อลินตา... หมอผีข้ามภพ

    บทที่ 113

    ทว่ากลุ่มผ้าด้านบน หาใช่ผืนผ้าแต่มันเป็นกลุ่มเส้นด้ายแยกสีกันออกอย่างชัดเจนและสีของเส้นด้ายนั้นมีเพียงสองสี นั่นคือ สีเขียวกับสีน้ำเงินแต่ไล่ระดับจากเขียวอ่อนไปถึงเขียวเข้มจากฟ้าไปถึงน้ำเงิน ซึ่งกลุ่มด้ายนั้นถูกจับรวบมัดขึงเป็นหนึ่งเดียวมองเผินๆ ราวกับผืนผ้าถ้าไม่เค้นสายตาพิศดูดีๆก็มองไม่ออกเลยว่านั่นเป็นกลุ่มเส้นด้าย อลินตาเงยคอแหงนมองกลุ่มด้ายที่ใช้ขึงประดับห้องเหล่านั้นจนคอจะเคล็ดหญิงสาวจึงได้หยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายรูปทั้งหมดไว้ในมือถือ เป๋ามองสำรวจในห้องกับหมิงก็เอ่ยขึ้น

                    “ห้องนี้ตกแต่งแปลกๆว่าไหมคะคุณอลิน..?” อลินตาพยักหน้าเห็นด้วยกับลูกน้องสาวสองของตนก่อนจะหันกลับไปพูดกับเป๋าด้วยความไตร่ตรอง

                    “นายพูดถูกเป๋าถือว่าเป็นคนช่างสังเกตใช้ได้ ห้องนี้ไม่เหมือนตั้งใจตกแต่ง แต่เหมือน...” อลินตากำลังสรรหาคำมาเปรียบ พลันเสียงหมิงก็แทรกกลางปล้อง

                    “เหมือนห้องเรียนอนุบาลที่ต้องการให้เด็กๆ แยกประสาท แยกส่วนออกให้ได้ว่าอะไรเป็นอะไรวางอยู่ที่ไหนมันเลยดูเรียบร้อย แต่ขาดศิลปะ” อลินตาหันมองหมิงด้วยสายตาทึ่งในคำพูดของลูกน้องตัวเอง

                    “หมิง..” สายตาอลินตามองลูกน้องทั้งสองคนด้วยความชื่มชมและชื่นใจ

                    “ฉันเลือกลูกน้องไม่ผิดจริงๆพวกนายช่วยให้ฉันไขความลับนี้กระจ่างได้ในระดับหนึ่งเลย” จากนั้นอลินตาก็หันไปมองรอบๆห้อง

                    “พวกนายพูดถูกการตกแต่งของห้องนี้ไม่เหมือนการประดับตกแต่งแต่เหมือนการจัดวาง ในลักษณะที่เอาของหลายๆ สิ่งมาวางไว้ให้ดูว่ามุมนี้เป็นอย่างนี้ มุมนั้นเป็นอย่างนั้น ถ้าเป็นในห้องเรียนอนุบาลเด็กเล็กก็จะบ่งชี้ว่าตรงนี้เป็นมุมของเล่น ก็ไปเล่น มุมอักษรภาษาอังกฤษ ภาษาไทยก็ไปท่องภาษาอังกฤษ ภาษาไทย มุมภาพการ์ตูน ก็ไปดูการ์ตูน อืมมมม...” อลินตาพูดพลางคิดใคร่ครวญ แต่แล้วหญิงสาวก็รีบหันกลับไปมองภาพพญานาคที่ติดอยู่บนฝาผนังทันทีก่อนจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ เพราะผ้าที่ผูกโยงไปบนชื่อบ้านมีสองสีคือสีเขียวและสีน้ำเงินสลับกันเฉดสีหนึ่งก็ขึงจากภาพพญานาคภาพหนึ่งขึ้นรวบบนขื่อเพดานห้อง มีภาพพญานาคทั้งหมด 4ภาพ สีของผ้าหนึ่งเฉดสีก็จะโยงจากภาพหนึ่งกรอบขึ้นไปรวบไว้บนเพดานนั่นหมายความว่า เฉดสีหนึ่งขึงจากภาพหนึ่งสลับสีเขียวสีน้ำเงินทั้ง 4 มุม อลินตาย่นคิ้วก่อนจะบ่นพึมพำ

                    “มันแปลว่าอะไร..?”อลินตาหาได้แตะต้องกลุ่มด้ายเหล่านั้นไม่แต่หญิงสาวถ่ายรูปทั้งหมดเก็บไว้ในโทรศัพท์ของตัวเอง จากนั้นก็เดินไปยังกี่ทอผ้าซึ่งเป็นด้านที่มีไว้สำหรับนั่งทอผ้า อลินตาเห็นด้ายอยู่ในกี่คล้ายกับว่ากำลังมีใครจะเริ่มทอผ้าแต่ไม่ได้ทอ

                    อลินตามองกี่ทอผ้าพลางคิดพิจาณาหรือแม่จะทอผ้าแล้วทำไมแม่ค้างด้ายไว้ที่กี่แบบนี้อลินตามองด้ายในกี่ด้วยความสงสัย หญิงสาวคิดไปมาพลันใจก็กระหวัดไปถึงผ้าพันธุ์ภพผ้าผืนนั้น ทำมาจากอะไร ใครทอขึ้น และเส้นด้ายที่ทอผ้ามาจากไหนกันความคิดตอนนี้ของอลินตาผุดขึ้นมาราวกับสายน้ำ คำถามมากมายเกิดขึ้นในใจแล้วจบที่ว่า ตอนนี้ผ้าผืนนั้นอยู่ที่ไหน? หรือว่าอยู่กับใคร?...

                   อลินตาเดินตรวจตราดูกี่ทอผ้าอีกครั้งก่อนจะตัดสินใจออกจากห้องทอผ้าตอนนี้เธอได้ข้อมูลจากที่นี่มากพอแล้ว เมื่อออกมาจากห้องหญิงสาวก็ล็อกกุญแจไว้ตามเดิมแม้ว่าหมิงกับเป๋าจะมองที่แม่กุญแจเหมือนกับอลินตาแต่ทั้งสองคนก็ไม่มีใครเห็นเหมือนอลินตาหญิงสาวเห็นแสงสีน้ำเงินสาดออกจากกุญแจล็อกห้องก่อนที่แสงสีน้ำเงินจะหายวับกลับสู่สภาพปกติอลินตาหันมองไปรอบๆ ตัวบ้านชั้นสองอีกครั้งแล้วสั่งความกับลูกน้องของเธอ

                    “ไปหอพักที่มหาลัยของยัยเนตรแล้วค่อยไปหานพ.. หมิงเต๋อนายติดต่อเนตรนภานะ ถ้าออกมาได้ให้ไปรออยู่ที่หอพักได้เลยถ้าไปไม่ได้ เราก็ไปกันเอง” หมิงรับคำสั่งก่อนจะหยิบโทรศัพท์ของตัวเองออกมากดหาเบอร์ญาติผู้น้องของเจ้านายส่วนทางด้านอลินตาเมื่อสั่งความเสร็จ ก็เดินลงไปยังชั้นล่างอย่างรวดเร็วนั่นหมายความว่าสถานีต่อไป ก็คือบริเวณที่เนตรนภาพบเจอกำไลทองของผีเจ้านางละอองทองโชคดีหน่อยก็ตรงที่มหาวิทยาลัยที่อลินตาจะไปอยู่ไม่ไกลกับวัดที่มานพเพื่อนสมัยเรียนของเธออาศัยอยู่

                    ขณะทั้งสามกำลังจะออกจากเรือนอลินตาที่เดินนำหน้าสุดก็หยุดชะงัก ก่อนจะหันกลับมามองเสากลางบ้านอย่างรวดเร็วเป๋ากับหมิงที่เบรกตามชนิดลากล้อแทบหัวทิ่มรีบมองตามสายตาของอลินตาไปเช่นกัน ภาพที่ทั้งสองเห็นเสากลางบ้านกำลังตกน้ำมันออกมาสองเพื่อนรักสอบตากันไม่ต้องสงสัยอาถรรพ์ความเฮี้ยนของเสาต้นนี้มีอยู่จริงแน่นอน

                    สายตาของเป๋ากับหมิงเห็นเพียงแค่เสากลางบ้านกำลังตกน้ำมันลื่นปื๊ดสีของเสาคล้ำดำทะมึน แต่สิ่งที่เป๋ากับหมิงไม่สามารถจะเห็นได้อย่างที่อลินตาเห็นนั่นคือมีผู้หญิงนางหนึ่ง ยืนก้มหน้าอยู่ข้างเสา เธอสวมชุดไทย ห่มสไบแดงราวสีเลือดทิ้งชายปลิวไสวผ้าถุงสีดำสนิท ผมยาวรุ่งริ่ง ร่างกายซีดขาวแต่ทว่าใบหน้ากลับเขียวคล้ำดูน่าขนลุกยิ่งสตรีเบื้องหน้าอลินตานั้นคือผีนางตะเคียนประจำเสาบ้านที่แม่ของเธอเคยสะกดไว้ นางตะเคียนค่อยๆเงยหน้ามองอลินตาด้วยดวงตาแดงฉานเหมือนสไบที่หล่อนห่ม ก่อนจะพูดน้ำเสียงดุๆ

                    “หล่อน..ลูกสาวนังดารารายล่ะสิ!” อลินตาก้าวเดินออกมายืนด้านหน้าของหมิงกับเป๋าองอาจก่อนจะพยักหน้าแล้วตอบหนักแน่น

                    “ใช่ ฉันเองอลินตา โหราตระกูล” เมื่อได้ฟังดังนั้นนางตะเคียนก็แสยะยิ้มทันทีซึ่งเป็นยิ้มที่น่าสยดสยองยิ่งกว่าหนังผีสิบเรื่องรวมกัน

                    “คงจะได้เป็นเจ้าของเต็มตัวแล้วสินะถึงได้กล้าเข้ามาเหยียบที่เรือนหลังนี้ แม่แกนี่ก็แปลกรู้ทั้งรู้ว่าฉันอยากจะฆ่าพวกแกทั้งแม่ทั้งลูก แต่ก็ยังฝากแกไว้กับฉันอีก!!”อลินตาหรี่ตามองผีนางตะเคียนพลางเดินเข้าไปใกล้อีกนิดแต่เป๋ากับหมิงกลับไม่ได้เดินเข้าไปเป็นองครักษ์เจ้านายตัวเองเพราะทั้งสองรู้แล้วว่าอลินตาน่าจะกำลังคุยอยู่กับเจ้าของต้นเสานั่น

                    “แม่ก็แปลกฝากฉันไว้กับเธอเนี่ยนะทั้งที่เธอก็แค้นแม่ฉัน ที่ไม่ยอมยกสามีให้เธอ” คำพูดแทงใจดำดังจึ๊ก!ผีนางตะเคียนหยุดนิ่ง ดวงตาแข็งกร้าว อลินตาทำท่าจุ๊ปากอย่างขัดใจ

     

                    “นี่ เธอน่ะมันยึดติดจนเกินไปพ่อฉัน ถ้าเทียบกับผู้ชายสมัยนี้ บอกเลยว่าออร่ายังมีไม่พอ แล้วแทนที่เธอจะหาผู้ชายใหม่เข้ามาสร้างความชุ่มฉ่ำในชีวิต แต่ดันยึดติดอยู่กับผู้ชายที่เขามีเจ้าของแล้วซึ่งก็รู้อยู่ว่าเป็นการผิดศีลขั้นพื้นฐาน แต่ก็ยังทำมิน่าถึงไม่ได้ไปผุดไปเกิดเพื่อเจอผู้ชายดีๆ ที่จะเข้ามาในชีวิตสักที แล้วมีหน้าจะมาฆ่าฉันหลุดออกจากเสาให้ได้ก่อนเถอะ อยู่มากี่ปีแล้ว เป็นฉันนะ ไปเกิดใหม่ อัพตัวเองแต่งหน้า แต่งตัวสวยๆ หาผู้ชายควงเข้าเรือนนอนยั่วๆ สบายๆ น่าเสียดายเกิดมานานแต่คิดไม่ได้!!” อลินตาใส่เป็นชุดไม่ยั้งเป๋ากับหมิงได้แต่แอบคิดว่าห้ามคนอื่นคะนองปากแต่ตัวเองด่าผีจนเสาตกน้ำมันแทบจะลุกเป็นไฟ

                    แม้ว่าผีนางตะเคียนจะคล้อยตามคำพูดของอลินตาบ้างแต่ก็เหมือนโดนหยามถึงถิ่น นางตะเคียดอ้าปากกว้างแทบจะถึงหูแล้วกรีดร้องออกมาอย่างโหยหวนเป๋ากับหมิงรับรู้ได้ถึงพลังแห่งการกรีดร้องนั้นด้วยการที่มีลมโบกสะบัดพัดทั่วบริเวณบ้านอย่างรุนแรงทั้งสองแนบชิดแทบจะรวมร่างกันทันที ผีนางตะเคียนออกอาการเกรี้ยวกราดก่อนตวาดด้วยความดุดัน

                    “ร้ายทั้งแม่ทั้งลูกแม่แกไม่เคยสอนรึไงว่าอย่ามาบังอาจกับฉัน!!” น้ำเสียงที่ดุมาพร้อมกับลมกระหน่ำพัดแรงราวกับจะเกิดพายุ..