต้องรวบรวมให้ครบถึงจะสามารถฝึกได้สำเร็จเช่นนั้นอีกแปดบทที่เหลือเราจะหาได้จากที่ใดกัน”
…………………………………………………….………….ooooooooooo………………………………………………………..…
#ประตูวิถีแห่งเซียนบานที่หนึ่งได้ปรากฏขึ้นแล้ว
#โปรดติดตามตอนต่อไป