“ให้ตายสิ หลังจากพาไปที่ถ้ำนั้นคงต้องปล่อยให้เฟิงเทียนกับแม่ของเขาฝึกเองสักระยะ แล้วเราค่อยดูความก้าวหน้าวันละครั้งดีกว่า เวลายังเหลือ ต้องไปเตรียมห้องฝึกให้ 2 แม่ลูกนั่นซะหน่อย” ไป่ฉีใช้ร่างจิตไปยังถ้ำที่เขาปลูกสมุนไพรเอาไว้
“สมุนไพรบางส่วนเก็บได้แล้วสินะ” ไป่ฉีทำการเก็บสมุนไพรที่ใช้ได้แล้วบางส่วน ก่อนจะทำการปรุงยาเตรียมไว้ให้กับเฟินเทียน เสร็จแล้วเขาก็ใช้พลังปราณสร้างห้องขึ้นมาอีกห้องหนึ่ง ภายในลงอาคมเอาไว้เพื่อให้ห้องนี้เป็นแหล่งรวมตัวกันของพลังปราณธรรมชาติที่บริสุทธิ์ นับเป็นห้องที่เหมาะแก่การปลูกสมุนไพรและฝึกฝนอย่างมาก
ไป่ฉีทำการลงอาคมที่ประตูเพื่อไม่ให้เฟิงเทียนเปิดมาเจอโถงฝึกกับโรงเพาะสมุนไพรของเขา นอกจากนี้ยังลงอาตมิติ เพื่อเตรียมตัวเชื่อมทางเข้าห้องฝึกนี้จากห้องของเฟิงเทียนด้วย
“ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เสาร์นี้ไม่มีงาน เราเองก็ควรเลื่อนระดับปราณสู่ปราณจักรพรรดิได้แล้ว สังหรณ์เราบอกว่าจะมีคนที่แข็งแกร่งกว่าพวกตำหนักเทพที่เป็นอยู่ในตอนนี้ปรากฎตัวขึ้น” ไป่ฉีคิด เพราะจากที่ดูการฝึกปราณหยินแบบสุดขั้วของปิงโหย่วทำให้นางสำเร็จถึงชั้นราชันย์ทรราชได้ เขาควรจะระวังพวกมารยุทธภพทั้งหลายได้แล้ว
ตอนเช้า
ไป่ฉีกลับมาที่ห้องเช่าเพื่อเตรียมอาหารให้พ่อกับแม่ เสร็จแล้วจึงไปอาบน้ำ แต่งตัวเตรียมจะไปโรงเรียน
แต่ยังไม่ทันที่ไป่ฉีจะจับลูกบิดประตู เขาก็รีบถอยหลบทันที จากนั้นประตูห้องของเขาก็พุ่งกระแทกเข้ากับกำแพงภายในห้อง พ่อกับแม่ของไป่ฉีรีบออกมาดู เพราะกลัวไป่ฉีจะได้รับบาดเจ็บ
“มาอยู่ที่สกปรกแบบนี้มันมีความสุขนักรึไง” ชายชรายืนอยู่หน้าประตู แน่นอนว่าคนที่พังประตูก็คือชายชราคนนี้
“คุณพ่อ มาได้ยังไงครับ ปกติบอกว่าเป็นตายยังไงก็ไม่ยอมออกมาจากป่าอาภรรพ์นี่” ไป่ชิงหยุนกล่าว ไป่ฉีหันขวับไปมองพ่อของเขา สลับกับชายชรา
“นี่คงเป็นหลานฉันสินะ แกเลี้ยงได้ดีเลยนี่ ดูจากมัดกล้ามเนื้อ แกฝึกร่างกายให้ลูกได้ดีทีเดียว” ชายชรามองมาที่ไป่ฉีก่อนจะกล่าวขึ้น
ไป่ฉีเองก็พบว่าชายชราที่เป็นปู่ของเขาคนนี้เป็นผู้ฝึกยุทธระดับจักรพรรดิ พลังปราณที่แผ่ออกมาน่าจะพอ ๆ กับพวกประมุขตำหนักเทพเลยทีเดียว
“เปล่าครับ ไป่ฉีออกไปรับจ้างทำงานเพื่อช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้าน ก็เลย......” ไป่ชิงหยุนยังกล่าวไม่จบชายชราก็ตะคอกกลับ
“แกให้หลานฉันต้องลำบากเหรอ ไหนว่าจะเลี้ยงดูให้ดีในฐานะทายาทที่จะขึ้นเป็นผู้นำตระกูลไป่คนต่อไปไง แล้วนี่มันอะไรกัน” ปู่ของไป่ฉีตวาดใส่ไป่ชิงหยุน
“ใจเย็นก่อนครับปู่ ตอนนี้ผมมีงานทำ มีเงินพอจะเลี้ยงดูพ่อกับแม่แล้ว อีกเดือนนึงพวกเราจะย้ายไปที่เมืองหลวง ที่นั่นผมซื้อบ้านเอาไว้หลังหนึ่ง ปู่จะมาอยู่ด้วยกันไหมครับ” ไป่ฉีถาม
“งานอะไร ทำไมถึงมีเงินมากขนาดนั้น” ปู่ของไป่ฉีถาม
“เป็นนักแสดงครับ” ไป่ฉีตอบ
“เต้นกิน รำกินแบบนั้นเนี่ยนะได้เงินเยอะ น่าละอายจริง ๆ” ปู่ของไป่ฉีคว้าเข้าที่ข้อมือของเขา
“ปู่จะทำอะไรครับ” ไป่ฉีถาม
“กลับไปที่ป่าอาภรรพ์ ฉันจะไม่ยอมให้แกอยู่กับพ่อแม่ที่ไม่ได้เรื่องแบบนี้” ปู่ของไป่ฉีกล่าว
“แต่ผมต้องไปโรงเรียน อีกอย่างพ่อกับแม่ก็ลำบากมากว่า 15 ปี โดยที่ปู่ไม่เคยแม้แต่จะเข้ามาช่วยเหลือด้านปากท้องหรือการเงินเลยแม้แต่น้อย แล้วอยู่ ๆ จะมาว่าพ่อกับแม่แบบนี้ได้ยังไง” ไป่ฉีเริ่มฉุนนิด ๆ
“จะเรียนทำไม ดูแลตระกูลไป่ไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้อะไรมากมาย แค่ฝึกตนให้แข็งแกร่งก็พอแล้ว” ปู่ของไป่ฉีกล่าว ขณะที่พ่อกับแม่ของไป่ฉีก็พยายามจะเข้ามาแกะมือของปู่ออก แต่ก็ถูกซัดด้วยปราณเบา ๆ จนล้มหงายท้องไปนอนกองที่พื้น
“อ่อนแอยิ่งนักนี่แหละผลของการออกจากตระกูล ไปกันได้แล้ว” ปู่ของไป่ฉีหันหลังเตรียมจะเดินออกจากห้อง แต่เขาพบว่าเขาไม่สามารถดึงไป่ฉีให้ขยับไปได้แม้แต่ก้าวเดียว
“ผมไม่ไป” ไป่ฉีพูดเสียงต่ำ ครอบครัวที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็มีความสุขอยู่แล้ว แถมความฝันของเจ้าของร่างเดิมเองก็ยังเพิ่งเริ่มขึ้นเท่านั้น
ปู่ของไป่ฉีพยายามดึงให้แรงขึ้นแต่ก็ไม่เป็นผล (ยังไม่ได้ใช้ปราณเพราะคิดว่าไป่ฉีเป็นคนธรรมดา) ไป่ฉียังคงยืนแบบสบาย ๆ อยู่
'ทำไมถึงไม่ขยับเลยล่ะ' ปู่ของไป่ฉีคิดในใจ
“อย่ามาทำลายความสุขของผมกับพ่อแม่จะได้ไหม” พูดจบไป่ฉีก็ปลอดปล่อยจิตสังหารที่รุนแรงออกมา โดยผู้ที่ตกเป็นเป้าคือปู่ของเขา
ทันทีที่โดนจิตสังหารพุ่งเข้าปะทะ ปู่ของไป่ฉีก็ได้เห็นเงาของพยัคฆ์ตัวใหญ่ ดวงตาวาวโรจสีเหลืองกำลังจับจ้องตน แผ่กลิ่นอายคุกคามที่รุนแรงออกมาร่วมกับจิตสังหาร ชายชราถึงกับปล่อยมือแล้วหงายหลังก้นกระแทกพื้น
“ทำไมกัน ทำไมแกถึงมีจิตสังหารที่รุนแรงขนาดนี้” ปู่ของไป่ฉีพูดขึ้น
“จิตสังหารเหรอ ผมไม่เห็นรู้สึกเลย ไป่ฉีเป็นเด็กดี ไม่เคยฆ่าใครมาก่อน จะมีจิตสังหารได้ยังไง” ไป่ชิงหยุนกล่าว
“เป็นไปไม่ได้ ฉันสัมผัสได้ กลิ่นอายที่ส่งผ่านมานั้นรุนแรงอย่างมาก ขอทดสอบหน่อยแล้วกัน” ปู่ของไป่ฉีดีดตัวขึ้น แล้วพุ่งเข้าใส่ไป่ฉี ส่วนไป่ฉีนั้นตั้งท่าเตรียพร้อมในชั่วพริบตา
ทันทีที่หมัดของชายชราสัมผัสกับฝ่ามือของไป่ฉี เขาใช้กระบวนท่าเบี่ยงการโจมตีให้ผ่านเขาไป ก่อนจะใช้นิ้วของเขากระแทกเข้าที่จุดส่งพลังปราณของชายชราที่แขนซ้าย 3 จุดอย่างรวดเร็ว
“อั๊ก อะไรกัน” ปู่ของไป่ฉีมองแขนซ้ายที่ห้อยไม่สามารถขยับได้ นี่เขาโดนอะไรเข้าไปกัน
“ถ้ายังจะเข้ามาอีก ผมจะทำมากกว่านี้อีกนะครับ” ไป่ฉีกล่าว ขณะที่พ่อกับแม่ของไป่ฉีนั้นต่างอ้าปากค้างแล้วคิดว่าลูกชายของตัวเองเป็นแค่เด็กธรรมดา ทำไมถึงสามารถเล่นงานปู่ของตัวเองได้ ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยฝึกพลังปราณมาก่อน ปู่ของไป่ฉีมองมาที่หลานของตน ทำหน้าเหมือนคิดบางอย่าง ก่อนจะถอนหายใจออกมา
“เอาล่ะ ปู่จะยอมถอยไปก่อน แต่ปิดเทอมนี้หลานต้องไปที่ป่าอาถรรพ์ เพื่อทำความรู้จักกับผู้อาวุโสในตระกูล ตอนนี้สถานะการณ์ภายในกำลังมีการแย่งชิงอำนาจกันอยู่ เพราะเหล่าผู้อาวุโสต่างก็อยากให้ลูกหลานของตนขึ้นรับตำแหน่งผู้นำรุ่นต่อไปของตระกูล ปู่จึงได้บอกว่าจะไปพาหลานกลับมาก่อน เพื่อให้หลานได้พิสูจน์ตัวเอง หากหลานไม่มีความสามารถ ปู่ก็จะให้คนอื่นขึ้นรับตำแหน่งแทน” ปู่ของไป่ฉีอธิบายสาเหตุที่เขาต้องพาไป่ฉีกลับไปยังตระกูลให้ฟัง
“ได้ครับ ช่วงปิดเทอมผมจะไปแน่นอน บอกพวกตาแก่จอมโลภพวกนั้นให้ล้างคอรอดาบได้เลย” ไป่ฉีพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“อย่าได้ประมาทไป ผู้อาวุโสในตระกูลไป่แต่ละคนล้วนบรรลุปราณขั้นจักรพรรดิกันหมดแล้ว หลานยังเป็นแค่คนธรรมดาจะไปสู้พวกเขาได้ยังไง” ปู่ของไป่ฉีกล่าว
“ปราณเหรอครับ” ไป่ฉีแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับพลังปราณ
“โอ๊ย คนแก่ปวดหัว ไอ้ลูกจอมเหลาะแหละ อธิบายให้หลานฉันฟังเรื่องพลังปราณด้วย ฉันจะกลับตระกูลไปก่อน นี่ไม่อยู่ 2-3 วัน คงตีกันจนข้าวของพังไปหลายชิ้นแล้วมั้ง ไปล่ะ” ปู่ของไป่ฉีกล่าวก่อนจะเดินออกจากห้องไป และเหาะขึ้นสู่ท้องฟ้า
“พ่อกับแม่ หาช่างมาซ่อมประตูด้วยนะครับ เก็บใบเสร็จเอาไว้ด้วย ดูเหมือนผมจะต้องไปเก็บค่าเสียหายที่พังประตูห้องเช่าของเรา ตอนนี้ผมขอตัวไปโรงเรียนก่อน” ไป่ฉีกล่าวจบก็เดินออกจากห้องเช่าไป
ระหว่างนั่งรถไปโรงเรียน ไป่ฉีกำลังคิดอยู่ว่าทำไมข้อมูลเกี่ยวกับตระกูลไป่ถึงไม่มีในสมาคมการค้าตะวันจันทรา สงสัยว่าเย็นนี้คงต้องขอฟังจากปากพ่อของเขาซะแล้ว เพราะที่ผ่านมาเขาไม่เคยคิดที่จะอ่านความทรงจำพ่อกับแม่ของเจ้าของร่างมาก่อนเลย
“นายเป็นอะไรรึเปล่า วันนี้ไม่ชวนฉันคุยเลย” เมิ่งชิงชิงถาม เพราะปกติเวลานั่งรถไป่ฉีจะชวนเธอคุยบ้าง ไม่ก็หยอดจีบเธอบ้าง มันกลายเป็นสิ่งที่เธอขาดไม่ได้ไปแล้ว
“คิดเรื่องงานน่ะ ช่วงนี้ผมกำลังวางแผนงานอะไรหลายอย่าง ขอบคุณที่เป็นห่วงนะครับ” ไป่ฉียิ้ม
“อือ ผ่อนคลายบ้างล่ะ” เมิ่งชิงชิงกล่าวเตือน
หลังเลิกเรียน
เมิ่งชิงชิงก็มารับไป่ฉีไปที่ศูนย์ฝึกอบรมของ LSA วันนี้ไป่ฉีต้องเรียนคลาสดนตรีเป็นครั้งแรก ด้วยความรู้ที่ดึงมาจากเนี่ยฟง ทำให้พอจะสามารถแต่งเพลงสมัยใหม่ได้บ้าง แต่แค่แต่งได้ ไม่ใช่แต่งได้ดี ดังนั้นเขาถึงต้องมาเรียนคลาสนี้ยังไงล่ะ
เมื่อเลิกคลาส ไป่ฉีรีบลงมาหาเมิ่งชิงชิง เขาเร่งให้เธอพาเขากลับบ้าน เพราะมีเรื่องต้องคุยกับพ่อแม่ของเขา
ทันทีที่ถึงบ้าน ไป่ฉีโน้มตัวไปหอมแก้มเมิ่ลชิงชิงอย่างรวดเร็ว แล้วรีบลงจากรถไป ทิ้งให้คนโดนหอมแก้มนั่งหน้าแดงอยู่บนรถสักพักหนึ่งเพื่อตั้งสติตัวเอง ก่อนจะขับรถออกไป
ห้องเช่าของครอบครัวไป่
ไป่ฉีเปิดประตูเข้ามาก็พบพ่อกับแม่ของเขานั่งทำหน้าเครียดอยู่ที่โต๊ะกินข้าว เขาวางกระเป๋าสะพายลง ก่อนจะเดินมานั่งอยู่ข้างหน้าพ่อกับแม่ของเขา
“พร้อมจะฟังรึยังไป่ฉี” ไป่ชิงหยุนถาม
“ครับ” ไป่ฉีตอบ
“แต่เดิมพ่อเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของผู้นำตระกูลไป่ หรือก็คือปู่ของลูก ปู่ของลูกชื่อ ไป่ชิงหยาง เป็นผู้นำตระกูลไป่คนปัจจุบัน ตระกูลของเราประกอบด้วยผู้อาวุโสทั้งหมด 8 คน ตระกูลไป่นั้นปลีกวิเวกตัดขาดจากยุทธภพมากว่า 3 พันปี ตั้งแต่เกิดสงครามแย่งชิงอำนาจเพื่อขึ้นเป็นเจ้ายุทธภพในตอนนั้น ผู้นำตระกูลสมัยนั้นตัดสินใจอพยพตระกูลไปยังป่าอาถรรพ์ หลีกเร้นซ่อนตัว ห่างไกลผู้คน พ่อเองแต่ก่อนก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ แต่เพราะมาแต่งงานกับแม่ของแกที่เป็นคนนอกตระกูล จึงถูกลงโทษโดยกฎของตระกูล คือทำลายตันเถียนก่อนที่จะถูกขับออกจากตระกูลไป่” ไป่ชิงหยุนกล่าว
“อ้อ อย่างงี้นี่เอง แต่ว่าตระกูลไป่มีกฎต้องแต่งงานกันภายในตระกูลเหรอครับ” ไป่ฉีถาม
“ใช่ เมื่ออายุได้ 13 ปี ผู้ใหญ่ที่มีลูกหลานจะทาบทามคู่ครองให้ลูกหลานของตน และแต่งงานตอนอายุได้ 15 ปี แต่เพราะตอนพ่ออายุ 14 ปี พ่อออกไปฝึกวิชาในป่า พบแม่ของแกกำลังวิ่งหนีพวกสัตว์อสูรหมาป่า พ่อจึงเข้าไปช่วย แล้วก็ตกหลุมรักแม่ของแกตั้งแต่แรกเห็น พ่อแอบพาแม่ของแกเข้ามารักษาตัวในตระกูลไป่ โดยให้หลบอยู่แต่ในห้องของพ่อ หลังจากแม่ของแกหายดี พ่อก็พาแม่ของแกไปส่งที่ปากทางเข้าป่า พ่อพยายามจะหักห้ามใจตัวเองเพราะมีคู่หมั้นอยู่แล้ว แต่แม่ของแกก็รักพ่อ ก่อนจากไปแม่ของแกจูบพ่อ หลังจากนั้นพวกเราก็ปล่อยให้อารมณ์พาไปจนเลยเถิด พ่อเสียครั้งแรกไปก็ตอนนั้นแหละ” ไป่ชิงหยุนเมื่อนึกถึงเรื่องตอนนั้น หน้าของเขาก็แดงด้วยความเขินอาย ทางไป่เหลียนฮวาแม่ของไป่ฉีก็เช่นกัน เธอกระซิบว่าเรื่องแบบนี้ไม่ต้องบอกลูกก็ได้
“แล้วพ่อทำยังไงกับคู่หมั้นล่ะครับ” ไป่ฉีถาม
“พ่อให้แม่ของแกรออยู่ที่ชายป่า ก่อนที่จะกลับไปตระกูลและบอกปู่ของแกว่าพ่อจะขอออกจากตระกูลไป่ ปู่ของแกโกรธมาก ลงมือทำลายตันเถียนของพ่อเองกับมือ และขับไล่พ่อออกไปจากตระกูลในวันนั้นเลย หลังจากนั้นพ่อก็มาอาศัยอยู่กับแม่ที่ตอนนั้นยังเป็นนักเรียน สาเหตุที่แม่ของแกไปอยู่ในป่าตอนนั้นเพราะแอบตามคนของตระกูลที่ออกมาซื้อของเข้าไปในป่า แต่คนของตระกูลเคลื่อนที่เร็วมากทำให้แม่ของแกตามไม่ทัน สุดท้ายก็หลงทางอยู่ในป่า แล้วก็ถูกสัตว์สูรหมาป่าโจมตี จังหวะนั้นพ่อก็มาพบพอดี ส่วนตากับยายของแกใจดีมาก พวกท่านรับพ่อไว้เป็นลูกเขย ทั้งยังส่งเสียให้ไปเรียน เพราะพ่อบอกไปตามตรงว่าได้มีอะไรกับแม่ของแกไปแล้ว แต่ชีวิตก็ต้องลำบากอีกครั้ง เพราะตากับยายของแกประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิต พ่อจึงไม่เรียนต่อ และให้แม่ของแกเรียนต่อให้จบ เพียงแต่แม่ของแกก็ตั้งท้องแกขึ้นมาซะก่อน ทำให้ต้องออกจากโรงเรียนมาด้วย ชีวิตหลังจากนั้นพวกเราก็ใช้เงินของตากับยายของแกจนหมด เพราะยังไม่สามารถหางานทำได้เนื่องจากเป็นเพียงแค่เด็กมัธยมต้น แถมตอนแกเกิดมาค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นตามมาด้วย พ่อออกหางานทำเพียงคนเดียว ตอนนั้นแม่ของแกใช้เงินเก็บในบัญชีค่อย ๆ เจียดมาใช้อย่างประหยัด จนพอแกเข้าชั้นมัธยมต้น ปี 1 พ่อกับแม่ถึงปล่อยให้แกไปโรงเรียนเอง” ไป่ชิงหยุนกล่าว ไป่ฉีพยักหน้าให้พ่อเขารู้ว่าเขาเข้าใจ
“อีกคำถามครับ สัตว์อสูรหมาป่านี่มันเหมือนสัตว์ป่าธรรมดาทั่วไปใช่ไหมครับ” ไป่ฉีถาม
“ไม่ใช่ มันเป็นสัตว์อสูร สัตว์อสูรคือสัตว์ที่มีแกนพลังปราณอยู่ในตัว พวกมันแข็งแกร่งผิดกับสัตว์ทั่วไปมากเลยล่ะ ยังไงถ้าไปก็ควรจะรอให้ปู่ออกมารับดีกว่านะ นับว่าโชคดีมากที่พวกมันไม่เคยออกมาจากป่าอาถรรพ์นั่นเลย” ไป่ชิงหยุนตอบ
“ครับ” ไป่ฉีรับคำ
หลังจากพ่อกับแม่ของไป่ฉีเข้านอนแล้ว ไป่ฉีก็ทำแบบเดิม เพื่อให้พ่อกับแม่ของเขาหลับสนิท วันนี้เขาต้องไปยังถ้ำเพื่อฝึกพลังปราณของตัวเองต่อ
ไป่ฉีวาดอาคมในอากาศตรงหน้า ไม่นานอากาศตรงหน้าเกิดการบิดเบี้ยวของมิติ ไป่ฉีเดินเข้าไปยังมิติที่บิดเบี้ยวนั้น ก่อนจะโผล่มายังถ้ำที่เขาเพาะสมุนไพรเอาไว้ เขานั่งลงและใช้วิชาแยกจิตของตนไปหาเฟิงเทียนทันที